เมื่อธงทัพหน้าของหลงเฉิงข้ามเส้นตายเข้าสู่ระยะหวังผล เสวี่ยนห้าวที่ยืนสงบนิ่งบนกำแพงก็ยกมือขวาขึ้นช้าๆ ท่วงท่าสง่างามราวกำลังร่ายรำ ทว่านั่นคือสัญญาณมรณะ
“ยิง!”
สิ้นเสียงคำสั่งที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เสียงดีดผึงของสายธนูนับพันสายก็ดังกระหึ่มพร้อมกันจนแก้วหูแทบแตก ฝูงลูกศรสีดำทะมึนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังแสงตะวันจนเกิดเงามืดพาดผ่านสมรภูมิ ราวกับฝูงตั๊กแตนเหล็กที่หิวกระหายเืเนื้อ
ฟิ้ว—! ฉึก! ฉึก! ฉึก!
ห่าฝนเหล็กตกลงมากระทบเป้าหมาย เสียงหัวลูกศรเจาะทะลุเกราะและปักตรึงลงบนโล่ดังระงมไปทั่ว ทหารแถวหน้าของหลงเฉิงล้มคว่ำลงทีละคนสองคน เืสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนดินแห้งแล้ง แต่ทว่า... กองทัพดาราเหล็กกลับไม่หยุดนิ่ง แนวโล่เหล็กสีดำยังคงขยับคืบคลานไปข้างหน้าอย่างเป็ระเบียบ ราวกับสัตว์ั์หุ้มเกราะหนังหนาที่ไม่รู้จักความเ็ป
“อย่าหยุด! ก้าวเท้าข้ามศพพี่น้องที่ยอมเสียสละของเราไป! ใครถอยข้าตัดหัว!”
เสียงคำรามของ กู้เทียนอี้ ดังกลบเสียงกลองศึก เขาชัก กระบี่ดาราเหล็ก ออกจากฝักกลางหลัง เสียงเนื้อเหล็กเสียดสีกับฝักดัง ‘เคร้ง!’ แหลมสูงบาดหู ราวกับเสียงดาวหางกรีดผ่านชั้นบรรยากาศ
“ตามข้ามา!”
แม่ทัพหนุ่มกระตุ้นม้าศึกสีนิลกาฬ มันส่งเสียงร้องก้องก่อนจะกระโจนพุ่งทะยานผ่านหลุมะเิดินและซากศพทหารอย่างไม่ลังเล กู้เทียนอี้ควงกระบี่ในมือปัดป้องลูกธนูที่พุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่กระบี่ตวัด ประกายไฟแลบแปลบปลาบกลางอากาศ ลูกธนูที่พุ่งเข้ามาล้วนปลิวหายไปจากแรงกระโชกของลมที่เกิดจากพายุปราณของกระบี่ดาราเหล็กนับครั้งทีละหลายร้อยลูก
เมื่อเข้าประชิดแนวป้องกันชั้นนอกของข้าศึก กู้เทียนอี้ะโก้อง “ขบวนดาวเหล็ก แหวก!!”
สิ้นเสียงสั่งการ ทหารดาราเหล็กเปลี่ยนรูปขบวนฉับพลันราวกับฝึกซ้อมมาเป็พันครั้ง โล่ใหญ่ด้านหน้าที่เคยเรียงชิดกันแยกออกเป็ช่องเฉียง เปิดทางให้หน่วยหอกยาวพุ่งทะลวงสวนออกมาเสียบศัตรู สลับด้วยหน่วยดาบสั้นที่มุดเข้าไปตัดขาด้านปีกซ้ายและขวาอย่างรวดเร็ว
ตูม!
กู้เทียนอี้ควบม้าฝ่าวงล้อมเข้าไปเป็คนแรก เขาง้างกระบี่ขึ้นสุดแขน กล้ามเนื้อใต้ชุดเกราะเกร็งจนปูดโปน รวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่คมดาบ... แล้วฟาดฟันลงไป!
“กระบี่ดาราเหล็ก ผ่าดารา!”
แสงสีเงินวูบวาบสว่างจ้าเพียงชั่วพริบตา แต่มันกลับดูเหมือนมีเส้นแสงดาวตกนับสิบเส้นซ้อนทับกัน พลังทำลายล้างรุนแรงปานภูผาถล่มทลาย ทหารจินหลิงที่กรูกันลงมาจากประตูด้านข้างเพื่อสกัดทัพ ถูกแรงอัดกระแทกจนร่างลอยกระเด็น บ้างก็ถูกคมกระบี่ตัดขาดสะพายแล่ง ล้มระเนระนาดเป็ทางยาวดุจหญ้าแพรกที่ถูกพายุพัด
ฉีหยาง รองแม่ทัพที่ควบม้าตามมาติดๆ เห็นภาพนั้นถึงกับเืลมสูบฉีด ะโเสียงแหบแห้งแข่งกับเสียงฆ่าฟัน
“เยี่ยมยอด! ท่านแม่ทัพของเรารุกประชิดแล้ว ประตูตะวันออกเริ่มร้าวแล้ว! รถกระทุ้งกำลังเข้าเทียบ!”
“ไม่ต้องหยุด! อัดเข้าไปให้สุดแรง!” กู้เทียนอี้ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองผลงานสังหารของตน “วันนี้ต้องพังประตูเข้าไปกินหัวใจเสือในเมืองให้ได้!”
และในจังหวะที่เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังเชิงเทินสูงเพื่อประเมินสถานการณ์...สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับร่างของคนคนหนึ่งที่ยืนเด่นเป็สง่าอยู่ตรงนั้น ราวกับเป็เ้าของท้องฟ้าและชีวิตเบื้องล่าง
เสวี่ยนห้าว เองก็กำลังมองลงมาเช่นกัน
ท่ามกลางความพัลวันและกลุ่มควันไฟสีเทา ทุกทิศทางเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของา สายตาสองคู่ หนึ่งคู่นั้นดุดันดุจเปลวเพลิง อีกหนึ่งคู่นั้นเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง สายตาสองคู่ปะทะกันเข้าอย่างจัง
กึก…
ชั่ววินาทีเดียว...วินาทีเดียวที่โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดทุกการเคลื่อนไหว เสียงอื้ออึงรอบข้างเงียบหายไป กู้เทียนอี้รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดแล่นปราดเข้ามาในสมอง เขาเคยเห็นดวงตาคู่นั้นมาก่อน... ใช่... เขาต้องเคยเห็นแน่ๆ
ไม่ใช่ในสนามรบที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื... แต่เป็สถานที่ที่ไม่มีธงรบ... ไม่มีศัตรู... มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดเขาอันเงียบสงบ... และกลิ่นหอมจางๆ ของหมึกจีนบนหน้าตำรา…ลอยมาแตะปลายจมูกของเขา
ฝ่ายเสวี่ยนห้าวเองก็ชะงักไปเช่นกัน มือที่กำคันธนูสั่นไหวเล็กน้อย ภาพซ้อนทับของแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดเบื้องล่าง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็ภาพชายหนุ่มที่ถอดเกราะ วางกระบี่ แล้วนอนเอกเขนกหัวเราะร่าอย่างไร้ความระวัง
“เ้านี่มันดื้อด้านจริงๆ...”
เสียงแว่วในความทรงจำผุดขึ้นมา แต่ยังไม่ทันจะจับใจความได้ ควันดำจากการะเิหน้าประตูก็ลอยฟุ้งขึ้นมากลบภาพนั้นจนจางหายไป
“แม่ทัพ!!! ระวัง—!!!”
เสียงร้องเตือนอย่างตื่นตระหนกของฉีหยางกระชากสติของกู้เทียนอี้กลับสู่ความจริง
ฟุ่บ!
ลูกศรดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาด้วยความเร็วเหนือเสียง เฉียดผ่านแก้มสากของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะปักทะลุโล่เหล็กของทหารด้านหลังจนมิดด้าม!
ความเจ็บแสบแล่นริ้วขึ้นที่ข้างแก้ม เืสีแดงสดค่อยๆ ไหลซึมออกมา กู้เทียนอี้ััได้ถึงความเย็นะเืของ "ความตาย" ที่เพิ่งพัดผ่านหน้าไปเมื่อครู่ เขาหันขวับกลับไปมองบนกำแพงอีกครั้ง
ภาพที่เห็นคือ องค์ชายสามที่ยังคงยืนนิ่งในท่าทีหลังจากปล่อยสายธนู สีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่าแววตานั้นกลับคมกริบยิ่งกว่าเดิม เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบลูกธนูดอกใหม่ขึ้นมาพาดสายอย่างใจเย็น
ยิ่งท่วงท่าสง่างามมากเพียงใด... ก็ยิ่งดูน่าหวาดกลัวและอันตรายมากเพียงนั้น
กู้เทียนอี้ยกนิ้วโป้งขึ้นปาดเืที่ข้างแก้ม แล้วแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม “ทักทายกันแรงดีนี่... องค์ชาย”