ตอนที่ 137 ใครรังแกใครกันแน่
ผู้คนที่อยู่รอบข้างเห็นท่าทีขี้ขลาดของชายคนนั้น ต่างก็พากันหัวเราะลั่น แต่ดูเหมือนผู้คนเหล่านั้นจะไม่คิดว่าการกระทำของตนเองมีอะไรผิด
กลับกัน เขายังหันไปพูดกับคนอื่นๆ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “หัวเราะอะไรกัน มีอะไรน่าขำ?”
ผู้ที่รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์คือคนฉลาดน่ะ เข้าใจไหม? หานจิ่งจงและคนอื่นๆ ก็ไม่อยากให้เรื่องบานปลาย จึงได้แต่จ้องมองชายคนนั้นด้วยสายตาเตือนๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
แต่ในขณะนั้น พวกเขาก็รู้ดีแก่ใจว่าตระกูลหานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว พวกเขาไม่ใช่ครอบครัวที่ใครในชุมชนจะมารังแกได้อีก
เมื่อเห็นตระกูลหานไม่เอาเรื่องเอาความกับตน คนคนนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ต่อไปนี้เวลาพูดจาต้องระวังให้มาก อย่าไปหาเรื่องตระกูลหานเชียว ส่วนหลี่เสี่ยวอวี้และย่าเฒ่าหานที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวนี้ ในที่สุดก็ไม่ได้ลงไม้ลงมือกันจริงๆ
เหตุผลก็คือหลี่เสี่ยวอวี้ไม่กล้า เธอขี้ขลาด แต่ถึงแม้ตัวหล่อนจะขี้ขลาด ย่าเฒ่าหานก็ไม่คิดจะปล่อยเธอไปง่ายๆ มีบางเรื่อง เพราะวันนี้มีคนอยู่เยอะ จึงจำเป็นต้องจัดการให้ชัดเจน
“หลี่เสี่ยวอวี้ เมื่อกี้หานซั่นเป่าพูดว่าทุกอย่างในบ้านเราเป็นของเขา แกอธิบายมาซิว่ามันเรื่องอะไรกัน? ทำไมฉันไม่รู้เรื่องเลย ทำไมงานของชีเยวี่ยถึงกลายเป็นของเขาได้?”
หลี่เสี่ยวอวี้ไม่กล้าพูดอะไร แต่หานซั่นเป่ากลับไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น
“ย่าบอกว่าเป็นของผม ย่าบอกว่างานของหานชีเยวี่ยมีหน้ามีตา ไม่มีอันตราย เดี๋ยวจะแย่งมาให้ผม!”
“หลี่เสี่ยวอวี้ เธอไม่รู้จักอายบ้างรึไง? ฉันจะตบแกให้ตาย!”
ย่าเฒ่าหานพูดพลางฟาดฝ่ามือลงหน้าหลี่เสี่ยวอวี้ไปหลายฉาด
กว่าหลี่เสี่ยวอวี้จะรู้สึกตัว เธอก็โดนตบไปหลายทีเข้าให้แล้ว เธอรีบยกมือขึ้นกุมศีรษะ แต่ปากก็ยังแข็ง “หานชีเยวี่ยมันก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ทำไมถึงได้ทำงานในอำเภอ? เป่าเอ๋อร์ของฉันเป็นสายเลือดของตระกูลหาน ถ้ามีงานก็ต้องยกให้เป่าเอ๋อร์สิ!”
หลี่เสี่ยวอวี้โกรธจนเผลอพูดความในใจออกมา
หานชีเยวี่ยถึงกับแทบจะหลุดขำ ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ให้ความมั่นใจแบบนี้กับเธอ
“หึ ถึงฉันจะเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับบ้านเธอล่ะ? ถ้าเขาเป็นหน่อรากของบ้านคุณแล้วจะย้ายมาปลูกในที่ของบ้านฉันทำไม?” หานชีเยวี่ยถามด้วยรอยยิ้ม
หลี่เสี่ยวอวี้รีบเถียงโดยไม่รู้ตัว “จะเป็นไปได้ยังไง? แกอย่ามาเพ้อเจ้อนะ”
ส่วนหลี่ต้านีมีท่าทีที่รุนแรงกว่านั้น เธอกอดหานซั่นเป่าเอาไว้แน่น ราวกับว่าหานชีเยวี่ยจะชิงลูกชายของเธอไปจริงๆ
“หานชีเยวี่ย แกอย่ามาพูดจาเลอะเทอะ ทำไมฉันต้องยกลูกชายของฉันให้บ้านแก?”
“หลี่ต้านี เธอคิดมากไปแล้ว บ้านฉันไม่เอาของไร้ค่าแบบจำพวกนี้ไปหรอก”
คำพูดของหานชีเยวี่ยทำให้สีหน้าของหลี่ต้านีและหลี่เสี่ยวอวี้เปลี่ยนไป ลูกชายที่พวกเธอรักราวกับแก้วตาดวงใจ ทำไมกลับกลายเป็นคำว่าของไร้ค่าจากปากของเด็กสาวอย่างหานชีเยวี่ย
ลูกของพวกเธอไม่ใช่ของไร้ค่า!
ทั้งสองคนโกรธจัด จนไม่ได้สังเกตเห็นว่าความคิดของพวกเธอมันแปลกประหลาด
“หลี่เสี่ยวอวี้ นี่ฉันให้เกียรติเธอมามากพอแล้วนะ ลูกชายของเธอยังคิดจะมาเกาะบ้านฉันกินรึไง? ฉันมีหลานชายหกคน หลานสาวหนึ่งคน ทุกคนฉลาดและเก่งกาจกว่าของไร้ค่าที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม ทำอะไรก็ไม่เป็นแบบนี้ตั้งเยอะ!”
พอโดนเรียกว่าของไร้ค่าอีกครั้ง สีหน้าของหลี่ต้านีและหลี่เสี่ยวอวี้ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก
“เป่าเอ๋อร์ของฉันไม่ใช่ของไร้ค่าอะไรแบบนั้นนะ!”
“ใช่ เป่าเอ๋อร์ของเธอไม่ใช่ของไร้ค่าแน่ๆ !”
หานชีเยวี่ยพูดซ้ำอีกครั้ง
คนที่ตอนแรกไม่ได้คิดอะไร พอได้ยินหานชีเยวี่ยพูดซ้ำ ก็พากันหัวเราะลั่น
หลี่เสี่ยวอวี้เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
“ฉันพูดผิด เป่าเอ๋อร์ของฉัน เป็น ของไร้ค่า!”
ด้วยความรีบร้อน เธอก็เผลอพูดผิดอีกครั้ง
หานชีเยวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย “อืม เป่าเอ๋อร์ของเธอเป็นของไร้ค่า!”
ทุกคนหัวเราะกันหนักกว่าเดิม เด็กหนุ่มบางคนถึงกับหัวเราะกลิ้งไปกับพื้น โดยไม่สนใจว่าทำเสื้อผ้าเลอะแล้วจะโดนตีหรือไม่
หลี่เสี่ยวอวี้ร้อนรน ไม่ว่าจะพูดยังไงก็ผิด
“หานชีเยวี่ย เชื่อไหมว่าฉันจะไปแจ้งสหคามว่าแกเป็นคนอกตัญญู!”
“เหอะ แกลองส่องดูกระจกดูหน้าแก่ๆ ตัวเองบ้างเถอะ ว่ามันคู่ควรกับความกตัญญูของชีเยวี่ยด้วยรึเปล่า? ถึงชีเยวี่ยจะกตัญญู เธอก็กตัญญูกับฉันที่เป็นย่า ไม่เกี่ยวกับคนนอกอย่างแกสักหน่อย”
ตอนนี้หลี่เสี่ยวอวี้ก็คิดได้ว่าตัวเองทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมากเกินไป เมื่อก่อนต้องกตัญญูต่อผู้อาวุโสในตระกูล แต่ถึงจะอกตัญญู ก็แค่โดนตำหนิเล็กๆ น้อยๆ แต่กฎใหม่ดูเหมือนจะไม่ได้บังคับให้ต้องกตัญญูต่อผู้อาวุโสในตระกูลแล้ว
“ฉันเป็นย่าใหญ่ของเธอ!” หลี่เสี่ยวอวี้เชิดหน้าพูดอย่างดื้อรั้น
“แกนับว่าตัวเป็นย่าใหญ่ของบ้านไหนกัน? เธอไปถามคนในชุมชนดูสิ ว่าเธอคู่ควรไหม? หลี่เสี่ยวอวี้ แกกล้าขู่จะฟ้องชีเยวี่ยของฉัน แกคิดว่าตัวเองแน่มาจากไหนกันนักกันหนา?”
หานชีเยวี่ยคือเกล็ดหวงห้าม [1] ของย่าเฒ่าหาน เธอไม่มีทางยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายหานชีเยวี่ยเด็ดขาด
เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดอีกครั้ง และดูเหมือนว่ากำลังจะเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น ผู้นำชุมชนก็มาถึงพอดี
วันนี้ผู้นำชุมชนตั้งใจจะมาทีหลัง เพื่อจะได้วางมาดในฐานะผู้นำชุมชน แต่ใครจะไปรู้ว่าพอเดินมาถึงหน้าโรงเรียนประถม ก็ได้ยินเสียงดังโวยวายมาจากข้างใน จึงรีบวิ่งเข้ามา
เมื่อเห็นว่าเป็นคนในตระกูลหานทะเลาะกัน ผู้นำชุมชนก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเลย
สองบ้านนี้ไม่ถูกกันมานานแล้ว เมื่อก่อนก็ทะเลาะกันบ่อยๆ เพิ่งจะสงบลงได้ไม่กี่ปี ทำไมถึงได้กลับมาทะเลาะกันอีก? แต่โดยสัญชาตญาณ ผู้นำชุมชนก็เอนเอียงไปทางหานชีเยวี่ยกับย่าเฒ่าหาน เขาคิดว่าทั้งสองคนเป็นคนมีเหตุผล คงไม่หาเรื่องใครก่อน แน่นอนว่าต้องเป็นหลี่เสี่ยวอวี้ที่หาเรื่อง
แล้วก็มีหานซั่นเป่า
โตจนป่านนี้แล้ว ยังทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต เด็กคนอื่นๆ ในชุมชนที่อายุไล่เลี่ยกัน ต่างก็ช่วยครอบครัวทำงานหาสะสมคะแนนทำงานกันหมดแล้ว มีแต่หานซั่นเป่าที่ไม่เอาไหน เที่ยวเล่นไปวันๆ ไม่มีอะไรทำก็ไปรังแกเด็กๆ ในชุมชนเล่น
ทันใดนั้น ผู้นำชุมชนก็นึกถึงหลี่เอ้อร์เป่า สอง“เป่า” [2] แห่งชุมชนถวนเจี๋ยนี้ ช่างเป็นของมีค่าเสียจริงๆ!ต่อไปนี้จะต้องบอกคนในชุมชนว่า ให้ตั้งชื่อลูกให้ดีๆ เด็กบ้านนอกก็แค่เฉ่า [3] ไม่ใช่“เป่า”อะไรนั้น!
“หลี่เสี่ยวอวี้ เธอทำอะไร? อยู่ดีๆ ก็มาหาเรื่องทำไม?”
ผู้นำชุมชนทำหน้าบึ้งตึงใส่หลี่เสี่ยวอวี้
หลี่เสี่ยวอวี้พอเห็นผู้นำชุมชน ก็คิดจะร้องไห้ฟูมฟายให้ผู้นำชุมชนจัดการย่าเฒ่าหาน แต่ใครจะไปรู้ว่าผู้นำชุมชนจะตำหนิเธอเสียก่อน
ผู้นำชุมชนไม่เห็นรึไงว่าเธอเป็นคนที่โดนตบ?
“ผู้นำชุมชน หานชีเยวี่ยรังแกเป่าเอ๋อร์ แถมยังตบตีแม่ฉันด้วย ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเรานะ!” หลี่ต้านีพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“หานชีเยวี่ยรังแกหานซั่นเป่า? เธอกล้าพูดออกมาได้ยังไง?”
ผู้นำชุมชนมองหลี่ต้านีด้วยหางตา หลี่ต้านีนี่ไม่เสียแรงที่เป็นหลานสาวของหลี่เสี่ยวอวี้ ทั้งคู่ต่างก็ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
หานซั่นเป่าตัวสูงใหญ่กว่าหานชีเยวี่ยตั้งเยอะ เขานั่นแหละที่น่าจะไปรังแกคนอื่น ยังมีหน้ามาบอกว่าหานชีเยวี่ยรังแกเขาอีก?
หลี่ต้านี “...”
ทำไมจะพูดไม่ได้? หานชีเยวี่ยเตะเป่าเอ๋อร์ของเธอกระเด็น แถมยังตบแม่สามีของเธออีกต่างหาก
“เธอดูสิ หานซั่นเป่าตัวใหญ่ราวกับวัว ส่วนชีเยวี่ยผอมแห้งแรงน้อย จะไปรังแกเขาได้ยังไง?”
คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ถ้าไม่ได้เห็นกับตาว่าหานชีเยวี่ยเตะหานซั่นเป่าล้มลง ก็คงจะเชื่อคำพูดของผู้นำชุมชนเพราะการวิเคราะห์ของผู้นำชุมชนดูมีเหตุผลมาก
เชิงอรรถ
[1] เกล็ดหวงห้าม (逆鳞) ซึ่งตามตำนานโบราณ หมายถึงเกล็ดเพียงจุดเดียวที่อยู่บริเวณใต้ลำคอของมังกร เป็นจุดต้องห้ามที่หากใครบังอาจไปแตะต้อง มังกรจะเกรี้ยวกราดจนถึงขั้นเอาชีวิตผู้กระทำนั้นได้ คำนี้จึงถูกใช้ในเชิง “อุปมา” เปรียบเปรยถึง "สิ่งที่ห้ามล้ำเส้นเด็ดขาด" หรือ "จุดอ่อนไหวที่สุดในใจใครบางคน" เช่น คนที่เขารักสุดหัวใจ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี หรือสิ่งที่ไม่ยอมให้ใครแตะต้องแม้เพียงคำพูด ในที่นี้ หานชีเยวี่ยก็คือ เกล็ดหวงห้ามของมังกร สำหรับย่าเฒ่าหาน—ของรักที่ใครแตะเป็นต้องเจอไฟ
[2] เป่า (宝) ในภาษาจีนตัวอักษรนี้หมายถึง “ของล้ำค่า” หรือ “สมบัติ” นิยมใช้ตั้งชื่อเด็กเพื่อสื่อถึงความรัก ความคาดหวัง และความสำคัญ เช่น “เอ้อร์เป่า” แปลตรงตัวได้ว่า “สมบัติลำดับสอง” ซึ่งในครอบครัวจีนดั้งเดิม มักเรียกลูกตามลำดับการเกิด เช่น ต้าป่าว (สมบัติลำดับหนึ่ง), เอ้อร์เป่า (ลำดับสอง) ฯลฯ ไม่ว่าจะจนหรือรวย เด็กที่ชื่อมี “เป่า” มักได้รับการดูแลเอาใจใส่เหมือนเป็นของมีค่า
[3] เฉ่า (草) แปลว่า “หญ้า” หรือ “วัชพืช” ในเชิงเปรียบเปรย มักใช้พูดถึงสิ่งที่ไม่มีค่า ไม่มีใครใส่ใจ เด็กบ้านนอกที่ถูกเรียกว่า “เฉ่า” เปรียบเสมือนเด็กที่เกิดมาโดยไม่มีใครคาดหวัง ไม่มีใครหวงแหน ต่างจาก “เป่า” ที่ถูกวางไว้ในหีบผ้าไหม นุ่มนวลและเปล่งแสงอยู่กลางใจของครอบครัว