ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 36

    นอกจากคราบเลือดที่สาดกระเซ็นเป็นปื้นยาวบนพื้นไม้เก่าและเหล่าองครักษ์ที่กำลังนั่งกัดฟันทำแผลด้วยใบหน้าซีดเผือดแล้ว ทุกอย่างภายในโรงเตี๊ยมพรรณพฤกษาแห่งนี้กลับคืนสู่ความเงียบสงัดราวกับปาฏิหาริย์ กลิ่นอายการฆ่าฟันที่รุนแรงเมื่อครู่มลายหายไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหยดน้ำค้างที่ตกกระทบหลังคาและเสียงลั่นของเนื้อไม้ในความวิเวก 

    ลู่ชิง ปลีกตัวออกมานั่งอยู่ริมระเบียงเพียงลำพัง ท่ามกลางลมหนาวที่พัดพาสลัดความสับสนให้กระจายไปกับอากาศ เขาพยายามยกมือขึ้นกุมขมับ จัดระเบียบความคิดที่กำลังตีกันนัวเนียในหัวเกี่ยวกับเรื่องราวน่าเหลือเชื่อที่ถาโถมเข้ามา เรื่องราวที่ตนเองเผลอไปฝึกยุทธ์เข้าโดยไม่รู้ตัวจากการ "รำท่าบริหารร่างกาย" ทุกเช้าค่ำ แต่เมื่อลองมองย้อนกลับไปดีๆ เขาก็พบว่ามีหลายอย่างที่แปลกประหลาดมานานแล้ว ทั้งการที่เขาเดินขึ้นเขาไปหาฟืนได้วันละแปดลูกโดยไม่เหนื่อยหอบ หรือการที่เขาสามารถใช้กวาดบ้านปัดกวาดหยากไย่บนเพดานสูงสามวาได้เพียงแค่กระโดดครั้งเดียว เพียงแค่ที่ผ่านมาเขาเลือกจะหลอกตัวเองว่า 'ข้าเป็นคนคล่องแคล่ว' เพราะคิดว่าวิชายุทธ์นั้นเป็นเรื่องไกลตัวและห่างไกลจากวิถีชีวิตบัณฑิตผู้ใฝ่ฝันจะสอบจองหวนของเขามากเกินไป 

    ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งในภวังค์และพึมพำกับตัวเองว่า "หรือว่าที่ข้าทำจานแตกเมื่อวาน เป็นเพราะพลังปราณข้าหลุดรอดออกมา?" หวังซิว ก็ก้าวเข้ามาข้างหลังอย่างเงียบเชียบประดุจเงาพราย หากเป็นคนธรรมดาคงไม่มีวันรู้ตัว ทว่าด้วย ปราณเซียนกำเนิด ซึ่งเป็นวิชาบ่มเพาะแรกที่ลู่ชิงฝึกฝนจนซึมลึกถึงแก่นวิญญาณ ทำให้เขารับรู้ถึงกระแสอากาศที่เปลี่ยนไปและตัวตนอันหนักแน่นของยอดฝีมือเฒ่าได้ในทันทีโดยไม่ต้องหันไปมอง 

    หวังซิวหยุดยืนนิ่งสงบ แววตาที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและมองโลกอย่างทะนงตน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเลื่อมใสอันแรงกล้า เขารับรู้ได้ว่าคนตรงหน้าหาใช่บัณฑิตธรรมดา แต่เป็นยอดคนที่บรรลุสิ่งที่เขายังมิอาจเอื้อม 

    ลู่ชิงถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบสมุดเล่มเก่าคร่ำครึที่ขอบกระดาษเหลืองกรอบในย่ามออกมา พลางแกล้งทำใจดีสู้เสือหัวเราะแห้งๆ หวังจะทำลายบรรยากาศที่ตึงเครียด 

    "เอ่อ... ท่านผู้เฒ่าหวัง ท่านอย่ามองข้าด้วยสายตาเลื่อมใสเช่นนั้นเลย ข้ากังวลว่าหากท่านยังจ้องข้าขนาดนี้ ข้าคงต้องเก็บค่าธรรมเนียมการมองเพิ่มอีกสักสิบอีแปะ" ลู่ชิงพยายามหยอดมุกตลกตามนิสัยบัณฑิตขี้เหนียวเพื่อลดทอนความกดดัน 

    "และเจ้าตำราเล่มนี้... ข้าว่ามันน่าจะเป็นลายแทงหาของกินของตาเฒ่าพเนจรมากกว่าวิชาเซียนนะ ท่านดูสิ ลายมืออย่างกับไก่เขี่ยทะเลาะกัน"
    ทว่าหวังซิวกลับไม่ขำด้วยเลยสักนิด เขายังคงยืนนิ่งสงบ หน้าเคร่งขรึมประดุจขุนเขา แววตาของเขาจริงจังเสียจนลู่ชิงต้องหุบปากฉับ 

    "ข้าเกรงว่านี่คือสิ่งที่ไม่ควรอยู่กับข้า..." ลู่ชิงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังเมื่อเห็นว่ามุกของเขาแป้กสนิท 

    "หากท่านเป็นยอดยุทธ์จริงอย่างที่สำแดงพลังสยบหัวหน้ามือสังหารเมื่อครู่ สิ่งนี้คงเหมาะที่จะอยู่ในมือท่านมากกว่าข้า... บัณฑิตที่ต้องดูแลทั้งมารดาและน้องสาว ผู้ที่ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับบทกวีและคำสอนนักปราชญ์อย่างข้า มิอาจก้าวเข้าสู่โลกอันตรายที่ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันเช่นนี้ได้แน่ แม้ใจจริงข้าอยากจะนำมันกลับไปคืนผู้เฒ่าประหลาดในอารามร้างคืนนั้น แต่ภาระนี้ดูเหมือนจะเกินกำลังข้าไปมากแล้ว" 

    เขาบรรจงยื่น คัมภีร์เซียนบรรพกาล ให้หวังซิวด้วยมือที่มั่นคง 

    หวังซิวครุ่นคิดด้วยหัวใจที่เต้นระรัวประดุจกลองรบ นี่คือ "วาสนา" ของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย เส้นทางที่เขาเฝ้าตามหามาเกือบยี่สิบปีจนผมเริ่มหงอกขาว ลางสังหรณ์แห่งยอดยุทธ์ระดับจอมราชันบอกเขาว่า คำตอบของการบรรลุขั้นถัดไปซ่อนอยู่ในสมุดเล่มนี้ ทว่าการจะรับของล้ำค่าที่ต่อให้เอาทั้งประเทศหรือบัลลังก์ฮ่องเต้มาแลกก็ยังไม่คู่ควร 

    เช่นนี้ การได้มาฟรีๆ เป็นเรื่องที่เขามิอาจทำใจยอมรับได้ เพราะในโลกของผู้อยู่เหนือยุทธ์ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดมิใช่ทองคำ แต่คือ "วิถีแห่งการบรรลุ" 

    ในที่สุด หวังซิวจึงตัดสินใจล้วงหยิบ ตราหยกประจำตัว สีขาวนวลประดุจมันแพะ ออกมาจากอกเสื้อ หยกชิ้นนี้สลักลวดลายมังกรทะยานเมฆาซึ่งเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของตระกูลหวัง เขาขยับก้าวเข้าไปมอบให้ลู่ชิงด้วยสองมือที่สั่นเทาเล็กน้อยพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจว่า 

    "หยกชิ้นนี้สามารถสั่งการกองทัพตระกูลหวังได้ทั่วทั้งแผ่นดิน แม้แต่ผู้นำตระกูลหวังคนปัจจุบันเมื่อเห็นมันยังต้องคุกเข่าลงกราบไหว้ประดุจเห็นตัวข้า... บัณฑิตลู่ โปรดรับมันไว้ นี่มิใช่ข้อแลกเปลี่ยน แต่เป็นสิ่งที่เจ้าควรได้รับเพื่อปกป้องครอบครัวของเจ้าจากความวุ่นวายที่ข้าและคนเหล่านี้อาจนำพาไปหาเจ้า" 

    หวังซิวผู้เป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่ที่สร้างชื่อเสียงให้ตระกูลหวังเลื่องลือไปทั่วหล้าด้วยฝีมืออันหาตัวจับยาก จ้องมองลู่ชิงด้วยความซาบซึ้งใจสูงสุด เขารู้ดีว่าภาระของบัณฑิตผู้นี้คือมารดาและน้องสาว และตราหยกนี้จะเป็นปราการเหล็กที่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าทลาย 

    ทว่า ลู่ชิงกลับรีบโบกมือพัลวันและถอยหลังหนีทันทีที่ได้ยินสรรพคุณ 

    ​"ช้าก่อน! ท่านผู้เฒ่า เก็บหยกของท่านไปเถิด!" ลู่ชิงเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "แค่คัมภีร์เล่มเดียวข้ายังแทบเอาชีวิตไม่รอด ถ้าข้ารับหยกที่สั่งกองทัพได้มาอีก ชีวิตข้ามิยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่หรือ? ข้าอยากกลับไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่หมู่บ้านชิงหมิง แบกฟืน อ่านตำรา ดูแลท่านแม่ ไม่ได้อยากไปรบกับใครหรือสั่งการกองทัพที่ไหนทั้งนั้น ท่านรับคัมภีร์ไปเถิด ถือเสียว่าช่วยข้าเอาภาระหนักออกไปจากบ่าก็พอแล้ว!" 

    ​หวังซิวชะงักงันไป มือที่ถือตราหยกค้างอยู่กลางอากาศ เขาจ้องมองบัณฑิตหนุ่มผู้ที่เพิ่งปฏิเสธอำนาจล้นฟ้าอย่างไม่ใยดีด้วยความนับถือที่ทวีคูณขึ้นไปอีก 'ช่างเป็นผู้ที่หลุดพ้นจากลาภยศชื่อเสียงโดยแท้!' 

    ​ปรมาจารย์เฒ่าผู้เป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลหวังจึงจำใจเก็บตราหยกเข้าอกเสื้อ แต่ในใจกลับสาบานกับตนเองอย่างแน่วแน่ว่า แม้ลู่ชิงจะไม่รับของสิ่งนี้ แต่ตระกูลหวังทั้งตระกูลจะแอบคุ้มครองบัณฑิตผู้นี้และครอบครัวไปตลอดกาลเพื่อตอบแทนวาสนาอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ 

    เมื่อฝ่ามือที่ผ่านการกำราบจอมยุทธ์มาทั้งใต้หล้าของ หวังซิว เอื้อมเข้าไปใกล้สมุดเล่มหนาที่ดูราวกับเศษกระดาษใช้แล้วจากมือลู่ชิง เขากลับต้องชะงักงันประดุจถูกสาปให้กลายเป็นหิน สายตาของยอดฝีมือระดับจอมราชันขั้นสูงเริ่มสั่นระริกด้วยความสับสนมึนตึบ 

    "บัณฑิตลู่... ท่านแน่ใจนะว่าหยิบสมุดถูกเล่ม? ไม่ใช่ว่าท่านหยิบสมุดจดรายการซักผ้าของใครมาให้ข้าหรอกนะ?" หวังซิวเอ่ยเสียงแหบพร่า พลางจ้องมองหน้าปกที่ลู่ชิงเพิ่งจะอ้างชื่อ 'คัมภีร์เซียนบรรพกาล' เสียดูขลัง แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของหวังซิวและคนอื่นๆ กลับเป็นเพียงกระดาษสีเหลืองตุ่นๆ ขอบรุ่ยเหมือนถูกหนูแทะ แถมบนหน้าปกยัง 'ว่างเปล่าไร้อักษรใดๆ' แม้แต่รอยเปื้อนหมึกยังหาไม่เจอสักแอะ! 

    "ท่านผู้เฒ่าหวัง ท่านจะล้อข้าเล่นไปถึงไหนกัน!" ลู่ชิงขมวดคิ้วอย่างมีน้ำโห พลางใช้นิ้วชี้จิ้มลงไปบนหน้าปกที่ว่างเปล่าในสายตาคนอื่น 

    "ก็เขียนอยู่ทนโท่ว่า 'คัมภีร์เซียนบรรพกาล' แถมตัวหนังสือนี่... โอ้โห ไก่เขี่ย สุดๆ เลยท่าน! ดูสิ ลายเส้นโย้เย้อประดุจมดตะนอยเดินตกถังหมึกแล้วมาวิ่งไล่จับกันบนหน้าปกชัดๆ ลายมือคนเขียนนี่ถ้าไปสอบจองหวน ข้าพนันได้เลยว่าโดนกรรมการเอาไม้บรรทัดเคาะมือจนบวมแน่!"
    หวังซิวถึงกับอึกอัก 

    "ตะ... ตัวหนังสือไก่เขี่ยรึ? ข้าเห็นแต่มวลอากาศธาตุอันว่างเปล่า..." 

    "โธ่ ท่านนี่นอกจากจะบาดเจ็บแล้วสายตายังฝ้าฟางจนน่านับถือจริงๆ มาๆ ข้าจะเปิดข้างในให้ดู ลายมือข้างในยิ่งหนักกว่าปกอีก ท่านดูแล้วอย่าตกใจในความห่วยของตัวอักษรก็แล้วกัน" 

    ลู่ชิงพลิกเปิดหน้าแรกของคัมภีร์ออกอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเปิดสมุดจดหนี้ร้านซาลาเปา ทว่าในวินาทีที่หน้ากระดาษนั้นถูกคลี่ออกต่อหน้าหวังซิว บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมที่เคยเงียบสงบกลับบิดเบี้ยวไปในพริบตาเดียว! 

    "อึก... อัก...!" 

    หวังซิวรู้สึกเหมือนถูกพญามังกรจากนรกสูบวิญญาณออกไปในทันที! ทันทีที่สายตาของเขากระทบกับหน้ากระดาษที่ลู่ชิงเห็นเป็นเพียง 'ตัวหนังสือไก่เขี่ยอ่านยาก' นั้น หวังซิวกลับมองเห็นเป็น 'มหาสมุทรแห่งความว่างเปล่า' ที่หมุนวนด้วยเจตจำนงแห่งสัจธรรมอันบ้าคลั่ง ลมปราณในร่างระดับจอมราชันที่เขาเพียรสะสมมาทั้งชีวิตประดุจเขื่อนยักษ์ กลับถูกกระดาษแผ่นเดียวซึมซับหายวับไปราวกับฟองน้ำที่กระหายน้ำอย่างหนัก! 

    เข่าทั้งสองข้างของหวังซิวทรุดฮวบลงกระแทกพื้นไม้ดัง ตึง! ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อกาฬไหลพรากประดุจโดนน้ำมนต์ซัดเข้าหน้า หัวใจเต้นรัวเร็วจนเหมือนมีคนมาตีกลองศึกอยู่ข้างหู แรงกดดันจากหน้ากระดาษเพียงหน้าเดียวกลับหนักอึ้งประดุจขุนเขาไท่ซานหมื่นลูกถล่มลงมาทับอกจนกระดูกแทบแหลกเป็นผง 

    'นี่มันไม่ใช่แค่วิชายุทธ์... แต่มันคือพระเจ้า! มันคือสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรแตะต้อง!' หวังซิวกรีดร้องในใจ ลมหายใจขาดห้วงไปพริบตา หากเขาดื้อรั้นจะจ้องมอง 'ตัวหนังสือไก่เขี่ย' นั้นต่อไปอีกเพียงอึดใจเดียว จิตวิญญาณยุทธ์ของเขาคงถูกฉีกกระชากจนกลายเป็นเศษเสี้ยวหายไปในความมืดมิดแน่นอน 

    "พะ... พอแล้ว! บัณฑิตลู่... ปิดมันเถิด! ข้าขอล่ะ... ปิดมันเดี๋ยวนี๊!!!" หวังซิวตะโกนเสียงหลงจนคอแทบแตก แววตาที่เคยน่าเกรงขามบัดนี้สั่นเครือด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ชีวิตนี้ไม่เคยสัมผัสมาก่อน แม้แต่ตอนสู้กับมือสังหารร้อยคนเขายังไม่เคยกลัวเท่านี้เลย! 

    ลู่ชิงรีบปิดสมุดดัง ฉับ! ด้วยความตกใจจนตัวโยน 

    "ท่านผู้เฒ่า! ท่านเป็นอะไรไป? ข้าบอกแล้วว่าลายมือมัน ไก่เขี่ย แถมยังอ่านยากจนน่าปวดหัว ท่านถึงขั้นเป็นลมจับล้มตึงไปเช่นนี้เลยรึ? โธ่... เห็นท่านเก่งกาจสยบมือสังหารได้ในพริบตา ที่แท้ท่านก็แพ้ทางตัวอักษรห่วยๆ เหมือนน้องสาวข้าไม่มีผิด ข้าล่ะกลุ้มใจแทนตระกูลหวังของท่านจริงๆ!" 

    เมื่อคัมภีร์ถูกปิดลง แรงกดดันมหาศาลก็มลายหายไปราวกับฝันตื่นหนึ่ง หวังซิวหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างตะกรุมตะกราม ราวกับคนที่เพิ่งรอดพ้นจากการจมน้ำมาได้หวุดหวิด เขามองลู่ชิงที่ยืนถือสมุดเล่มนั้นโบกไปมาอย่างสบายใจเฉิบด้วยความเลื่อมใสแกมสยองขวัญ
    เขารู้แจ้งเห็นจริงแล้วว่า... คัมภีร์เล่มนี้เลือกเจ้าของ และผู้เดียวในจักรวาลที่สามารถแบกรับ 'น้ำหนัก' ของตัวอักษรไก่เขี่ยเหล่านี้ได้ มีเพียงบัณฑิตหนุ่มผู้มีปราณเซียนกำเนิดที่ทำตัวซื่อบื้อไปวันๆ ผู้นี้เท่านั้น 

    "ข้า... ข้าเข้าใจแล้ว..." หวังซิวกล่าวเสียงสั่น "คัมภีร์เล่มนี้... มีเพียงท่านเท่านั้นที่เหมาะสมจะเป็นนายของมัน บัณฑิตลู่ ข้าขออภัยที่บังอาจคิดจะสัมผัสสิ่งที่อยู่สูงเกินเอื้อม ข้าคงวาสนาน้อยเกินไปที่จะอ่านลายมือไก่เขี่ยระดับเทพเจ้าของท่านได้" 

    ลู่ชิงเกาหัวแกรกๆ พลางยัดคัมภีร์กลับลงย่ามอย่างรวดเร็ว "อะไรของท่านเนี่ย... เดี๋ยวก็อยากดู พอข้าเปิดให้ดูท่านก็ดันมาเข่าอ่อนใส่ คนแก่นี่ใจคอโลเลจริงๆ เอาเถิด ในเมื่อท่านไม่รับ ข้าก็คงต้องแบกมันกลับหมู่บ้านชิงหมิงต่อไป หวังว่าระหว่างทางข้าคงไม่เผลอทำมันตกถังขยะ หรือเอาไปรองขาโต๊ะส้มตำที่บ้านหรอกนะ เดี๋ยว ตัวหนังสือไก่เขี่ย พวกนี้จะน้อยใจจนละลายหายไปเสียก่อน" 

    คำพูดของลู่ชิงทำเอาหวังซิวแทบจะกระอักเลือดออกมาจริงๆ คัมภีร์ที่สามารถทำให้คนบรรลุเป็นเทพได้ บัณฑิตผู้นี้กลับห่วงว่ามันจะเอาไปรองขาโต๊ะ! เขาตั้งปณิธานในใจทันทีว่า หน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาต่อจากนี้ คือการแอบตามไปคุ้มครองลู่ชิง เพื่อไม่ให้สัจธรรมของโลกต้องถูกทำลายด้วยความ 'ไม่รู้เรื่องรู้ราว' ของเจ้าของคัมภีร์ผู้นี้!

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน