บทที่๖ทั่ววังล้วนต้องสยบได้ ใต้เท้าพระชายา
จางไป๋หูสับสนนัก พระชายาผู้นี้ดูเหมือนจะชังน้ำหน้าเขา ทว่าก็ราวกับจะกลัวเกรงด้วย ฐานะสูงส่งเช่นนางไม่น่าจะต้องหลีกหนีเพียงองครักษ์ต่ำศักดิ์เช่นเขา แต่นางก็เพียงผินหน้าไม่เมียงมองขณะก้าวเดินจากไป จากที่เคยพบเห็นนางมาแต่ก่อน นางก็มิได้มีอะไรผิดแผกไปจากเดิม คงเหลือเพียงความหมางเมินที่มองกลับมา
“ลำบากเจ้าเสียแล้ว ไป๋หู” จูหยางเหยี่ยนกล่าว ดึงความสนใจของชายอีกคนให้กลับมาจุดเดิม
“มิได้พะย่ะค่ะ ข้าเพียงทำตามหน้าที่ ล่วงเกินพระชายาเข้าแล้ว ขอรัชทายาททรงวินิจฉัยโทษ”
“จะโทษเจ้าได้อย่างไร ต้องโทษนางซิ เล่นจุดประทัดกลางวังเช่นนี้ เห็นทีจะไม่ได้ความ แบบนี้จงใจแกล้งข้าและหมิงเย่วเป็นแน่”
“มิได้นะเพคะ หมิงเย่วเห็นว่าพระชายาอาจจะเพียงต้องการทำพิธีปัดเป่าตามที่นางว่า ทว่าก็คงไม่ทันได้บอกกล่าวกันก่อนเท่านั้น” จ้าวหมิงเย่วพยายามบรรเทาความโกรธของสวามี นางยกมือขึ้นกุมมือเขาไว้อย่างอ่อนโยน พอเห็นคนข้างกายเป็นเช่นนี้ ก็ทรงคลายโทสะลงบ้าง
“เห็นดีแต่เจ้าว่า ข้าจะไม่เอาเรื่องอันใด วันนี้อากาศไม่ดีแล้ว ข้าจะไปอ่านหนังสือ”
ทรงกล่าวเช่นนั้นแล้วก็เสด็จกลับห้องทรงอักษร จ้าวหมิงเย่วคำนับลาตรงนั้นแล้วถอยฉากไปอีกทาง ทิ้งให้จางไป๋หูทำหน้าที่ติดตามต่อไป
“เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรแน่?” พออยู่ลำพังก็ทรงถามมิตรสหาย
“เรื่องปัดเป่าหรือพะย่ะค่ะ?” คนถูกถามยังมีท่าทีสงสัย พอเห็นแบบนั้นไท่จื่อจึงได้กล่าวต่อ
“ต้องเรื่องพระชายาของข้านั่นซี”
“ข้ามิควรออกความเห็น”
“ข้าอนุญาต” ยินถ้อยคำหนักแน่น องครักษ์จางก็ชะงักงัน ชายอาภรณ์จับจีบของเครื่องแบบสีแดงไหวลู่ตามแรงลมคล้ายกำลังเต้นระบำ พอความเงียบเข้าปกคลุม เขาจึงตัดสินใจพูดขึ้น
“แต่ข้ามองว่าไม่สมควร”
“เพ้ยนี่เจ้า...ข้าให้พูด ก็พูดเสีย อย่ามัวแต่เก็บลิ้นไว้ชิมพลับหวาน” คราวนี้รับสั่งมีแววขุ่นเคืองเห็นชัด
จางไป๋หูชั่งใจอีกเสียตอนหนึ่ง แล้วจึงกล่าว “ขออภัยหากล่วงเกิน ข้าเห็นว่าพระชายานั้นทรงอายุน้อย วัยวุฒิสอดคล้องกับปัญญา นางจึงยังด้อยเรื่องมารยาทและประเพณี ลงเป็นเช่นนี้ก็น่าเคี่ยวกรำให้พระนางตระหนักในหน้าที่ของตนต่อสวามี”
“ข้อนี้ข้าเห็นควรด้วย” ทรงพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ “บรรดาสนมนางในของข้าทุกนางล้วนผ่านการขัดเกลาอย่างดี ผู้ที่จะมาเป็นพระชายาของข้าย่อมต้องเพียบพร้อมยิ่งกว่า ว่าแต่...แล้วเรื่องแต่งงานของเจ้าเล่า เป็นอย่างไรเสียบ้างแล้ว”
“ข้าได้ไหว้วานให้พี่สาวเป็นธุระติดตาม รวมถึงช่วยเหลือมารดาจัดเตรียมข้าวของต่างๆ เรียบร้อยดีพะย่ะค่ะ”
“เอาเถิด ข้าจะให้เจ้าหายหน้าไปเสียสักเจ็ดวัน เจ้าจะได้มีเวลา ‘ขัดเกลา’ ความเป็นกุลสตรีแก่แม่นางน้อย”
จางไป๋หูยินดังนั้นก็ได้แต่ตีสีหน้าเรียบเฉย หากคนเป็นสหายรู้ดี เมื่อยามองครักษ์คู่ใจของเขาประหม่า ไม่พ้นจะมีริ้วเลือดขึ้นสูบฉีดใบหูจนแดงไปหมด สีหูทั้งสองข้างของเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับดอกท้อซึ่งบานสะพรั่ง เห็นเช่นนี้รัชทายาทก็ทรงคลี่พัดเขียนลายเป็ดน้ำปิดทองขึ้นปกปิดรอยยิ้ม แต่เสียงหัวเราะก็ดังแว่วออกมาจนได้
“แย้มสรวลได้เช่นนี้ ข้าก็สบายใจ” เขาพูดแก่เก้อ
“ได้เห็นเจ้าจะลงหลักปักฐานเสียที ข้าก็สบายใจเช่นกัน”
ทรงกล่าวเช่นนั้นจนลืมไปเสียว่า...พระองค์เองก็ย่อมต้องไปขัดเกลาพระชายาของตนเช่นเดียวกัน
หลังจากร่างองค์รัชทายาทลับหายไปจากสายตาแล้ว พระชายารองสกุลจ้าวก็มุ่นคิ้ว นางเองก็มิใช่ไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พระชายาเอกแห่งตำหนักบูรพาเริ่มสำแดงเดชเช่นนี้ พวกนางในเองก็ท่าจะลำบากกว่าที่เคย เดิมทุกคนล้วนต้องเกรงใจนางแต่เพียงผู้เดียว ทุกสิ่งภายในตำหนักนางนั้นจัดการเองเสียสิ้น และหากเมื่อมีพระชายาเอกเป็นผู้อื่น ซึ่งจะต้องตรวจสอบกิจการงบดุลต่างๆ ในวังแล้ว ไม่พ้นจะต้องตรวจสอบเจอเงินจำนวนหนึ่งซึ่งถูกยักออกไปโดยไม่ทราบสาเหตุแน่
นางจำต้องทำอะไรสักอย่าง...
ไท่จื่อเฟยองค์นี้ไม่ใช่เล่น ต่อหน้ารัชทายาทยังกล้าล่วงเกิน เห็นทีจะปล่อยเอาไว้สบายๆ เสียมิได้ แต่ลำพังตัวนางเองก็คงมิอาจรับมือเพียงผู้เดียว ดังนั้นนางจำต้องมีพันธมิตร พอคิดได้ดังนั้น นางก็สั่งให้คนใช้เตรียมผลไม้อบแห้งรสเลิศจำนวนหนึ่ง เดินทางพากันไปที่ห้องส่วนตัวของพานเอ๋อร์
สนมผู้น้อยนางนี้เห็นชายารองมาเยี่ยมเยียน นางก็รีบตรงออกมาต้อนรับยกใหญ่ ด้วยเวลาปกตินางไม่ค่อยมีคนไปมาหาสู่มากนัก อีกทั้งตั้งแต่แต่งตั้งจ้าวหมิงเย่วเป็นชายารอง รัชทายาทก็ดูจะหมางเมินต่อนางไปเสียแล้ว พอเนื้อสมันวิ่งเข้ามาหาธนูเช่นนี้ นางไม่โก่งศรยิงได้อย่างไร
“พี่สาว ลมอันใดหอบพี่มาตรงนี้ เกรงแสงแดดจะทำร้ายรูปโฉมอันงดงาม รีบเดินเข้ามาหลบข้างในเถิด” พานเอ๋อร์ยังคงกล่าวยกยอคล่องปาก
“วันนี้ออกมาชมสวน เห็นดอกไม้แล้วก็พาลคิดถึงหน้าเจ้า จึงได้ให้บ่าวจัดผลไม้มาฝาก” จ้าวหมิงเย่วนั่งลงบนเก้าอี้ตามที่ได้รับการเชื้อเชิญ
“รบกวนพี่สาวแล้ว น้องสาวคนยากนี้ไม่มีอะไรจะมอบแก่ทานเลยนอกจากน้ำใจ ติดขัดอะไรก็ขอให้มาบอกแก่ข้า”
“ไม่กล้ารบกวนน้องสาวเป็นธุระแต่อย่างใดหรอก เพียงแต่ข้ารู้สึกเศร้าใจเหลือเกินจะกล่าว”
“พี่ท่านเป็นอันใดกัน ไหนลองเล่าให้ข้าฟัง”
ลงเป็นเช่นนี้ พระชายารองจ้าวหมิงเย่วจึงได้ทีเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอุทยานแก่พานเอ๋อร์ คนฟังก็ฟังไป ร่วมไม่สบอารมณ์ไปเสียด้วย ยิ่งคนเล่าสำทับด้วยการอ้างถึงรัชทายาทเป็นที่เดือดร้อนด้วยแล้ว นางก็ยิ่งแค้นใจตาม
“ทำต่อหน้าข้าเพียงผู้เดียวยังทำใจได้ นี่ต่อหน้าพักตร์สวามี ให้ข้าไม่เศร้าใจได้อย่างไร” หมิงเย่วกล่าวพลางยกแขนขึ้นซับหางตาคล้ายร่ำไห้
“นางเพิ่งแต่งเข้าได้สามวัน ก็กล้าลามปามรัชทายาทเช่นนี้ เห็นทีข้าเองก็มิอาจเฉยเมยได้ นี่ซู่เต๋อฮองเฮาทรงทราบเรื่องหรือไม่ พี่หญิง” พานเอ๋อร์ถาม
“ข้าไม่คิดว่าจะมีใครกล้าไปทูลหรอก ทุกคนล้วนกลัวเกรงแม่สาวตระกูลเยี่ยเสียตายชัก”
“เช่นนั้นให้น้องจัดการเองเถิด พี่สาวโปรดวางใจ”
“อย่าเลย ข้าเพียงแค่คับอกคับใจอยากเล่าให้ใครรับฟังเสียก็เท่านั้น”
“ก็ถือว่าพี่เล่าแล้วก็ผ่านไป ลูกศรยิงออกไปแล้วจะให้วกกลับมาหาธนูนั้นเป็นไปมิได้” เจ้าของเรือนรับปากเป็นหมั่นเหมาะ “รับรองว่าข้าจะไม่ทำให้ท่านเดือดร้อนใจ”
เมื่อตนได้ยินพานเอ๋อร์รับปากแล้ว จ้าวหมิงเย่วแสร้งคุยเล่นสัพยอกไปอีกสักพัก จนกระทั่งล่วงเข้ายามเซิน[1] จึงได้ขอตัวกลับเรือนของตน
“ข้ารบกวนเจ้าแต่เพียงเท่านี้ วันหน้าจะแวะมาหาเจ้าใหม่”
พานเอ๋อร์เดินออกมาส่งจ้าวหมิงเย่วหน้าประตู เมื่อพระชายารองจากไปแล้ว จึงหันไปบอกคนสนิทให้แกล้งเอาความไปพูดให้นางในตำหนักของฮองเฮารับทราบ เมื่อมีเสียงร่ำลือกันภายในแล้ว ไม่ช้านานก็จะเข้าถึงพระกรรณเป็นแน่ ความลือนั้นยากที่จะสืบต้นตอเสียด้วย คนปากดีเช่นนางรับรู้ดี เพียงวิธีนี้จะทำให้ยากต่อการสืบเสาะว่าใครเป็นผู้รายงาน และถึงแม้จะสาวมาถึงตัว นางก็จะแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้บีบน้ำตาพร่ำคำหวานตามนิสัยเก่าๆ
พานเอ๋อร์เชื่อว่าลูกศรเมื่อยิงออกไปแล้วย่อมจะไม่หวนหลับมาหาคนยิง แต่กับคนที่ชำนาญการยุทธ์แล้ว ใช่ว่าเป็นไปมิได้!
เสียงเล่าลือของบรรดานางในท้ายแล้วก็วนกลับมาถึงพระแท่น ใช้เวลาเพียงวันหนึ่ง ซู่เต๋อฮองเฮาจึงได้รับทราบเรื่องจากแม่นมเหลียง การสืบสวนย่อมกำเนิดขึ้นตามคติ เมื่อมีควันย่อมมีไฟ เยี่ยซูจิ้น หรือพระชายาตัวปลอมก็ถูกเรียกตัวให้ไปเข้าเฝ้าแต่เช้าตรู่ ตัวนางเองยังมิทันจะลุกมาเกล้าผมสวมผ้าเสียด้วยซ้ำ
“ฮัวชุน เจ้าว่าคราวนี้เรื่องอะไร” นางถามบ่าวที่เดินอยู่ใกล้ๆ
“ข้าไม่ทราบจริงๆ พระชายา” นางหมายความตามนั้นด้วยสัตย์จริง
“เอาเถอะ ค่อยว่ากันทีหลัง”
เมื่อนางก้าวเข้าไปในตำหนักใหญ่ จึงได้เห็นรัชทายาทจิ้งจอกสามีนางก็อยู่ในนั้นด้วย ทั้งหมดนั่งรายล้อมกันโดยมีฮองเฮาเป็นประธาน และนาง...อยู่ตรงกลางโถงเพียงลำพัง ฮัวชุนนั้นได้ถอยฉากออกไปยืนร่วมกับบ่าวไพร่คนอื่นๆ แล้ว
“ไท่จื่อเฟย เจ้าทราบหรือไม่ว่าข้าเรียกตัวมาด้วยเหตุใด?” ซู่เต๋อฮองเฮาตรัสถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเคย ทว่าฉายแววคาดคั้นเพียงเล็กน้อย
“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ” เยี่ยซูจิ้นตอบ
“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อยามอู่[2] สืบถึงยามเว่ย[3] ของวันก่อน เจ้าได้ทำการจุดประทัดเล่นไฟในตำหนักบูรพาหรือ?”
เช่นนั้นแต่เดิมที่เยี่ยซูจิ้นก้มหน้าอยู่ นางจึงเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ กระจ่างชัดแน่แล้ว...แท้จริงนางถูกลากตัวจากเตียงมาเพื่อรับกรรมที่ได้ก่อไว้นั่นเอง สีหน้าของฮองเฮานิ่งสงบราวกับพระโพธิสัตว์ ไม่ยินดีหรือยินร้ายใดๆ ต่อคำตอบที่นางจะกล่าวต่อไป
“ข้าจุดประทัดและธูปเทียนเพคะ เพียงเพราะอยากปัดเป่าเคราะห์”
“ใครเอาฤกษ์มาแจ้งแก่เจ้าหรือ โปรดไขความข้องใจแก่ข้าที เพียงดูเหมือนว่าการจุดประทัดและธูปของเจ้าจะสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจแก่โอรสเรา” องค์ประมุขในที่นี้พูด พลางหันไปมองทางจูหยางเหยี่ยนซึ่งนั่งอยู่ในที่นี้ด้วย “เป็นอย่างที่ข้าพูดหรือไม่? ไท่จื่อ”
เป็นหนแรกที่เยี่ยซูจิ้นคาดหวังถ้อยคำดีๆ จากสามีตัวปลอม นางหันหน้าไปมองเขา เจ้าจิ้งจอกเสเพลของนาง เขาเองก็มองกลับมาประสานกันได้ชั่วเพลาหนึ่ง เพียงชั่วกะพริบตาเท่านั้น แล้วเขาก็ผินหน้ามองไปทางอื่น คล้ายไม่แสดงอาการแยแสต่อความเดือดเนื้อร้อนใจของนางที่กำลังจะเกิด
“เป็นจริงพะย่ะค่ะ ข้าสำลักเอาควันไฟเสียจนปอดแทบไหม้”
ไอ้จิ้งจอกจอมปลิ้นปล้อน...
นางสบถด่าเขาในใจ สามีของน้องสาวฝาแฝดช่างมีบรรดาศักดิ์เป็นที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับแล้งน้ำใจไม่คิดปกป้องภรรยาเสียเลย ยังแต่จะรังแกนางอีกด้วย ทั้งหมางเมินและเย็นชาเหลือเกิน คราแรกนางคงมองผิดไปที่จะวอนขอความเห็นอกเห็นใจในตัวเขา เท่านั้นเยี่ยซูจิ้นจึงทำเพียงปรารถต่อไปด้วยเสียงอันดัง
“ผิดข้าเอง ฮองเฮา ที่ข้าไม่ทันได้ใส่ใจพลานามัยของไท่จื่อ ขอประทานอภัยเถิด”
“เย็นเสียก่อน ข้าเพียงต้องการสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่างชัด เช่นนี้พระชายาบอกข้าได้หรือไม่ว่าโหรอาจารย์ท่านใดให้ฤกษ์มา?”
นางจนด้วยคำพูดทุกทาง “ข้าบอกมิได้”
“เจ้าติดขัดอันใดหรือ?”
“หม่อมฉันบอกไม่ได้จริงๆ เพคะ” นางยืนยันแน่นหนัก ก่อนจะทรุดตัวลงคำนับศีรษะติดพื้นเบื้องหน้า ท่าก้มหัวโขกพื้นของนางคงจะทุเรศแก่สายตา เพราะเมื่อหางตานางเหลือบไปทางจูหยางเหยี่ยน เขาก็เพียงแต่เงยหน้าอยู่เท่านั้น
ซู่เต๋อฮองเฮานั้นเอ็นดูนางในฐานะหลานสาว ทว่าด้วยอำนาจหน้าที่แล้ว นางจำต้องมีจิตใจบริสุทธิ์มั่นคงเด็ดขาด ดังนั้นเมื่อตรวจความแล้วว่ามีมูลความผิดอันเป็นที่เดือดร้อนจริง ทั้งยังหาที่มาที่ไปอ้างอิงเหตุมิได้ชัดเจน ดังนั้นนางจำต้องตัดสินไปตามสิ่งที่เห็น นั่นคือเยี่ยซูเจี้ยน...หรือซูจิ้นในคราบน้องสาว จำต้องถูกลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง
“ข้าจำต้องทำหน้าที่จอมนาง เมื่อมีผู้กระทำผิดเป็นที่เดือดร้อน ข้าจำต้องดูแลความเรียบร้อยปัดเป่าทุกข์ภัยมิให้ร้อนถึงพระบาทฮ่องเต้ พระชายาจำต้องถูกลงโทษให้ถือศีลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน กักตัวไว้ในห้องบรรทม มิให้ใครเข้าพบ ระหว่างนี้ก็จงเขียนจดหมายสำนึกความผิด พ้นสองวันให้เจ้าเป็นอิสระ ด้วยหวังว่าเวลาที่ถือศีลนี้ ตัวเจ้าจะได้พิจารณาความเหมาะสมและตระหนักถึงหน้าที่ประพฤติตนในฐานะชายา”
พระชายาเยี่ยยังคงก้มศีรษะอยู่ขณะน้อมรับพระบัญชา ก่อนที่ฮัวชุนจะขยับมาประคองตัวให้นางเดินออกไป จนถึงประตูแล้ว รัชทายาทก็ยังมิยอมมองนางแม้แต่น้อย เยี่ยซูจิ้นรู้สึกแค้นใจนัก ยิ่งคิดว่าหากเป็นน้องสาวตนถูกลงโทษแบบเดียวกัน ก็คงไม่มีใครช่วยปกป้องนาง หากเลือกได้นางก็อยากให้น้องสาวกลับมาอย่างปลอดภัย แต่ไม่ต้องเข้าตำหนักบูรพาดังเดิมเหลือเกิน
ระหว่างทางที่เดินคอตกกลับห้องนั้น พระชายาเอกมิทันได้สังเกตเลยว่า องครักษ์หน้าตายที่นางเกลียดนักหนา ยังคงแอบชะเง้อมองนางจากด้านหนึ่งของหน้าตำหนัก จนกระทั่งนางเดินลับหายไปจากสายตา เขาจึงได้ลอบถอนใจอย่างโล่งอก
------------------------------[1] ยามเซิน (申时) หรือยามวอก คือเวลาบ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น[2] ยามอู่ (午时) คือ 11 โมงถึงบ่ายโมง [3] ยามเว่ย (未时) คือบ่ายโมงถึงบ่าย 3