และคาดหวังไปว่าความเป็อยู่ของทุกคนจะดีขึ้นกว่านี้ เพราะเขา..
เอาอะไรมารับประกันความคาดหวังนี้กันแต่ที่ดันทุรังทำอยู่ก็เพราะเชื่อว่าต้องเป็เช่นนั้นแล้วถ้าเมื่อใดผู้ที่แบกความหวังของครอบครัวพังทลายลงไม่รู้ว่าจะเป็เช่นไร?
เวลานี้เธอรู้เพียงว่า..
บ้านใหญ่ไม่ยุติธรรมในความหมายที่กล่าวถึงว่าจะทำให้คนในบ้านสุขสบาย มีเพียงแต่บ้านใหญ่เท่านั้นบ้านรองคงจะยังมีชีวิตไม่ต่างจากคนใช้ในบ้าน เพิ่มเติมคือไม่ได้รับเงินเดือนอีกทั้งยังต้องหาเงินเข้ากองกลางอีก
นี่คือการกดขี่ในครอบครัวที่อ้างความเป็พี่น้องมาเป็เครื่องมือเพื่อให้ตนเองสุขสบายที่น่าเ็ปที่สุดคือบิดากลับยอมทำตามอย่างว่าง่ายเพียงเพราะไม่อยากจะมีปัญหากับป้าอุษาและลุงเพิ่ม
แม้เห็นลูกๆ ต้องลำบาก แต่ก็ยังไม่ยืนหยัดเพื่อต่อสู้สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง
..เพราะฉะนั้นก่อนที่เธอจะช่วยท่านตาเทพพยากรณ์ จำต้องจัดการปัญหาของตัวเองก่อน ถ้าตัวเองไม่รอดจะไปช่วยคนอื่นได้ยังไงละ
ในขณะที่พลอยไพลินกำลังครุ่นคิดเพื่อหาหนทางอยู่นั้นเสียงเล็กของทับทิมพลันกล่าวทักขึ้นมา
" พี่พลอยตื่นแล้วเหรอจ๊ะ "
ลอยไพลินจึงหยุดคิดทุกอย่างไปก่อนแล้วหันมาตามเสียงนั้น
แฝดน้องทักทายเธอส่วนคนพี่เดินเอาผักบุ้งไปเก็บไว้ด้านข้างเล้าไก่
..ใช่ตอนนี้พากันยืนอยู่หน้าเล้าไก่เมื่อเอาอาหารให้มันเสร็จเรียบร้อยจึงจ้องพวกมันพร้อมกับนึกย้อนกลับดูเหมือนว่าพวกมันไม่ได้ออกไข่มาเป็อาทิตย์แล้ว
ตัวเมียหนึ่งตัวผู้สอง
" พี่ตื่นมาได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว " ตอบน้องสาว แล้วถามเื่อาหารเช้า " บ้านใหญ่แบ่งขนมปังให้เราแล้วใช่ไหม"
ทับทิมตอบพี่สาว
" ฉันเอาไปเก็บไว้ในครัวของเราแล้วจ้ะ " จากนั้นจึงถามต่อ " พี่หิวหรือยังจ๊ะ "
แสงแดดจ้าขึ้นมากแล้วตอนนี้กลับยังไม่ได้เตรียมอาหารเลย ปกติแล้วคนเตรียมก็คือพี่สาวแต่หลังจากป่วยทับทิมยังไม่เคยเห็นพี่สาวเข้าครัวสักครั้ง อาจจะเป็เพราะยังไม่หายดีจึงเป็เช่นนั้น
" ยังไม่หิวหรอก เดี๋ยววันนี้พี่จะเป็คนทำอาหารเอง มีวัตถุดิบอะไรบ้าง" พลอยไพลินเอ่ยถามทั้งคู่ด้วยท่าทีกระตือรือร้น
เ้าเพชรชวนทั้งคู่" ไปดูที่ครัวกันเถอะ "
สตรีต่างวัยจึงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปยังห้องครัวขนาดเล็กที่อยู่ไม่ไกล
ท่าทางแปลกๆ ของเด็กแฝด ทำให้ผู้เป็พี่สาวที่เดินมาถึงห้องครัวทีหลังใช้สายตาสำรวจดูให้ถ้วนทั่วเมื่อเห็นทั้งหมดที่มีอยู่ก็ต้องกะพริบตาครั้งหนึ่งอย่างไม่อยากจะเชื่อเลยทีเดียว
นอกจากอุปกรณ์ทำครัวอย่างเช่นเตา มีด เขียง หม้อ ถ้วย จาน ช้อน ที่มีอยู่น้อยนิดพอเดินไปดูกระปุกเครื่องปรุงแล้วจึงเปิดออกดูสองสามอันไม่ใช่ว่าี้เีแต่เพราะมันมีอยู่แค่นั้นหดหู่สุดคือต่างก็เหลือเพียงน้อยนิดติดก้นกระปุก
แต่อย่างน้อยก็มีเกลือน้ำตาลนิดหน่อย พริกไทย แต่กลับพบว่า วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารไม่มีเลย เธอจึงหันไปถามแฝดทั้งสอง" เรามีวัตถุดิบอะไรบ้าง? "
ทับทิมเป็คนตอบ" ป้าสะใภ้บอกว่า วัตถุดิบสำหรับอาทิตย์นี้หมดแล้วจ้ะ "
..ได้ยินแบบนี้พลอยไพลินพลันเผยสีหน้ากลัดกลุ้ม
ใจคอจะให้กินขนมปังเปล่าๆ ตลอดสองสามวันนี้เลยงั้นสิ เพราะวัตถุดิบทั้งสองบ้านได้ตกลงกันจัดแบ่งหรือเบิกได้อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น
หญิงสาวที่เห็นว่ายังไงก็ต้องมีข้าวกินเช้านี้จึงได้สั่งน้องชายไปเอาผักที่วางเอาไว้ข้างเล้าไก่
" ไปเอาผักบุ้งมา "
ทั้งสองแสดงสีหน้าสงสัยว่าต้นอะไรที่ชื่อว่าผักบุ้งผู้เป็พี่สาวเลยต้องอธิบาย " ก็ผักที่เก็บมาในตะกร้า วางเอาไว้ข้างเล้าไก่นั่นไง"
เด็กแฝดเบิกตากว้างคาดไม่ถึงว่าพี่สาวคิดจะเอาเ้าต้นผักเลี้ยงสัตว์มาทำอาหารเช้า
ทับทิมเป็ผู้แย้งขึ้นมา" นั่นเป็ผักสำหรับต้มเลี้ยงเป็ดนะพี่พลอย อย่าบอกนะว่า.. "
" ใช่ ๆ " น้องชายกล่าวเสริม
..ก็พี่จะกิน พลอยไพลินพยายามเรียบเรียงความคิดในหัวเพราะตรงหน้าคือเด็กเจ็ดขวบ จะพูดอะไรก็ต้องตรงไปตรงมาและเข้าใจง่าย
เด็กแฝดทั้งสองรู้สึกไม่ดีพี่สาวตัวเองถึงกับจะเอาอาหารเป็ดมากินเพราะตอนป่วยทั้งคู่ต่างก็นำอาหารไก่มาป้อนพี่สาวแล้ว แม้จะรู้สึกไม่ดี
แต่อย่างน้อยขอให้พี่สาวกินอะไรได้บ้างจึงจำใจนำเมล็ดพืชนั้นมาต้มแล้วกรองเอาแค่น้ำสีขาวให้ดื่ม
พลอยไพลินอ้ำอึ้งแต่ก็พูดเพื่อให้น้อง ๆ ทำตามความ้า
" เอามาเถอะน่า พี่สาวจะทำอาหารให้กิน อ้อ..ยังมีอีกอย่างเอาเมล็ดพืชสีเหลืองสำหรับเลี้ยงไก่มาด้วยเล่า " หันไปกล่าวกับทับทิม
ทั้งคู่ยิ่งทำหน้าราวกับจะร้องไห้
เพราะสงสารพี่สาวของตัวเองจับใจเพราะความไร้มโนธรรมของบ้านใหญ่ ถึงกับต้องนำอาหารเป็ดไก่มากินเช่นนี้
ร่างบอบบางเมื่อเห็นสายตาของทั้งคู่แล้วอยากจะกลอกตาขึ้นฟ้าสักร้อยรอบ พืชสองอย่างที่คนกินได้กินมาจนอายุสามสิบในชีวิตก่อนหน้ากระทั่งเมื่อตายจากชีวิตนั้นก็ยังใช้พลังเสกขึ้นมากินบ่อย ๆ
สิ่งที่ต้องเผชิญวันนี้มันทำให้พลอยไพลินรู้ว่า ความไม่รู้สามารถทำให้คนอดตายได้จริง ๆเท่าที่สอบถามจากทั้งคู่ และทบทวนความจำของเ้าของร่างเดิมข้าวกับผักบุ้งน่าจะมีเยอะมาก แต่คนที่นี่ไม่นิยมกินกัน แต่กลับเอาไว้เลี้ยงสัตว์เท่านั้น
หญิงสาวพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิมพร้อมกับยกยิ้มแสดงออกถึงความน่าเชื่อถือ
" เอามาเถอะยังไงมันก็กินได้ อีกทั้งยังมีประโยชน์มาก ๆ ด้วยพืชสองชนิดนี้เคยได้ยินคนเล่าให้ฟัง ว่าสามารถทำอาหารกินได้แค่ต้องรู้วิธีเท่านั้น"
อ้างคนที่ไม่ตัวตนนี่แหละจะได้เลิกสงสัย..
ต่อให้สองแฝดอยากจะคัดค้านแต่พอสบกับสายตาจริงจังของพี่สาวแล้วทั้งคู่ก็ได้แต่พยักหน้าและไปทำตามที่พี่สาว้า
ผักบุ้งปล่อยให้เด็กทั้งสองเป็คนจัดการโดยที่ตัวเองอธิบายวิธีการทำความสะอาด รวมไปถึงการเตรียมผักก่อนที่จะนำไปทำอาหาร
เมนูที่เธอคิดได้ง่ายๆคือ การกินข้าวต้มกับผัดผักบุ้ง ส่วนตัวเองนั้น ก็จะไปจัดการกับข้าวเปลือก
พลอยลองแกะมันออกมาดูแล้วมันน่าจะเป็ข้าวพันธุ์หอมมะลิ
รู้สึกโชคดีก็ตอนนี้อย่างน้อยสิ่งที่คนอื่นไม่รู้จักก็ยังมีมากมายเต็มทุ่ง
พลอยไพลินหยิบถาดกลมและครกที่เอาไว้ตำข้าวให้กับไก่ทุกเช้าเย็นมันถูกวางเอาไว้อยู่หน้าห้องครัวเพื่อที่จะออกไปนั่งตำตรงลานด้านนอกเสร็จแล้วก็ใช้ถาดฝัดข้าวเปลือกเพื่อแยกเอาแต่เมล็ดขาวไว้ปล่อยฝุ่นผงและเปลือกทิ้งตกพื้น
เ้าเพชรและยัยหนูทับทิมแอบดูพี่สาวจากประตูห้องครัวที่ถูกต่อเติมเอาไว้ข้างบ้านท่าทางการฝัดข้าวแยกเปลือก และเมล็ดออกจากกัน ทำให้ทั้งสองตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อยจึงเผยสีหน้าประหลาดใจระคนชื่นชม
พวกเขาไม่เคยเห็นพี่สาวทำเช่นนี้!
" ว้าว / ว้าว " ต่างก็รู้สึกอัศจรรย์และคิดว่าถ้าตนเองทำตามจะสามารถทำได้เช่นนั้นหรือไม่
ส่วนพี่สาวที่ถูกแอบมองนั้นก็กำลังพยายามนึกถึงประสบการณ์เก่า ๆ สมัยอยู่ต่างจังหวัดตอนเด็กเธอต้องฝัดปลายข้าวแยกออกจากข้าวเต็มเมล็ดในกระด้ง