บทที่ 22 ยายเจียงสร้างเื่ (รีไรต์)
เช้าวันถัดมายายเจียงถือค้อนและทุบประตูบ้านของเหอเสี่ยวอย่างแรง
แต่ทว่าแม้วจะทุบไปแรง ๆ แต่ประตูของเหอเสี่ยวก็ไม่เกิดอะไรขึ้นแต่กลับเป็ยายเจียงเสียเองที่เซถลาถอยหลังไปหลายก้าว
ประตูบ้านของเหอเสี่ยวเป็ประตูเหล็กส่วนยายเจียงอายุมากแล้ว แถมยังกินไม่อิ่มทุกวัน จะเอาแรงที่ไหนไปทุบประตูเหล็กได้
สุดท้ายจึงได้แต่สบถด่าแล้วเดินกลับไป
ฝนตกหนักต่อเนื่องเป็วันที่ยี่สิบแล้ว ระดับน้ำท่วมสูงถึงชั้นหก
ผู้คนที่อาศัยอยู่ั้แ่ชั้นเจ็ดขึ้นไปต่างเริ่มตื่นตระหนก เพราะไม่มีใครรู้ว่าฝนจะหยุดตกเมื่อไหร่
พวกเขาออกไปไหนไม่ได้ กิน นอน ขับถ่าย ปล่อยทุกอย่างไว้ในระเบียง ทำให้ระเบียงเต็มไปด้วยกลิ่นไม่พึงประสงค์คละคลุ้ง
บางคนที่อาศัยอยู่บนชั้นแปดชั้นเก้า เริ่มเก็บข้าวของแล้วออกตามหาบ้านว่าง ๆ เพราะตอนนี้นับั้แ่วันสิ้นโลกก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว
เสบียงอาหารของทุกบ้านเองก็ร่อยหรอจวนจะหมดอยู่รอมร่อ
ผู้รอดชีวิตภายในตึกนี้เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง คนที่วิ่งขึ้นไปชั้นบน ๆ ั้แ่ชั้นยี่สิบกว่า ต่างก็หาห้องว่าง ๆ เข้าไปอาศัยได้
ส่วนคนที่อยู่ตามทางเดินเห็นดังนั้นก็เริ่มออกตระเวนหาห้องที่คนอยู่น้อยบ้าง พอเจอห้องที่้าก็ตรงดิ่งบุกเข้าไปทันที
หลังจากนายเฉียงเสียชีวิต เสิ่นอวิ๋นหลานก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่หลายวัน แต่ความสงบสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อบานประตูบ้านที่พังเสียหาย เปิดโอกาสให้ชายฉกรรจ์สามคนบุกเข้ามาใน่ที่เกิดน้ำท่วม
ตอนแรกพวกมันไม่ได้ทำอะไรเธอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สายตาที่พวกมันมองเธอกลับหยาบโลนมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด พวกมันก็เริ่มลงมือลวนลาม เสิ่นอวิ๋นหลานพยายามขัดขืนสุดชีวิต แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงของพวกมันได้
ใน่เวลาแห่งความสิ้นหวัง เสิ่นอวิ๋นหลานนึกถึงลั่วฉิงเทียน หญิงสาวที่แข็งแกร่ง สามารถสังหารคนได้มากมายโดยไม่หวั่นเกรง ในขณะที่ตัวเธอเองนั้น กลับช่างอ่อนแอและไร้ทางสู้
หลังจากถูกย่ำยีครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับปาฏิหาริย์ จู่ๆเสิ่นอวิ๋นหลานก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างพลุ่งพล่านขึ้นในตัว เธอคว้าแจกันเซรามิกที่วางอยู่ใกล้ๆ ฟาดเข้าที่ศีรษะของชายที่กำลังล่วงเกินเธออย่างแรง
เสียงร้องโหยหวนดังลั่น ชายคนนั้นลุกขึ้นหมายจะทำร้ายเธอ แต่เสิ่นอวิ๋นหลานรีบวิ่งหนีออกมาจากบ้านทั้งๆที่เท้าเปล่า เธอวิ่งขึ้นมาจนถึงชั้นสามสิบสาม หยุดอยู่หน้าห้องของลั่วฉิงเทียน
เสิ่นอวิ๋นหลานหอบหายใจเล็กน้อย ขณะที่เคาะประตูลั่วฉิงเทียนเปิดประตูออกมาด้วยสีหน้าสงสัย
"คือ... คุณพอจะให้ฉันไปอยู่ด้วยได้ไหมคะ? ฉันจะทำงานให้ทุกอย่าง!" เสิ่นอวิ๋นหลานเอ่ยปากขอร้อง
ฉิงเทียนหรี่ตามองเธอ ก่อนจะปิดประตูใส่หน้า เธอยังคงเคาะประตูไม่ลดละ ลั่วฉิงเทียนขมวดคิ้วเปิดประตูอีกครั้ง ส่งสายตาเ็าใส่เธอ
“ไม่ต้องให้ฉันอยู่ก็ได้ แค่ขออะไรกินหน่อยได้ไหม? หรือไม่ก็ขอแค่รองเท้าก็พอ” เธอรีบพูด คงกลัวว่าจะถูกปิดประตูใส่หน้าอีกครั้ง
เสื้อผ้าของเธอขาดรุ่งริุ่งริ่ง เท้าเปลือยเปล่า เธอต้องใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบอีกข้างเพื่อคลายความเย็นจากพื้น ดูท่าทางน่าสงสารเหลือเกิน
หญิงสาวจ้องมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะปิดประตูลงอีกครั้ง
เสิ่นอวิ๋นหลานยิ้มอย่างขมขื่นผู้หญิงที่อยู่บนชั้นสามสิบสามคนนี้ ช่างเ็าเหลือเกิน คงไม่มีทางที่เธอจะช่วยตัวเองหรอก
เธอหันหลังเตรียมตัวเดินจากไปอย่างสิ้นหวัง ทันใดนั้นประตูก็เปิดออกอีกครั้ง
คราวนี้ลั่วฉิงเทียนโยนรองเท้าคู่ใหม่ เสื้อคลุมกันฝน ขนมปังสองก้อน และน้ำหนึ่งขวดออกมาให้
“ตอนนี้น่ะมันยุควันสิ้นโลกแล้ว ใครมันจะมีน้ำใจดีไปได้ตลอด ถ้าอยากมีชีวิตรอดก็ต้องเข้มแข็งขึ้นมาเองได้แล้ว หวังว่านี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่เธอมาเคาะประตูบ้านฉัน ถ้ามีครั้งหน้าอีกฉันจะฆ่าเธอซะ!”
พูดจบ ลั่วฉิงเทียนก็ปิดประตูเสียงดังโครมใส่หน้าเธอทันที
เสิ่นอวิ๋นหรานไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าเธอจะให้ของพวกนี้กับตัวเองเยอะขนาดนี้
เธอเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตัวเอง ก่อนจะรีบคว้าขวดน้ำขึ้นมาดื่มรวดเดียว ถึงแม้ว่าข้างนอกฝนจะตกตลอด แต่วันก่อนมีคนดื่มน้ำฝนเข้าไป พอวันรุ่งขึ้นก็ตาย บางคนก็กลายพันธุ์ ดีนะที่คนอื่นเห็นเข้าก่อน เลยจัดการฆ่าแล้วโยนทิ้งไปได้ทัน
หลังจากนั้นทุกคนก็เลยรู้ว่า น้ำฝนพวกนี้นั้นเป็พิษ และห้ามดื่มเข้าไปเป็อันขาด
พอถึงตอนหลัง ทุกคนก็เลยไม่กล้าดื่มน้ำฝนกันอีก ได้แต่ทนทรมานจากความกระหาย เธอเปิดขวดน้ำ แล้วดื่มรวดเดียวหลายอึกใหญ่ ๆ จนหมด
ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าที่ลั่วฉิงเทียนให้มาสวมใส่
“ชุดมันหลวมไปหน่อยรองเท้าก็ใหญ่ไปนิด แต่มีใส่ก็ยังดีกว่าไม่มี” หญิงสาวพูดกับประตูห้องของลั่วฉิงเทียน “ขอบคุณนะ!”
จากนั้น ก็เริ่มออกเดินหาห้องว่างตามห้องต่าง ๆ บนชั้นสามสิบกว่า ก่อนลงไปชั้นล่าง แล้วยังแวะไปที่ห้องของยายเจียงเพื่อขอยืมค้อนเธอ
ตอนแรกยายเจียงไม่ยอมให้ เลยต้องเตะเธอเข้าไปทีหนึ่งยายเจียงถึงยอมปล่อยมือจากค้อน
ฝนตกหนักต่อเนื่องเป็วันที่ยี่สิบเก้า ระดับน้ำสูงท่วมขึ้นมาถึงชั้นเก้า ผู้คนในตึกต่างพากันอพยพขึ้นไปอยู่บนชั้นสูง
ขณะเดียวกัน ฝนที่ตกหนักข้างนอกก็เริ่มซาลง
เมื่อเห็นดังนั้น ทุกคนต่างก็โห่ร้องด้วยความยินดี
ส่วนลั่วฉิงเทียนเธอยังคงใช้ชีวิตประจำวันเหมือนเดิม ออกกำลังกาย ทำอาหาร ทำน้ำแข็งละลายน้ำ ไม่เคยหยุดพัก
ส่วนต้าไป๋ มันก็ออกมาจากพื้นที่มิติ มาใช้ชีวิตอยู่กับลั่วฉิงเทียนในบ้าน ในทุก ๆ วัน ลั่วฉิงเทียนจะสับเนื้อวัวแล้วผสมเนื้อเสือขาวกลายพันธุ์ลงไปด้วย
แค่เดือนเดียวต้าไป๋ก็ตัวโตเท่ากับสุนัขพันธุ์ใหญ่ที่โตเต็มวัย มองไกล ๆ แล้วไม่เหมือนเสือแต่เหมือนสุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทีฟขนสั้นเสียมากกว่าอีก
ลั่วฉิงเทียนอยากให้ต้าไป๋แข็งแรง เธอเลยพามันไปวิ่งบนลู่วิ่งด้วยกันทุกวัน
วันนั้น ขณะที่ลั่วฉิงเทียนกำลังจัดเตรียมอาหารเสร็จและเตรียมจะทานข้าว ก็พลันได้ยินเสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหว
เธอขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่หน้าประตู ก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูดู ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือชายฉกรรจ์สี่คนยืนจังก้าทำท่าทางข่มขู่ และที่น่าใยิ่งกว่านั้นคือเื้ัพวกเขามียายเจียงจากชั้นสามสิบสองยืนอยู่เคียงข้างกับหลานชาย
“นี่ แกใช่ไหม ที่มารังแกแม่ฉัน!” หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ตวาดลั่นพร้อมกับชี้นิ้วใส่หน้าเธออย่างเอาเื่
ยายเจียงมองมาที่เธอด้วยสายตาสะใจ
“หนูจ๊ะ ยายว่าหนูเปิดประตูแล้วออกไปจากบ้านหลังนี้ง่าย ๆ จะดีกว่า ยายรู้ว่าหนูก็เก่งกล้าสามารถ แต่ลูกชายยายแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา หนูสู้พวกเขาไม่ได้หรอก”
“พ่อครับ! ผู้หญิงคนนี้แหละครับ ที่มันพังประตูบ้านเรา ตีมันเลยครับพ่อ!” เด็กชายตัวน้อยพูดเสริมพลางใช้นิ้วชี้มา
ยายเจียงมีลูกชายอยู่สี่คน คนโตเป็ทหารหน่วยพิเศษ คนที่สองเป็เ้าของธุรกิจในเมือง คนที่สามเปิดบ่อนพนันเถื่อน ส่วนคนสุดท้องเป็ทหารรับจ้าง
เพราะลูกชายทั้งสี่คนต่างก็มีภาระหน้าที่ จึงไม่ค่อยมีเวลาว่างมาดูแลแม่ พวกเขาจึงรวบรวมเงินกันซื้อบ้านในย่านที่ปลอดภัยที่สุดให้ยายเจียงอยู่ แถมลูกชายคนโตยังฝากลูกชายไว้ให้เธอช่วยเลี้ยงดูอีกด้วย
ด้วยความที่ลูกชายทั้งสี่คนของเธอล้วนมีฝีมือ เก่งกาจ และร่ำรวย ทำให้ยายเจียงเป็ที่เกรงขามของคนในละแวกนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น
เมื่อวันสิ้นโลกมาถึง ลูกชายทั้งสี่ของยายเจียงต่างก็ผจญภัยฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ นานาจนกระทั่งพวกเขารอดชีวิตและได้พบกันอีกครั้ง หลังจากฝนฟ้าสงบลง พวกเขาก็พายเรือท้องแบนมุ่งตรงมายังที่แห่งนี้
ลั่วฉิงเทียนกวาดสายตามองคนกลุ่มนี้ั้แ่หัวจรดเท้า พวกเขาปล่อยกลิ่นอายบางอย่างที่คุ้นเคยออกมา
มันคล้ายพลังพิเศษ แต่ก็ไม่เชิง
ใช้เวลาครุ่นคิดเพียงครู่ก็พอจะเดาได้ว่ามันคืออะไร พวกนี้น่าจะอยู่ใน่เริ่มต้นของการปลุกพลัง
เมื่อแน่ใจในสถานการณ์แล้ว ลั่วฉิงเทียนก็เผยรอยยิ้มเ็าออกมา ถ้าพวกแกมาแล้วก็คงจะกลับไปไม่ได้อีกแล้วละนะ…