หลงเฉินยืนเหม่อลอยอยู่กลางลานด้านหลังสำนัก มือเล็กกำไม้กวาดไว้แน่น ขณะที่ใบหน้ากำลังจ้องมองพื้นอย่างเหม่อลอย
ทันใดนั้น
"ผัวะ!" แรงมือของใครบางคนฟาดลงบนบ่าของเขาอย่างจัง
หลงเฉินสะดุ้งสุดตัว เผลอหันขวับกลับไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใ ก่อนจะพบใบหน้าคุ้นเคยที่กำลังมองแล้วยิ้มกว้างให้
เด็กชายวัยเดียวกับเขายืนอยู่ตรงนั้น เรือนผมดำถูกรวบอย่างเรียบร้อย อาภรณ์สีอ่อนสะอาดสะอ้าน ดูต่างจากเขาราวคนละโลก แววตาของอีกฝ่ายสดใส มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา
“เหม่ออะไรอยู่หรือ” เด็กชายเอ่ยขึ้นเสียงใส รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า
“ข้าเรียกเ้าตั้งหลายครั้งก็ไม่หันสักที”
นี่คือสหายเพียงคนเดียวในสำนักศึกษาชิงเหวิน ผู้ไม่เคยรังเกียจเขา ‘หลันอี้เฟิง’
เด็กชายลูกผู้นี้คือบุตรเ้าของร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอวี้หาน ‘หออี้เฟิง’ ตระกูลที่มีกำลังทรัพย์ในเมืองนี้ แต่กลับไม่เคยมีท่าทีดูถูกเด็กชายมอซออย่างหลงเฉินแม้แต่น้อย อีกทั้งสหายของเขามักแอบขโมยซาลาเปาร้อน ๆ ขนมหอม ๆ จากร้านมาฝากหลงเฉินเป็ประจำ
สำหรับเทพาผู้เคยยิ่งใหญ่แล้ว เด็กชายอี้เฟิงผู้นี้…คือ สหายคนแรกในโลกมนุษย์
หลงเฉินหลุบตาเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบา
“ข้ากำลังคิด…ว่าข้าจะมีโอกาสไปเรียนที่เมืองต้าโจวหรือไม่”
อี้เฟิงหัวเราะในลำคอเบา ๆ รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้า ดวงตาหยีลงอย่างเคยชิน
“เ้าเก่งขนาดที่อาจารย์ยังมักเอ่ยปากชม เ้ามีสิ่งใดให้กังวลกัน? ที่น่ากังวลก็คือข้าต่างหาก”
น้ำเสียงที่สดใสพลันแปรเปลี่ยนแ่เบาลงอย่างน่าประหลาด ราวกับกำลังซ่อนความไม่มั่นใจเอาไว้ อี้เฟิงเงยหน้ามองท้องฟ้าสีอ่อน
“ข้าเองก็อยากไปเมืองหลวงเช่นกัน…”
“หากข้าได้เป็ขุนนาง ท่านพ่อท่านแม่ข้าคงดีใจมาก” เขาหัวเราะเบา ๆ แต่ในดวงตากลับมีประกายเศร้าจาง ๆ ซ่อนอยู่ คล้ายกำลังปลอบใจตนเองมากกว่าพูดให้ใครอื่นฟัง
หลงเฉินจึงยกมือขึ้นตบบ่าอี้เฟิงเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ
“เ้าทำได้แน่ ข้าเชื่อเ้า” คำพูดสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น
อี้เฟิงยิ้มกว้างก่อนยื่นห่อขนมเล็ก ๆ ที่ห่อด้วยกระดาษน้ำตาลอ่อนส่งมาให้ ดวงตาเป็ประกายราวเด็กที่เพิ่งได้ของดีมาอวด
“เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ เลยนะ”
เมื่อเห็นแววตาสหายที่เปลี่ยนเป็สงสัยและไม่แน่ใจ เขารีบพูดต่อทันทีราวกลัวจะถูกเข้าใจผิด
“อันนี้ข้าไม่ได้ขโมย ข้าไปขอมาจากท่านแม่ บอกว่าเอามาให้เ้า”
แล้วก็เกาศีรษะเบา ๆ อย่างเขิน ๆ
แม้จะเป็เด็กชายวัยเดียวกัน แต่ในสายตาอี้เฟิง หลงเฉินมักดูสุขุม เคร่งครัด และรอบรู้เกินวัย จนบางคราเหมือนตนเป็เพียงเด็กน้อย ส่วนอีกฝ่ายกลับคล้ายบรรพบุรุษผู้ผ่านโลกมานับสิบปี
หลงเฉินถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะรับขนมมากับมือ แล้วเดินไปทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาเย็นสบาย
เขาแกะกระดาษออกอย่างช้า ๆ หยิบขนมชิ้นเล็กขึ้นมากัดเบา ๆ รสหวานอ่อนแผ่ซ่านในปาก
อี้เฟิงนั่งลงข้าง ๆ มองเขาพลางยิ้มอย่างพอใจ เหมือนภารกิจสำคัญสำเร็จเรียบร้อย
“เป็อย่างไร อร่อยหรือไม่” เขาถามด้วยแววตาคาดหวัง
หลงเฉินพยักหน้าเล็กน้อย มุมปากคลายตัวลงอย่างแทบไม่สังเกตเห็น
“อืม” หลงเฉินตอบเพียงสั้น ๆ
อี้เฟิงรีบเสริมอย่างภาคภูมิใจ
“นี่เป็ขนมที่ข้าชอบที่สุด วันหลังข้าจะเอามาให้เ้าอีก”
หลงเฉินตวัดสายตามองเขาอย่างปราม
“เ้าห้ามขโมย”
“ข้ารู้แล้วน่า!” อี้เฟิงรีบโบกมือ “ตอนนี้แม่ข้าก็เอ็นดูเ้า ให้ข้าเอาเสื้อผ้ามาให้เ้า แต่เ้ากลับไม่ยอมรับ ใส่แต่เสื้อขาด ๆ พวกนี้อยู่ได้”
น้ำเสียงนั้นทั้งบ่นทั้งเป็ห่วง หากหลงเฉินกลับไม่ได้ใส่ใจสิ่งภายนอกเหล่านี้มากนัก เสื้อผ้า อาภรณ์ หรือคำดูแคลนจากผู้คน ล้วนเป็เพียงเปลือกนอกที่ไม่อาจสั่นคลอนหัวใจของเขาได้
ไม่ว่าผู้ใดจะหัวเราะเยาะ ไม่ว่าผู้ใดจะถากถาง นั่นก็ไม่อาจทำให้ความแน่วแน่ในเจตจำนงของเขาสั่นไหว
สิ่งเดียวที่หลงเฉินติดตัวมาจากแดนเทพ…คือ “สติปัญญา”
สติปัญญาของเขาทำงานเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าตำราใด เพียงได้ทอดตามองแค่ครั้งเดียว ทุกถ้อยคำ ภาพอักษร และความหมาย ล้วนเข้าใจถึงแก่นแท้ได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เคยผ่านตาแม้เพียงครั้งเดียวเขาก็จำได้ทุกถ้อยคำ
ในโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนแห่งนี้ นี่คงเป็สิ่งเดียวที่เขาทำได้ดี…
หลังจากกินขนมจนหมดห่อ หลงเฉินปัดมือเบา ๆ ไล่เศษน้ำตาลที่ติดอยู่ปลายนิ้วออก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยเรียบ ๆ
“เ้าตามข้ามานี่สิ”
“ไปที่ใดกัน?” อี้เฟิงถามอย่างสงสัย ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสา
“ห้องข้า”
หลงเฉินตอบสั้น ๆ ก่อนลุกขึ้นแล้วเดินนำไปโดยไม่หันกลับมาอีก อี้เฟิงมองตามอย่างงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ พยักหน้าเบา ๆ แล้วก้าวตามหลังไปเงียบ ๆ
สองร่างเล็กเดินผ่านระเบียงไม้เก่า เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังแ่เบาท่ามกลางความเงียบของยามบ่าย แสงแดดลอดผ่านช่องหลังคาโปร่ง ทาบลงบนพื้นเป็ลายเงาสลับไปมา
ห้องของหลงเฉินตั้งอยู่มุมหนึ่งของเรือนเรียน เรียบง่ายจนแทบไม่มีสิ่งใดเกินจำเป็ อี้เฟิงกวาดสายตามองห้องเล็ก ๆ ภายในห้องมีแค่เสื่อเก่าผืนหนึ่ง โต๊ะไม้ตัวเล็ก และกองตำราที่วางซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบ และช่องหน้าต่างมีรอยรั่ว แต่ก็ยังพอให้แสงลอดเข้ามาได้บางส่วน
หลงเฉินตรงไปยังมุมหนึ่ง หยิบกระดาษม้วนเก่า ๆ ที่มัดด้วยเชือกขึ้นมา ส่งตรงไปให้สหายของตน
“อันนี้…เ้าลองเอาไปอ่าน ข้าจดสรุปไว้แล้ว หากไม่เข้าใจสิ่งใดก็ถามข้าได้”
อี้เฟิงรับกระดาษไปด้วยความงุนงง เมื่อเปิดกระดาษออกตัวอักษรที่ที่ปรากฏแก่สายตา ทำให้ดวงตาเล็กของเขาก็เบิกกว้างอย่างไม่เชื่อ
ลายมือประณีตงดงามคมกริบ ทุกตัวอักษรเป็ระเบียบเหมือนผู้มีวาสนาได้ร่ำเรียนจากบัณฑิตใหญ่ เนื้อหาสรุปกระชับ กระจ่าง ราวกับอาจารย์ชั้นสูงเป็ผู้เขียน
“เ…เ้า…ทำได้อย่างไรกัน?” อี้เฟิงพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตกตะลึง
หลงเฉินยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ก็ไม่ได้ยากอันใด” น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่แฝงความยโสโอหัง เหมือนทุกอย่างเป็เพียงเื่ธรรมดา
“เ้ากำลังโอ้อวดข้าหรือ” อี้เฟิงขมวดคิ้วถาม
“ข้าจะทำเช่นนั้นเพื่อสิ่งใด” หลงเฉินตอบเบา ๆ สายตากลับไปยังหน้ากระดาษอีกครั้ง ก่อนจะยื่นตำราให้เขา
อี้เฟิงกอดกระดาษเ่าั้ไว้แน่นก่อนกล่าวว่า “ต่อไป หากพวกเราสองคนได้ไปเมืองหลวงจริง ๆ …ข้าจะยกตำแหน่งให้เ้าเป็พี่ใหญ่ ข้าจะยอมเป็วัวเป็ม้ารับใช้เ้าเลย!”
หลงเฉินไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงยกมือผลักหลังอี้เฟิงเบา ๆ ไล่กลับไปที่ประตู
“เ้าไปได้แล้ว อ่านให้เข้าใจ หากไม่เข้าใจก็มาถามข้า” ถ้อยคำเรียบง่าย แต่แฝงความจริงใจ
อี้เฟิงพยักหน้าหงึก ๆ อย่างว่าง่าย
“ข้าจะรีบไปอ่านตอนนี้! ข้าจะท่องจนขึ้นใจ ข้าต้องติดหนึ่งในสองให้ได้!”
ก่อนร่างเล็กจะวิ่งหายออกไปจากประตูอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงหลงเฉินที่ยืนอยู่ลำพังในห้องแคบ ๆ อันทรุดโทรมแห่งนี้ ความเงียบค่อย ๆ กลับมาปกคลุมอีกครั้ง เสียงลมพัดลอดผ่านช่องไม้เก่าเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดแ่เบา มีเพียงกลิ่นกระดาษเก่ากับฝุ่นบาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศเท่านั้น