หวาชิงเสวี่ยรู้ดีว่าเขาต้องไม่เห็นด้วยแน่อันที่จริง แม้แต่นางเองก็ยังสงสัยว่าตนจะทำสำเร็จจริงหรือไม่
แต่...
แต่ถ้าไม่ลองดู นางก็รู้สึกเสียดาย
“ท่านแม่ทัพ เมื่อกรรมวิธีการกลั่นบริสุทธิ์ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอานุภาพอาวุธไฟของเราก็จะยิ่งทรงพลังขึ้น ประเภทที่จะผลิตก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกันทุกขั้นตอนของการผลิตก็จะต้องเข้มงวดมากขึ้น จำเป็นต้องมีคนที่มีความสามารถในการควบคุมดูแลด้วยกำลังของข้าคนเดียวคงดูแลไม่ทั่วถึง แต่ตอนนี้ในค่ายอาวุธไฟ มีเพียงเหลียงเหวินเฉิงคนเดียวที่ช่วยข้าได้ซูเส้าเหวินยังอายุน้อย ดูแลโรงหลอมแก้วก็ยากมากพอแล้ว และต่อไปเรายังมีโรงงานแก้วโรงงานกระจก...วัตถุดิบไม่พอเราซื้อได้ แต่ถ้าคนไม่พอ เราก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างบุคลากรด้านอุตสาหกรรมที่มีความสามารถโดดเด่นขึ้นมา”
นางกล่าวช้าๆ ทีละคำทีละประโยค เมื่อกล่าวถึงตอนท้ายก็ยิ่งหนักแน่นขึ้น ราวกับกำลังพูดให้ฟู่ถิงเย่ฟังแต่ก็เหมือนกำลังพูดให้ตัวเองฟังด้วย
“ตราบใดที่สำนักศึกษาเปิดได้เมื่อมีนักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่อไปก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีคนทำงานแล้ว ข้าก็จะสามารถวางมืออยู่เบื้องหลังได้อย่างแท้จริงเหมือนที่ท่านแม่ทัพบอก ไม่ต้องใช้สมองให้มากไปจนปวดหัวอีกแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยมองฟู่ถิงเย่ด้วยความคาดหวัง“เมื่อถึงปีหน้า เครื่องแก้วของซูเส้าเหวินจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน ตราบใดที่ทำเครื่องมือกลั่นได้อาวุธไฟก็จะสามารถแสดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้ ข้าไม่สามารถทอดทิ้งไปเฉยๆ ได้ ท่านแม่ทัพก็คงรู้สึกเสียดายเช่นกันใช่หรือไม่”
อาวุธไฟในตอนนี้มีอานุภาพที่น่าเกรงขามก็จริงแต่เมื่อนำไปใช้ในการรบจริงๆ กลับยังมีปัญหาในการใช้งานอยู่
สิ่งที่หวาชิงเสวี่ยได้เตรียมการมาก่อนหน้านี้ล้วนทำเพื่อการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในปีหน้า หากต้องยอมแพ้ ไม่เพียงแต่จะเป็นเรื่องน่าเสียดายแต่ในการเผชิญหน้ากันระหว่างแคว้นต้าฉีและแคว้นต้าเหลียว ฝั่งเราอาจจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบอีกครั้ง
ฟู่ถิงเย่มองนางอย่างจนปัญญาถามว่า “เพราะเรื่องของตระกูลถงเพียงเรื่องเดียว เจ้าถึงได้คิดมากขนาดนี้หรือ?”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มเล็กน้อยอย่างเขินอาย“ก่อนหน้านี้ข้าพบว่า เด็กๆ มีความสามารถในการรับความรู้ใหม่ๆ ได้ดีมาก ตอนนั้นก็เลยคิดว่าเปิดสำนักศึกษาก็คงไม่เลว ถ้าหากมีความรู้เผยแพร่ออกไป ก็คงจะไม่มีคนน่าสงสารแบบตระกูลถงอีก...”
ฟู่ถิงเย่มองนางโดยไม่พูดอะไรราวกับดวงตาลึกล้ำของเขาเต็มไปด้วยความเงียบสงบ
เมื่อเขาไม่พูด หวาชิงเสวี่ยจึงยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของเขาทำท่าทางออดอ้อนเล็กน้อย “เหตุผลที่ข้าต้องคิดมากก็เพราะว่าสิ่งที่ข้ารู้นั้น ผู้อื่นไม่รู้แต่ถ้าหากเอาสิ่งที่ข้ารู้ไปสอนทุกคนได้ ข้าย่อมรู้สึกเบาใจเป็นธรรมดา”
“การเปิดโรงเรียนหรือสำนักศึกษามันไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิดการสร้างคนให้เป็นคนเก่ง ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในชั่วข้ามคืน” ฟู่ถิงเย่ลูบไล้แก้มของนางเบาๆแล้วทัดเส้นผมที่คลอเคลียปรกใบหน้าของนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เรื่องตระกูลถง ข้าจะให้คนไปจัดการให้เรียบร้อยเอง เรื่องพวกนี้เจ้าอย่าคิดมากนักเลย”
เขาก็ยังไม่เห็นด้วย
หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อแท้จากนั้นก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาเป็นประกายของนางเลื่อนมาสบตาเขาแล้วถามด้วยท่าทางมีเลศนัยว่า“ท่านแม่ทัพ หรือว่าท่านกลัวว่าข้าจะสลบไปเหมือนครั้งที่แล้ว?”
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้ตอบเพียงแค่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “รักษาสุขภาพให้ดี วันหน้าก็มีลูกให้ข้าหลายๆ คนหน่อย”
หวาชิงเสวี่ยหน้าแดง“ยังไม่ได้แต่งงานกันเลยนะเจ้าคะ”
ฟู่ถิงเย่กล่าวว่า“อีกไม่นานหรอก”
หวาชิงเสวี่ยอึ้งไป
หลังจากสิ้นฤดูหนาวก็ถือว่าพ้นช่วงไว้ทุกข์ของแคว้นแล้วที่จริงก็ใกล้แล้ว...
ฮวนเอ๋อร์นำรังนกตุ๋นมาให้ฟู่ถิงเย่ก็จ้องหวาชิงเสวี่ยกินทีละคำๆ จนนางกินเสร็จ จากนั้นก็อยู่เป็นเพื่อนนางอีกครู่หนึ่งก่อนจะออกจากจวนไป
ฮวนเอ๋อร์กล่าวว่า“ท่านแม่ทัพดีกับท่านหญิงจริงๆ”
หวาชิงเสวี่ยมองไปยังทิศทางที่ชายผู้นั้นเดินออกไปก็ถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว “นั่นสินะ เขาดีกับข้ามากจริงๆ ...”
แม้แต่การพัฒนาอาวุธไฟให้ดียิ่งขึ้นยังไม่สามารถทำให้เขาเห็นด้วยได้ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นห่วงสุขภาพของนางมากจริงๆ
...
วันรุ่งขึ้น หวาชิงเสวี่ยเดินทางไปที่บ้านตระกูลหลูด้วยตนเอง
นางไม่ได้ยอมแพ้ต่อสิ่งที่คิดไว้ในใจและตั้งใจจะไปพูดคุยกับหลูเจิ้งชิงดู หากจะให้ดีที่สุด ก็คงต้องให้หลูเจิ้งชิงช่วยพูดโน้มน้าวฟู่ถิงเย่ให้เห็นด้วย
แต่หลูเจิ้งชิงไปที่สำนักหมอหลวงไม่ได้อยู่บ้าน
นางเกือบลืมไปแล้วว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะไม่ค่อยมีอะไรทำเหมือนกับนาง...ทุกคนต่างมีหน้าที่การงานต้องทำทั้งนั้น
หลัวมู่อวี่ที่กำลังพักผ่อนอยู่บ้านเพื่อดูแลครรภ์ก็รู้สึกเบื่อหน่ายมากเช่นกัน
หลัวมู่อวี่เกิดมาในตระกูลหมอปกติเวลาอยู่บ้านก็จะช่วยหลูเจิ้งชิงตากยาและจัดการสมุนไพรต่างๆ แต่หลังจากที่ตั้งครรภ์แล้วหลูเจิ้งชิงก็ไม่ยอมให้นางแตะต้องสิ่งเหล่านี้อีกเลย
พอดีว่าหวาชิงเสวี่ยมาหญิงสาวทั้งสองคนจึงมานั่งคุยกัน ถือว่าเป็นการฆ่าเวลาไปในตัว
เมื่อหวาชิงเสวี่ยพูดถึงเรื่องการเปิดโรงเรียนและสำนักศึกษาหลัวมู่อวี่ได้ยินแล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
“นั่นเป็นเรื่องดีมากเลย!”หลัวมู่อวี่เผยความชื่นชมและความปรารถนาออกมาทางสีหน้า “ในเมืองเซิ่งจิงรวมผู้ที่มีความสามารถไว้มากมายการเปิดสำนักศึกษาที่นี่ ทำได้ง่ายกว่าที่อื่นไปแล้วกว่าครึ่งแล้วอย่างแน่นอน ต้องมีนักเรียนมาเรียนด้วยมากมายแน่นอนเจ้าค่ะ”
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเช่นกันแต่ไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่” หวาชิงเสวี่ยยิ้มเจื่อนๆ “ท่านแม่ทัพบอกว่าการเปิดสำนักศึกษาไม่ใช่เรื่องง่ายข้าจึงอยากจะมาปรึกษาหลูเจิ้งชิง ให้เขาช่วยออกความคิดเห็นหน่อย”
“ช่วงนี้เขาดูยุ่งมาก”หลัวมู่อวี่ถอนหายใจเบาๆ แล้วหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากินอย่างขอไปทีราวกับไม่รับรู้รสชาติ“เมื่อก่อนแค่ต้องไปนั่งตรวจที่สำนักหมอหลวง แต่ช่วงสองสามวันนี้ เขาวิ่งเข้าวังหลวงอยู่ตลอดเฮ้อ อาจจะเป็นเพราะอากาศหนาว คนป่วยก็เลยเยอะขึ้นด้วยกระมัง”
ในวังหลวงไม่ได้มีแค่ฮ่องเต้และไทเฮาเท่านั้นแต่ยังมีเหล่าข้าราชบริพารอย่างขันทีและนางกำนัลที่ดูแลเรื่องเสื้อผ้าอาหารการกินและที่อยู่อาศัยของผู้คนในวังหลวงอย่างเช่น กรมภูษา กรมเครื่องเสวย กรมโอสถ เป็นต้น ข้าราชบริพารเหล่านี้มียศสูงถึงขั้นห้าขึ้นไปไม่ได้ด้อยไปกว่าขุนนางบางคนในราชสำนักเลย และเป็นกลุ่มคนที่สำนักหมอหลวงต้องให้การดูแลเช่นกัน
หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะถามว่า“แล้วเขาจะกลับมาเมื่อใดหรือ?”
หลัวมู่อวี่ส่ายหน้าแล้วพูดอย่างเป็นกังวล “ไม่แน่ใจเลยเจ้าค่ะ หลายครั้งที่กว่าจะกลับมาก็เกือบถึงเวลาห้ามออกจากบ้านเรือนแล้ว”
“ยุ่งขนาดนี้เลยหรือ...”หวาชิงเสวี่ยตะลึงไปครู่หนึ่ง รู้สึกว่าวันนี้ตนคงจะมาเสียเที่ยวแล้ว
ในตอนนั้นเอง ก็ได้ยินหลัวมู่อวี่บ่นว่า“ไม่รู้ว่าท่านเจ้ากรมจัดการอย่างไร ในสำนักหมอหลวงก็มีหมอหลวงตั้งมากมาย ทำไมต้องเรียกสามีข้าไปออกตรวจทุกครั้งด้วยก็ไม่รู้”
ได้ยินว่าสตรีมีครรภ์มักอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายหวาชิงเสวี่ยจึงปลอบนาง “คนเก่งก็ต้องทำงานหนักหน่อย หมอหลวงหลูมีฝีมือดี ท่านเจ้ากรมจึงไว้วางใจเขาขนาดนี้อย่างไรเล่า”
“แต่ก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้นี่นา”หลัวมู่อวี่กัดริมฝีปาก พึมพำอย่างเศร้าๆ “ข้าไม่ได้กินข้าวเย็นกับท่านพี่มาหลายวันแล้ววันนี้ก็อาจจะกลับมาดึกมากอีกแล้วก็ได้ เขาใช้เวลาดูแลคนป่วยมากกว่าใช้เวลาอยู่กับข้าเสียอีก...”
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างลังเล “ความจริงแล้ว...วันนี้ที่ข้ามาหาเขา ก็อยากจะถามเรื่องอาการป่วยของตัวเองด้วยถ้าข้าส่งคนไปตาม จะเชิญเขาจากสำนักหมอหลวงมาตรวจที่นี่ได้หรือไม่?”
“ได้แน่นอน!” หลัวมู่อวี่กล่าวด้วยความดีใจ“ท่านคือซือปิงฟูเหริน จะระบุให้ผู้ใดมาตรวจก็ย่อมได้ผู้ที่ท่านระบุไว้”
หวาชิงเสวี่ยถามอย่างลองเชิงว่า“เช่นนั้น...ตอนนี้ข้าส่งคนไปเชิญได้หรือไม่?”
“ได้สิ ได้เลย” หลัวมู่อวี่ดีใจมาก“บอกไปว่าเชิญมาตรวจอาการซ้ำสิเจ้าคะ จะได้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันเลย”
นางพูดพลางลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น“ข้าจะไปสั่งให้ห้องครัวเตรียมอาหารดีๆ หลายอย่างหน่อย”
หวาชิงเสวี่ยยังรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนักนางจึงเดินออกไปข้างนอก เพื่อถามองครักษ์ที่ยืนอยู่ใต้ชายคา “ถ้าหากข้าส่งคนไปเชิญหมอหลวงหลูจะเชิญมาได้จริงๆ หรือ?”
ที่ผ่านมาเป็นการเชิญหมอหลวงด้วยชื่อของฟู่ถิงเย่ทุกครั้งหวาชิงเสวี่ยจึงไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนทางราชการของต้าฉีมาก่อน
องครักษ์ตอบกลับอย่างเคารพ“ข้าน้อยจะไปที่สำนักหมอหลวงเดี๋ยวนี้”
หวาชิงเสวี่ย “...ได้”
...
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อหลูเจิ้งชิงก็กลับมาจริงๆ
หลัวมู่อวี่ดีใจมากจนแทบทำอะไรไม่ถูกรีบเร่งให้คนในครัวเร่งมือทำอาหาร เพื่อให้สามีที่รักของนางได้กินอาหารร้อนๆ ทันทีที่กลับมาถึง
ตอนแรกหลูเจิ้งชิงยังรู้สึกงงอยู่ตกลงกันว่าจะให้มาตรวจอาการหวาชิงเสวี่ย ไฉนรถม้าถึงได้วิ่งมาทางกลับบ้านแทนเล่า?
เขามองภรรยาและหวาชิงเสวี่ยที่อยู่ในบ้านก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นพลางคิดในใจว่านี่เป็นการใช้อำนาจเพื่อเรื่องส่วนตัวหรือเปล่า?
หวาชิงเสวี่ยมองหลูเจิ้งชิงสภาพจิตใจของเขาถือว่าดีอยู่ แต่สีหน้าแสดงความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด ดูท่าช่วงนี้เขาคงจะยุ่งมากจริงๆนั่นแหละ
“หมอหลวงหลู ข้ามาให้ท่านตรวจอาการซ้ำ”หวาชิงเสวี่ยพูดกับเขาเป็นนัย “พอจะคุยกันเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”
หลูเจิ้งชิงพยักหน้าแล้วผายมือเชื้อเชิญ “เชิญทางนี้”
ทั้งสองคนไปที่ห้องหนังสือหวาชิงเสวี่ยก็ให้องครักษ์รออยู่ข้างนอก
หลูเจิ้งชิงเชิญนางนั่งลงจับชีพจรแล้วถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “เป็นอย่างไรบ้าง ช่วงนี้มีอาการกำเริบอีกหรือ?มีอาการปวดหัวบ้างหรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้าจ้องมองเขาแน่วแน่แล้วถามว่า “ข้าอยากรู้ว่า หากใช้ชิปอีกครั้ง ร่างกายของข้าจะเป็นอย่างไร?”
ตอนแรกหลูเจิ้งชิงตกตะลึงก่อนจะกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “สมองเป็นส่วนที่มีเส้นประสาทกระจุกตัวและซับซ้อนที่สุดในร่างกายมนุษย์ชิปของท่านเชื่อมต่อกับเส้นประสาท การกระตุ้นจากภายนอกหรือภายใน อาจจะส่งผลกระทบต่อมันได้ซึ่งจะไปกระทบต่อการทำงานของสมองทั้งหมดได้ ผลของมันไม่อาจคาดการณ์ได้เลย บางทีอาจจะสลบไปสองวันเหมือนครั้งก่อน
หรืออาจจะร้ายแรงกว่านั้นแม้แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
หลูเจิ้งชิงเตือนหวาชิงเสวี่ยอย่างจริงจังว่า“ทางที่ดีที่สุด อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงอีกเลย ท่านต้องรู้ไว้ด้วยว่าข้อจำกัดทางการรักษาพยาบาลในตอนนี้ไม่มีทางผ่าตัดเปิดกะโหลกให้ท่านได้”
“ท่านพูดถูกแล้ว ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้ของเราไม่ใช่เรื่องคน แต่เป็นเพราะว่ายังมีข้อจำกัดที่ไม่เหมาะสมต่อการรักษาต่างหาก” หวาชิงเสวี่ยจ้องมองเขาแล้วกล่าวว่า“ท่านเคยฝึกงานด้านประสาทศัลยศาสตร์ที่โรงพยาบาล หากมีอุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เทียบเท่าการผ่าตัดเปิดกะโหลกก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ใช่หรือไม่?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก เราไม่มีแม้แต่ห้องผ่าตัดด้วยซ้ำ!”หลูเจิ้งชิงปฏิเสธอย่างหนักแน่น เขารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ยากเกินไป “การฆ่าเชื้อ การตรวจหมู่เลือดการเจาะกะโหลก ไหนจะคีมหนีบหรือสว่านมือ...พวกเรายังไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องยารักษาเหล่านั้นอีกท่านรู้หรือไม่ว่าเกิดภาวะอักเสบของเยื่อหุ้มสมองขึ้นมา จะยุ่งยากขนาดไหน?”
“ข้ารู้ว่ามันยากมาก”หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ “แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย มันก็จะไม่มีวันเป็นไปได้ แต่ถ้าเราทำ...บางทีอาจจะมีโอกาสสักเสี้ยวหนึ่ง”
หลูเจิ้งชิงมีสีหน้าเคร่งขรึมแล้วก็เงียบไป
“ข้าอยากเปิดโรงเรียนสักแห่งสอนความรู้ด้านฟิสิกส์และเคมีโดยเฉพาะ” หวาชิงเสวี่ยกล่าวช้าๆ “ตราบใดที่ความรู้เหล่านี้ค่อยๆเผยแพร่ออกไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือหรือยาที่ท่านพูดถึง ก็จะมีคนผลิตมันขึ้นมาได้ในสักวันศาสตร์การแพทย์แผนตะวันตกก็อาจจะได้รับการส่งเสริมตามไปด้วยก็ได้”
หลูเจิ้งชิงรู้สึกใจเต้นเล็กน้อย
ต้องยอมรับว่าคำพูดของหวาชิงเสวี่ยทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว
การเปิดโรงเรียนอาจจะไม่เห็นผลในทันทีแต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ด้วยวิธีที่สงบและเป็นธรรมชาติที่สุด เหมือนที่หวาชิงเสวี่ยพูดแม้ว่าตอนนี้จะผ่าตัดเปิดกะโหลกไม่ได้ แต่ในอีกสิบปี หรืออีกยี่สิบปีล่ะ?ตราบใดที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมก้าวหน้าไปถึงระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือหรือยาเหล่านั้นก็ต้องผลิตขึ้นมาได้ในสักวัน
“เจ้าวางแผนไว้อย่างไร?”หลูเจิ้งชิงถามนาง