หกเดือนก่อนหลายหมู่บ้านใกล้เคียงเกิดโรคไข้ทรพิษระบาดผู้คนล้มตายในหมู่บ้านเถียนซินจำนวนไม่น้อย มีบ้านเรือนว่างเปล่าหลายหลังซึ่งตอนนี้ล้วนอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่บ้านรอการแจ้งทะเบียนเพื่อซื้อขายใหม่อีกครั้ง
เย่ชิงชิงเสนอว่าจะไปทักทายผู้ใหญ่บ้านก่อนตอนนี้นางไม่มีแม้แต่หลังคาคุ้มหัว จึงจำเป็ต้องขอความช่วยเหลือจากเขา
บ้านของผู้ใหญ่บ้านเป็หนึ่งในเรือนสองแห่งที่มีกำแพงสีขาวในหมู่บ้านเถียนซินดูสะอาดตาและเงียบสงบ
อวี๋ต้ากุ้ยเป็ชายชราที่ค่อนข้างเงียบขรึมเขาไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแค่ให้พวกนางเข้ามาในบ้านนางหลี่ภรรยาของเขาก็มาเป็คนให้การต้อนรับ
นางหลี่สวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวนวลผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ดูสะอาดเรียบร้อยและใจดีนางไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจอันหุนหันพลันแล่นของนางซูที่ถือหนังสือหย่าออกมาจากบ้านบุตรและมารดาที่ไร้สามีจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไรเล่า!
“พวกเ้าเลือกบ้านเอาเองตามสบายเถิดอยากได้เครื่องใช้สิ่งใดก็มาเอาที่บ้านข้าก่อนได้” นางหลี่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ“ทุกคนล้วนยากลำบาก การมีชีวิตอยู่คือสิ่งสำคัญที่สุด”
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะ” นางซูยิ้มขอบคุณหญิงชราเพื่อนบ้านแปลกหน้าเหล่านี้ยังใจดีกว่าคนสกุลเย่เสียอีก
ในที่สุดนางซูก็หน้าหนาพอที่จะยืมตะเกียบและข้าวสารขาวหนึ่งถุงเล็กกับเกลือจากนางหลี่การกระทำนี้อาศัยความเมตตาโดยแท้ เพราะพวกนางไม่ได้มีสายสัมพันธ์เครือญาติใดๆ
ไม่ว่าจะอย่างไรชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป
“ขอบคุณท่านย่าหลี่เ้าค่ะ!”
เย่ชิงชิงโบกมือให้นางนี่สิคือคนดี ไม่ซ้ำเติมยามตกต่ำ แต่กลับยื่นมือเข้าช่วย ยิ่งไปกว่านั้นด้วยสภาพของพวกนางในตอนนี้นางหลี่คงตั้งใจจะให้ข้าวสารถุงนี้แก่พวกนางโดยไม่คิดเงิน
นางซูเลือกบ้านว่างที่อยู่ไกลจากสกุลเย่ที่สุดเป็บ้านกึ่งใหม่กึ่งเก่า ใกล้เชิงเขา สะดวกในการไปขุดผักป่า
บ้านน้อยมีรั้วไม้ไผ่กั้นมีห้องสามห้องและครัวเล็กหนึ่งห้องมีขนาดเล็กกว่าบ้านสกุลเย่ แต่บริเวณลานกว้างขวางมาก มีบ่อน้ำให้ใช้สะดวกสบาย
“ที่นี่จะเป็บ้านของเรานับจากนี้!” เย่ชิงชิงกำหมัดเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น นางจะต้องตั้งใจหาเงินเพื่อซื้อมันมาให้ได้!
นางซูย้ายเตียงไม้กระดานออกไปทำความสะอาดและตากแดดเพราะเป็บ้านที่คนป่วยเคยอยู่ คนทั่วไปจึงไม่กล้าเข้ามาและมีหลายแห่งที่ต้องทำความสะอาดอย่างละเอียด
เย่ชิงชิงเห็นนางซูวุ่นอยู่กับการทำงานไม่หยุดนางจึงแอบรินน้ำในมิติสองถ้วยให้ เพราะตอนนี้ นางซูเป็แรงงานหลักของครอบครัวนี้จะได้ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป
“บ่อน้ำแห่งนี้หวานชื่นนัก” นางซูยิ้มอย่างประหลาดใจนางดื่มน้ำรวดเดียว “เ้าไปพักผ่อนข้างๆ เถิดอย่าเพิ่งขยับตัวมาก”
คำพูดนี้เตือนสติเย่ชิงชิงได้ดีครั้งหน้าต้องผสมน้ำในบ่อลงไปด้วย “ท่านแม่คงจะกระหายน้ำมากจึงรู้สึกว่าหวานชื่นเ้าค่ะ”
นางซูดื่มน้ำจนหมดถ้วยแล้วถอนหายใจออกมา วันนี้วุ่นวายใจนัก ภายในใจของนางยังรู้สึกหนักอึ้ง
เย่ชิงชิงเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของมารดาจึงเข้าไปปลอบโยน “ท่านแม่ ลูกไม่เป็อะไรแล้วพวกเรามาช่วยกันคิดหาทางเตรียมอาหารเย็นกันเถิด!”
นางรู้ว่าการตัดสินใจของนางซูครั้งนี้ล้วนมาจากความสิ้นหวัง และความโกรธต่อคนสกุลเย่ที่กัดกินจนด้านชาเป็การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยทุกสิ่ง
หลังจากดื่มน้ำนางซูก็ดูเหมือนจะกลับมามีพลังอีกครั้ง นางไม่คิดท้อแท้อีกต่อไปแล้วและมีความหวังเล็กๆ สำหรับการเริ่มต้นครั้งใหม่ผุดขึ้นมา
ขณะที่ท้องฟ้ายังไม่มืดนักพวกนางสะพายตะกร้าใบเดียวลงไปที่เชิงเขา เพื่อขุดผักป่าและเก็บฟืนเย่จื้อเฟิงเป็เด็กที่เชื่อฟังมาตลอด เพียงแค่ให้ดอกไม้ดอกหนึ่งเขาก็สามารถเล่นสนุกได้ครึ่งวัน
ด้วยการทำงานหนักมาปีกว่านางซูจึงมือไม้คล่องแคล่ว นางรวบรวมฟืนแห้งได้อย่างรวดเร็ว และเริ่มไปหาขุดผักป่า
“ชิงชิง เ้ากับพี่ชายนั่งพักใต้ต้นไม้เถิด”
นางซูวางตะกร้าไว้ข้างๆและมองเย่ชิงชิงด้วยความเป็ห่วง รอยฝ่ามือบนใบหน้ายังไม่หายดีนางกลัวว่าบุตรสาวจะเป็ลมล้มไปอีก
เย่ชิงชิงส่ายหน้าแล้วยิ้ม“ตอนนี้ข้ามีความสุขมาก ไม่ได้รู้สึกไม่สบายเลยแม้แต่น้อยเ้าค่ะ”นางไม่ได้โกหก หลังจากแช่น้ำวิเศษแล้วอาการปวดศีรษะและหูอื้อก็หายเป็ปลิดทิ้งอีกทั้งยังรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นมาก
นางซูจะวางใจได้อย่างไรนางได้แต่กำชับว่าอย่าวิ่งเล่น จากนั้นก็รีบกลับไปหาผักต่อ
เย่ชิงชิงไม่อยู่เฉยนางหักกิ่งไม้สดที่เหนียวๆ มาหลายกิ่งและเก็บเถาวัลย์แห้งจากพงหนามมาอีกสองสามเส้น แล้วเริ่มตั้งกับดักอย่างเงอะงะ
กับดักเล็กๆเช่นนี้คงจับได้แต่สัตว์เล็กๆ เท่านั้น และก็ไม่แน่ว่าจะจับได้ด้วยเพราะนางไม่มีเหยื่อล่อที่ดีพอ
เมื่อทำกับดักเสร็จนางก็เริ่มเก็บกล้าผักป่าและกิ่งเก่อเกิน นำเข้าไปในมิติเพื่อลองเพาะปลูกดูตอนนี้อาหารสามมื้อยังไม่แน่นอน ของกินทุกอย่างจึงไม่อาจละเว้น
ยามสนธยาทั้งสามคนแบกข้าวของกันพะรุงพะรัง กลับบ้านรับแสงตะวันยามเย็น
หลังจากการตากแดดตลอดทั้งบ่ายเตียงไม้กระดานก็ได้รับการฆ่าเชื้อเรียบร้อย นางซูเก็บพวกมันทั้งหมดเข้ามาในบ้านแล้วเข้าไปในห้องครัวเล็กๆ เพื่อเริ่มทำความสะอาดและเตรียมอาหาร
“ซูเหนียงจื่ออยู่หรือไม่?”
เสียงเรียกถามดังมาจากนอกลานบ้านมีคนมาหาหรือ?
สตรีร่างใหญ่ผิวเข้มคนหนึ่งสูงประมาณหนึ่งเมตรเจ็ดสิบยืนอยู่ด้านนอกประตู นางยิ้มขณะเอ่ยถามเย่ชิงชิงก็วิ่งไปเปิดรั้วไม้ให้เข้ามา
นางซูที่ออกมาจากครัวมองผู้มาเยือนด้วยความประหลาดใจแล้วยิ้มทักทาย “พี่เจียงหรือเ้าคะเชิญเข้ามาเลยเ้าค่ะ”
พี่เจียงคล้องตะกร้าไว้ที่แขนก้มหน้ามองเย่จื้อเฟิงและเย่ชิงชิง นางหัวเราะพลางถามไถ่“ได้ยินว่าพวกเ้าแยกมาอยู่กันเองแล้วใช่หรือไม่?”
“คือว่า...” ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามเื่นี้ออกมาตรงๆนางซูยิ้มขมขื่นเล็กน้อยและตอบอย่างกระอักกระอ่วน “ใช่เ้าค่ะ”