พลิกฟ้า ย่ำปฐพี

    บทที่ 15 อารมณ์ที่ค่อยๆว่างเปล่า

    ฮ่องเต้แคว้นชิงมองร่างของเว่ยเมิ่งที่กระโจนออกไปทางหน้าต่างด้วยสีหน้าที่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี นี่ข้าเป็นฮ่องเต้นะ ใจคอเจ้าจะไม่สนใจมารยาทต่อหน้ากษัตริย์เช่นนี้จริงๆเหรอ.............“ฝ่าบาท?” “หืม?”เสียงผู้มาใหม่เป็นบุรุษอายุราวๆสี่สิบต้นๆ ใบหน้าหล่อเหลาคม แต่สีหน้าค่อนข้างเรียบเฉยไปเสียบ้าง บุรุษคนนี้ก็คือตงฟางหรงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นชิงหรือบิดาผู้ที่เว่ยเมิ่งไม่เคยเห็นหน้านั้นเอง“โอ้ ตงฟางหรง ครั้งนี้เจ้าเอาสุราอันใดมากัน มาๆ วันนี้ข้าไม่เรื่องคุยกับเจ้าได้ยันสว่างฮาๆๆ” ฮ่องเต้แคว้นชิงหัวเราะอย่างปลอดโปร่งไม่บ่อยนักที่พระองค์จะได้ดวลสุรากับสหายสนิทคนนี้“เป็นสุราไฝ่แดงจากแคว้นลู่ อีกอย่างนะพะยะค่ะ อย่านะบอกว่าพระองค์ลืมไปแล้ววันพรุ่งนี้มีงานหมั้นขององค์หญิงชิงอวี้กับจวินอิ๋ง?” แม่ทัพใหญ่ถามด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ฮ๋องเต้ที่เห็นที่สสายตาของตงฟางหรง ก็ยิ้มขำๆ “ไม่ลืมๆ เจ้าจะกังวลอะไร ก็แค่งานหมั้นหมายเองยังไม่ได้แต่งกันเสียหน่อย ของหมั้นเอ่ยสินสอดเอ่ยเจ้าก็เตรียมหมดแล้วนี่” ฮ๋องเต้พูดอย่างไร้ความรับผิดชอบ พร้อมแย่งสุราในมือตงฟางหรงมารินดื่มเองหน้าตาเฉยตงฟางหรงส่ายศีรษะ ตอนนั้นเองมันก็ได้กลิ่นโอสถที่คุ้นเคย มันขมวดคิ้ว เอ่ยถาม “ท่านไปประมูลโอสถต่อชีวิตมาจากที่ใดอีก?” โอสถต่อชีวิตมีราคามหาศาล มันกลัวว่าฮ่องเต้ตรงหน้าจะใช้จ่ายเกินควรอีกเหมือนที่ผ่านๆมา “เพ้ย! อย่ามาจ้องข้าด้วยสายตาแบบนั้นนะ นี่เป็นของกำนันจากหมู่บ้านของเจ้าที่มอบให้ข้าตั้งหาก นู้น! ส่วนของเจ้านะอยู่บนโต๊ะนู้น! เห็นเจ้าหนุ่มจากหมู่บ้านเจ้า บอกว่าบิดาเจ้าเป็นคนไหว้วานมันให้ในนำมาให้เจ้า แต่มันบอกว่าติดธุระสำคัญและเห็นว่าเจ้ากำลังมาพอดีเลยฝากไว้ให้ตรงนี้เลย” ฮ่องเต้กอดขวดโอสถในอกไว้แน่น พลางดื่มอีกหลายจอก “ของกำนันจากหมู่บ้านข้า?” ตงฟางหรงคิดอย่างสงสัย นับตั้งแต่มันออกจากหมู่บ้านมาใช้ชีวิตอยู่ที่แคว้นชิง มันก็แทบไม่ได้ติดต่อกลับไปยังหมู่บ้านอีกเลย หากไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ว่าจะทางมันหรือหมู่บ้านก็จะไม่ค่อยติดต่อกันซักเท่าไรตงฟางหรงเปิดกล่องไม้เล็กดูข้างใน เป็นเม็ดโอสถหลายชนิด แต่ไม่ว่าชนิดไหน หากหลุดไปภายนอกก็ต้องสร้างความตกตะลึงและปั่นป่วนแน่นอน ‘ท่านพ่อยังคงนิสัยเหมือนเดิมจริงๆ’ ตงฟางหรงยิ้มอย่างหาได้ยากยิ่ง“ว่าแต่ทางนั้นต้องการอะไร” ตงฟางหรงเก็บรอยยิ้มและถามด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่มีที่ทางนั้นจะให้ของกำนัลเปล่าๆ บุญคุณสองครั้งที่แคว้นชิงติดไว้กับหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ยังคงไม่ได้ชดใช้ ฮ่องเต้ใบหน้าเป็นสีแดงเล็กน้อยจากฤทธิ์สุรา ชิหลงเทียนยิ้มอย่างมีความสุข “ไม่....พวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรเลย” ว่าแล้วก็ดื่มอีกจอกพร้อมกับส่งสุราให้ตงฟางหรงหนึ่งจอก“หมายความว่าอย่างไรที่ไม่ได้ต้องการอะไรเลย?” ตงฟางหรงขมวดคิ้วถาม มือหนึงยื่นไปรับสุรา“เจ้าจะถามอะไรนักหนา? ไม่ได้ต้องการอะไรก็หมายความว่าไม่ได้ต้องการอะไรสิ! เจ้าหนุ่มนั้นบอกแค่ว่ามันจะมันจะมาท่องเที่ยวแคว้นชิงเรา ทางผู้เฒ่าโม่จือกับบิดาเจ้าก็เลยส่งของฝากติดมาด้วยเท่านั้นเอง”“ลุงรอง? ฝ่าบาทเจ้าหนุ่มที่ท่านพูดถึงใช่นามว่าตงฟางโม่จือหรือเปล่า?” ตงฟางหรงได้ยินฮ่องเต้พูดเช่นนี้ก็วางใจ มันคิดในใจเป็นไปได้ว่าเจ้าหนูโม่จืออาจจะอยากมาเที่ยวแคว้นชิง ลุงรองที่ยังอยากสานความสัมพันธ์กับแคว้นชิงอยู่ก็เลยก็เลยฝากของกำนันมา……“ไม่ใช่ๆ เอ.....รู้สึกเจ้าหนุ่มนั้นจะชื่อ เว่ย...เว่ย เว่ยเมิ่ง! ใช่แล้วเจ้าหนุ่มนั้นชื่อ ตงฟางเว่ยเมิ่ง!” เสียงของฮ่องเต้แคว้นชิงดับความคิดของตงฟางหรงมือที่กำลังยกสุราเข้าปากของตงฟางหรงชะงักค้าง ดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความตกใจ ฮ่องเต้สังเกตแม่ทัพคนสนิทตรงหน้า ในแววตาที่แสดงถึงความตกใจของมัน มีประกายความรู้สึกต่างๆซ่อนไว้ ความเสียใจ ความรู้สึกผิด “เจ้าหนุ่มนั้นพอได้ยินว่าเจ้าจะมาก็กระวนกระวายใหญ่ รีบกระโจนออกไปทางหน้าต่างนู้น มันไปทำอะไรเจ้าไว้หรือเปล่า?” ในเมื่อมันสามารถนั่งบัลลังก์มังกรทองมาได้ยี่สิบกว่าปีสายตาของชิงหลงเทียนก็ต้องย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้วตงฟาง.....เว่ยเมิ่งตงฟางหรงหลับตาลง มันวางจอกสุราที่อยู่ในมือ และประสานมือคำนับให้ฮ่องเต้“กระหม่อมขอตัวก่อน ฝ่าบาทอย่าได้ลืมนัหมายในวันพรุ่งนี้นะพะยะค่ะ” ร่างของแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นชิงออกไปจากห้อง“ไอ้เจ้าบ้านี่ เป็นเช่นนี้เสมอมีเรื่องอะไรก็เก็บไว้ในใจ ไม่ไหวๆทำเช่นหัวสมองแตกตายพอดี ดูอย่างข้านี่ซี่มีเรื่องอะไรปัญหาอะไรก็แบ่งให้ผู้ได้คิดด้วยเสมอ” ชิงหลงเทียนพูดถึงข้อดีของตนอย่างหน้าไม่อาย“อืมๆ ว่าแต่เจ้าหนุ่มนั้นมันก็ไม่เลวแฮะ ถึงขนาดฝ่าหกองค์รักษ์จนเข้าถึงตัวข้าได้ เจ้าว่าไหมจี้หาน” ฮ่องเต้แคว้นหันไปถามข้างหลังตนเองร่างๆหนึ่ง ค่อยปรากฏขึ้นเบื้องหลังฮ่องเต้ มันมีสีหน้าที่เย็นชา ใส่ชุดสีดำสนิท บรรยากาศรอบตัวมืดมนราวกับความตาย“อืม” มีไม่กี่คนที่กล้าพูดแบบนี้กับฮ่องเต้แคว้นชิง“ข้าดูไม่ออกว่าเจ้าหนุ่มนั้นมันอยู่ระดับไหน ท่านบอกข้าทีสิ” ชิงหลงเทียนกรอกสุราจนหน้าแดง“เบื้องหน้าคือยอดฝีมือระดับสามเบื้องหลังคือยอดฝีมือระดับสี่” เสียงตอบเย็นชาฮ่องเต้สำลักสุราออกมา “แค่กๆ เจ้านี่รู้จักขบขันตั้งแต่เมื่อไร? ไอ้ขั้นฝีมือระดับสามระดับสี่หลอกๆ ที่เจ้าหนุ่มนั้นสร้างขึ้นข้าก็สัมผัสได้ แต่ที่ข้าอย่างรู้คือระดับพลังที่เจ้าหนุ่มนั้นซ่อนไว้ต่างหาก”เบื้องหน้าคือยอดฝีมือระดับสามเบื้องหลังคือยอดฝีมือระดับสี่” เสียงเย็นชาตอบกลับมาเช่นเดิม“ไอ้...” ขณะที่ฮ่องเต้กำลังจะเอ่ยปากด่า สีหน้าของผู้ส่งอำนาจในแคว้นชิงก็เปลี่ยนไป“เจ้า...ดูไม่ออก?”ไม่มีเสียงตอบกลับจากร่างของจี้หาน สีหน้าของชิงหลงเทียนเปลี่ยนมาเป็นจริงจัง จี้หานไม่ใช้ยอดฝีมือธรรมดา แม้แต่ในหมู่ยอดฝีมือระดับเก้าจี้หานเองก็ถูกจัดไว้อันดับต้นๆ การที่ยอดฝีมือระดับเก้าไม่สามารถมองระดับฝีมือของออกมีสองกรณีคืออีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือระดับเก้าที่แข็งแกร่งกว่าตนหรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ.....อีกฝ่ายอยู่ในขอบเขตชนชั้นปรมาจารย์!!“เจ้าหนุ่มนั้นแข็งแกร่งกว้าเจ้า?”“............................”“ข้าสั่งเจ้าในฐานะฮ่องเต้ ตอบมา”“นับตั้งแต่วินาทีที่เจ้าหนุ่มนั้นปรากฏตัว ข้าก็คิดวิธีได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยวิธีในการสังหารมัน”“.................”“แต่ในวินาทีที่ข้าคิดจะลงมือ ส่วนลึกของสัญชาตญาณของข้าก็ได้แสดงภาพให้เห็น”“วินาทีที่ข้าคิดจะลงมือ......นั้นแหละคือเวลาตายของข้า”
    เว่ยเมิ่งเดินที่กระโดดหนีออกมาจากวังเดินเล่นตามซอกซอยของเมืองหลวงแคว้นชิง ชายหนุ่มเดินไปพลางคิดในใจทำไมข้าต้องหนีหน้าบิดาด้วย? ชายหนุ่มถอนหายใจ ความรู้สึกต่างๆปรากฎขึ้นในจิตใจ ความโหยหา ความน้อยใจ ความโกธร ความเสียใจ ทุกกอย่างอัดแน่นเข้าในหัวของชายหนุ่ม เว่ยเมิ่งขมวดคิ้วเขาไม่ชอบความรู้สึกพวกนี้ ชายหนุ่มหลับตาลงข้ามีพี่สาว ข้ามีมารดา ข้ามีท่านปู่ ข้ามีทุกคนในหมู่บ้าน เฉพาะฉะนั้นท่าน...........ไม่จำเป็นตอนนี้อารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวบิดาในใจของเว่ยเมิ่งค่อยๆเลื่อนหายไป ความโหยหาที่บิดาจากไป ความน้อยใจที่ถูกทอดทิ้ง ความโกธรที่ไม่เคยได้รับความรัก ความเสียใจที่ตนไม่ยอมฝืนอยู่เจอหน้าบิดา ทุกๆอย่างค่อยๆหายไป กลายเป็นความว่างเปล่า....ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูโล่งและสบายใจที่สุด เว่ยเมิ่งบิดตัวไปมา พลางคิด‘อืม...วันพรุ่งนี้ค่อยแวะไปคารวะบิดาก็แล้วกัน ตอนนี้ไปหาของกินกับที่นอนก่อนดีกว่า~’ ชายหนุ่มยิ้มอย่างอารมณ์ดี
    เว่ยเมิ่งเดินไปเรื่อยๆตามซอกซอย เดิมทีเขาคิดที่จะไปกินมื้อดึกที่ภัตตราคารสามสุขอีกครั้ง ทว่าเมื่อไปถึงคนดันเต็มเสียได้ ชายหนุ่มเดินไปเรื่อยๆจนสะดุดตากับร้านๆหนึ่ง“kitchen’s anne(ร้านอาหารของแอนน์)”‘ร้านอาหารของแอนน์? นี่มันภาษาในโลกของพี่สาวนี่?’ หลายปีมานี้มันสนิทกับพี่สาวมากเสียจนตัวแทบไม่ห่าง พี่สาวเล่าอะไรๆหลายอย่างให้มันฟังเยอะทีเดียวรวมถึงที่ครั้งหนึ่งนางเคยอาศัยอยู่ในโลกที่ต่างไปจากนี้ด้วย‘น่าสนใจแฮะ’ ไวพอๆกับความคิดในหัว เว่ยเมิ่งซอยเท้าเดินตรงเข้าร้านเก่าๆที่ดูแล้วไม่สะดุดตาทันทีกริ๊ง กริ๊งเสียงกระดิ่งดังขึ้นมาเมื่อชายหนุ่มเข้ามาในร้าน ภายในร้านชั่งแตกต่างกับภายนอกภายราวนรกกับสวรรค์ แสงสีส้มจากเชิงเทียนส่องผ่านโต๊ะไม้สีเข้ม ภายในร้านมีโต๊ะอยู่สี่โต๊ะ ทางด้านซ้ายมีตู้ไม้ยาวที่วางไว้ด้วยสุราหลากหลายชนิดเรียงกันเป็นแถบ ‘แบบนี้มันร้านอาหารกึ่งบาร์ที่พี่สาวเคยเปิดให้ดูนี่?’ภายในร้านมีลูกค้าอยู่แค่สองคน เป็นสตรีงามทั้งสองที่ดูแล้วอายุหน้าจะไล่เลี่ยกันคือประมาณ 18-19 ปี คน สตรีคนแรกผมยาวดำขลับรวบผมไปข้างหลังอย่างง่ายๆ สีหน้าค่อนข้างไร้อารมณ์และสีผิวค่อนข้างซีดขาว รวมๆแล้วก็เป็นความงามแบบแปลกๆในความคิดของเว่ยเมิ่งสตรีคนที่สองก็มีรูปลักษณ์ในแบบของตนเอง ถึงแม้ใบหน้าจะไม่งามเท่าสตรีคนอีกคนแต่ก็จัดเป็นคนงามคนหนึ่ง แต่ที่ทำให้นางดูโดดเด่นคือการแต่งกายของนาง เสื้อคลุกนอกของนางเป็นสีดำสนิทมีลวดลายดอกไม้สีม่วงวาดผ่าน เสื้อตัวในเป็นสีขาวที่มีลายดอกไม้ เว่ยเมิ่งเดินมาทั่วเมืองหลวงยังไม่เห็นชุดที่ดูดีเช่นนี้เลย‘ขากลับค่อยหาซื้อให้ท่านแม่กับพี่สาวแล้วกัน’แม้จะดูเหมือนยาวนานแต่สายตาที่เว่ยเมิ่งเหลือบไปมองพวกนางก็แค่เสี้ยววิเท่านั้นเว่ยเมิ่งเดินไปนั่งที่โต๊ะไม่ได้สนใจสายตาของสองสตรีที่มองมาด้วยความสงสัย ชายหนุ่มหยิบแผ่นไม้ที่ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกถึงรายการอาหารต่างๆ ‘ภาษาอังกฤษล้วนเลยแฮะ’“ไม่ทราบว่าท่านจะสั่งอาหารอะไรดี?” เสียงสตรีที่ดูผสมระหว่างความแข็งกระด้างกับความนุ่มนวลดังขึ้น“ข้าพจะสั่-” ครั้งนี้แม้แต่เว่ยเมิ่งก็ต้องชะงัก ผิวขาวนวลยิ่งกล้าสตรีใดๆที่เว่ยเมิ่งเคยพบ ริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่ม ดวงตาสีเขียวน้ำเงินจางๆ เรือนผมสีชมพูอ่อนปล่อยพาดบ่ามาข้างหน้าอย่างลวกๆ“ท่านจะรับอะไรดี?” สตรีตรงหน้าถามอีกครั้ง“..........ข้าพขอสตูว์เนื้อ ซุปหัวหอม สเต็กกับเฟรนช์ฟรายส์” เว่ยเมิ่งเม่อไปชั่วครู่ก่อนตอบสตรี‘ต่างชาติ’ตอบรับคำเบาๆก่อนเดินเข้าไปในครัวที่อยู่ถัดไป ครัวที่นี่ไม่ได้อยู่ในห้องปิด อันที่จริงมันอยู่ติดกับส่วนทานอาหารด้วยซ้ำอีกทั้งยังไม่มีกำแพงกั่น จากตรงนี้เว่ยเมิ่งสามารถมองเห็นนางทำอาหารได้เว่ยเมิ่งรู้สึกตัวอีกทีก็มีอาหารจานหนึ่งถูกยกมาวางแล้ว สเต็กกับเฟรนช์ฟรายส์น่าตกใจที่อุปกรณ์ในการกินอาหารของที่นี่เป็นเครื่องเงิน เว่ยเมิ่งหยิบมีดและซ้อมเงิน ซ้อมแทงไปที่เนื้อสีชมพูชุมฉ่ำ มีดกรีดตัดชิ้นเนื้อให้พอดีคำเข้าปากรสชาติสาปเล็กน้อยของเนื้อมาพร้อมกับไขมันที่แตกกระจายอยู่ปาก ซอสที่ถูกราดมาช่วยเสริมให้ชิ้นเนื้อชิ้นนี้อร่อยมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มใช้ซ้อมจิ่มเฟรนช์ฟรายส์เข้าปาก ความเค็มของเกลือและความมันกับเนื้อสัมผัสของมันฝรั่งช่วยสร้างความทรงจำที่แปลกใหม่ให้กับชายหนุ่ม เว่ยเมิ่งมองสตรีเรือนผมสีชมพูที่น่าจะอายุราวๆ 22-23 ปี ที่อยู่ในครัว พลางคิดในใจ
    error loadedสเต็กกับเฟรนช์ฟรายส์ ล่ะครับEDIT: เปลี่ยนอายุสาวสองคนที่นั่งอยู่ในร้านจาก 22-23 เป็น 18-19 นะครับ