เย่หยุนซียอมรับข้อเสนอของหลิงหยวนและภรรยาโดยไร้ซึ่งความลังเลใจ เพราะเขาเองก็อยากจะไปจักรวรรดินภากระจ่างอยู่เหมือนกัน เนื่องจากที่นั่นคือแหล่งค้าขายที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนแห่งนี้ ไม่แน่เขาอาจจะได้อะไรดีๆติดไม้ติดมือกลับมา
“อ๊ะ! จริงสิ ลูกเขยข้า ช่วงนี้สถานการณ์สงครามเป็นอย่างไรบ้าง?” หลังสิ้นสุดบทสนทนาเรื่องการไปจักรวรรดินภากระจ่าง หลิงหยวนจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาแฝงเร้นไปด้วยความกังวลระคนห่วงใย
“ท่านพ่อตาสบายใจได้ ตอนนี้หากจะพูดว่าฝั่งเราชนะสงครามก็คงไม่ผิดนัก” เย่หยุนซียิ้มพลางตอบกลับตามความจริงทุกประการ ซึ่งเมื่อสองสามีภรรยาได้สดับรับฟังสีหน้าของพวกเขาก็พลันแปรเปลี่ยนกลายตื่นตระหนกในทันที
“ละ ลูกเขย ไหนลองเล่ารายละเอียดให้พวกเราฟังหน่อยซิ!!” ทั้งสองกล่าวพร้อมกัน น้ำเสียงฟังดูสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
เย่หยุนซีเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยปากเล่าเหตุการณ์สงครามที่ชายแดนประจิมให้ทั้งสองได้รับรู้โดยไม่รอช้า ครึ่งชั่วยามต่อมา! หลิงหยวนและมู่หลินก็พากันตื่นตะลึงจนแทบจะลืมหายใจ
“เซียนหนึ่งคนสามารถสยบกองทัพนับแสนได้ง่ายๆ นี่มันน่าเหลือเชื่อมาก”
“ลูกเขยข้า เจ้าช่างโชควาสนาดียิ่งนักที่ได้กราบผู้ฝึกตนระดับนี้เป็นอาจารย์”
เย่หยุนซียกยิ้มบาง “ข้าโชคดีจริงๆอย่างที่ท่านพ่อตาว่า และที่พวกเรามาในวันนี้ก็เพื่อแบ่งปันความโชคดีให้กับพวกท่าน”
“หือ! หมายความว่าอย่างไรกัน?”ทั้งสองตั้งคำถาม ในใจเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย
“พวกท่านยังจำได้หรือไม่ ในตอนที่เล่าสถานการณ์สงคราม ข้ากล่าวถึงประตูโบราณปริศนาอยู่หลายครั้ง”
ผู้เป็นพ่อตาแม่ยายพยักหน้าโดยพลัน “จำได้สิ ประตูหินโบราณที่หล่นลงมาจากฟากฟ้า”
เย่หยุนซีหัวเราะร่า “ฮ่าๆนั่นแหละขอรับ ท่านอาจารย์ของข้าบอกว่ามันคือประตูเซียนบรรพกาลระดับต่ำ และเป็นทางเข้าสุสานเซียนซึ่งเต็มไปด้วยโชควาสนาจำนวนมาก”
“พระเจ้า!!”
หลิงหยวนและมู่หลินอุทานออกมา ทั้งสองกระจ่างแล้วว่าโชควาสนาที่เย่หยุนซีคิดจะแบ่งบันให้พวกเขาคืออะไร
“ท่านพ่อตา ท่านแม่ยาย ลูกเขยผู้นี้จะพาพวกท่านไปตะลุยเก็บเกี่ยวโชควาสนาด้านในสุสานเซียนแห่งนั้น” เย่หยุนซีสรุปความเพียงสั้นๆ
หลิงหยวนและมู่หลินที่ได้สติจากอาการตะลึงงันรีบยกยิ้มพลางพยักหน้ารับในทันที โอกาสดีๆเช่นนี้หากพวกเขาไม่รีบคว้าไว้ก็คงจะโง่งมสุดประมาณ เพราะแค่ชื่อสถานที่ก็บ่งบอกแล้วว่ามันวิเศษปานไหน
“ซีเอ่อร์ พวกเราต้องขอขอบใจเจ้ามากที่แบ่งปันโชควาสนานี้ให้” หลิงหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูซาบซึ้งใจ
เย่หยุนซียิ้มพลางส่ายศีรษะตอบกลับไป “เรื่องนี้ไม่นับเป็นอะไรได้ เพราะถึงอย่างไรพวกเราก็ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน......เพียงแต่ข้าอยากจะขอเตือนพวกท่าน ประตูเซียนบรรพกาลระดับต่ำมิได้เปิดแค่ที่ดินแดนของพวกเราดินแดนเดียว ดังนั้นเมื่อเข้าไปพวกเราอาจจะได้พบกับผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งจากดินแดนอื่น ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือการแก่งแย่งโชควาสนา”
หลิงหยวนและมู่หลินพยักหน้า “พวกข้าเข้าใจแล้ว เมื่อเข้าไปจะระวังตัวให้ดี”
เมื่อเทียบกับโอกาสในการแสวงโชควาสนาครั้งนี้ ทั้งสองมองว่าอุปสรรคเรื่องผู้ฝึกตนจากดินแดนอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะพวกเขาก็มั่นใจในฝีมือของตนเองอยู่เหมือนกัน
เย่หยุนซีเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก ต่อมาไม่นานนัก! ทั้งสามคนก็เปลี่ยนเรื่องสนทนา ส่วนสองภรรยาของเด็กหนุ่มก็เลือกที่จะแยกตัวออกไปชื่นชมสวนบุปผาอย่างรื่นรมย์ บรรยากาศแสนอบอุ่นตลบอบอวลไปทั่วขุนเขา
“นี่ พ่อลูกเขย เจ้าวางแผนเอาไว้บ้างหรือเปล่าว่าจะมีหลานให้พวกเราอุ้มเมื่อไร?” มู่หลินเอ่ยถามอย่างฉับไว ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยประกายแห่งความคาดหวัง
“เอ่อ.......สำหรับเรื่องนี้ ข้ากับพวกนางยังไม่ได้วางแผนกันเลยขอรับ” เย่หยุนซียิ้มเจื่อนตอบกลับไปตามตรง ทำเอามู่หลินถอนหายใจยาวออกมา
“เห้อ ไม่ได้นะๆ เจ้าต้องวางแผนเอาไว้บ้าง ผู้ฝึกตนเฉกเช่นพวกเรานั้น ยิ่งมีตบะแกร่งกล้ายิ่งมีบุตรยาก ดูข้ากับท่านพ่อตาของเจ้าสิ แม้จะอยากมีน้องให้จีเอ่อร์เอามากๆ แต่กลับไร้ซึ่งวาสนา”
เย่หยุนซีพยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ เอาไว้ข้าจะวางแผนเรื่องนี้ให้ดีหลังจากกลับมาจากสุสานเซียนแห่งนั้น”
หลิงหยวนและมู่หลินยกยิ้มอย่างพึงพอใจโดยพลัน แต่เมื่อได้ยินคำว่าสุสานเซียนอีกครั้ง มู่หลินนางก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“เอ่อ......ลูกเขย แม้มันจะดูเห็นแก่ตัวเกินไปหน่อย แต่ข้าขอพาคนไปสุสานเซียนด้วยอีกสัก 2 คนได้หรือไม่?”
เย่หยุนซียกชาขึ้นดื่มอย่างสบายใจ “ท่านอยากจะพาคนไปกี่คนก็ได้ขอรับ เรื่องนี้ข้าไม่มีปัญหา เพียงแต่อยากจะแนะนำว่าให้พาไปแต่คนที่ไว้ใจได้จริงๆเท่านั้น”
“อืม เข้าใจแล้ว” มู่หลินแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน
หลังจากสนทนากันได้สักพัก พวกเขาก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย เย่หยุนซีและหยุนฉางเยว่ถูกหลิงจีพามาที่ห้องนอนอันกว้างใหญ่ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสวนบุปผาที่ส่งกลิ่นหอมหวาน สามสามีภรรยาไม่รอช้ารีบทิ้งตัวลงนอนกอดก่ายกันบนเตียงใหญ่
“นี่สามี เจ้าพูดจริงหรือไม่ที่ว่าจะวางแผนมีบุตรกับพวกเราหลังกลับมาจากการแสวงหาโชคลาภ” เป็นหลิงจีที่เปิดบทสนทนา ดวงหน้างามแดงระเรื้อด้วยความเขินอาย หยุนฉางเยว่ที่ได้ยินคำถามนี้ก็ใบหน้าแดงไม่แพ้กัน
“นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับพวกท่านว่าต้องการหรือเปล่า” เย่หยุนซีจุมพิตไปที่หน้าผากของสองสาวแล้วกล่าวแกมหยอกเย้าออกมา
“พวกข้าต้องยินดีอยู่แล้วสิ” ยอดสตรีทั้งสองเอื้อนเอ่ยวาจานี้อย่างอายๆ ในใจรู้สึกคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตนเองจะได้เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดบุตร ธิดา ของเย่หยุนซีในเร็ววัน
เพราะจากการคาดเดาของพวกนาง ต่อไปในอนาคตเย่หยุนซีคงจะไม่ได้อยู่กับพวกนางตลอดเวลาเช่นนี้ ดังนั้นจึงอยากมีบุตรเอาไว้สักคนสองคนเพื่อเป็นพยานรัก