รถม้าหรูจอดเทียบประตูหน้าคนงานขนของจิปาถะแถวนั้นหันมองด้วยความสนใจใคร่รู้ พอเห็นว่าเป็นนายจ้างก็ค่อมกายทักทายอย่างน้อบน้อมแล้วหันกลับไปทำงานต่อ
เจิ้งเหยียนพลิกกายลงจากที่นั่งสารถีหันกลับไปยื่นมือรอรับภรรยา เยี่ยไป๋หลิงเปิดม่านออกมาพอดีอันจื่อเทาจึงอุ้มเด็กน้อยส่งให้คนรอรับแล้วกระโดดตามลงไปจากนั้นหันไปบอกคนงานแถวนั้นไปแจ้งพ่อบ้านให้จัดเตรียมห้องรับแขก
เยี่ยเจิ้งสิงก้าวลงจากรถคนที่เหลือทยอยตามลงมา ซั่งกวนติงมือทุบเอวบ่นอุบอิบขณะเดินไปหาอันจื่อเทา “พวกเจ้าขับรถม้ายังไงเดี๋ยวเอนเดี๋ยวกระแทก ทำข้าปวดเอวไปหมด”
เยี่ยไป๋หลิงพอหลุดจากอ้อมแขนพี่ใหญ่ก็วิ่งฉิวเข้าไปไม่รอใคร เจี้ยนฮ่าวเอ็ดไม่จริงจังวิ่งตามหลังนางเข้าไปติดๆ เยี่ยเจิ้งสิงหัวเราะเสียงดังเดินตามลูกๆของตนเข้าไปพลางมองสำรวจรอบด้าน ตามด้วยอันเทาถังหอบกล่องไม้ใบใหญ่เดินตามเงียบๆอยู่ด้านหลัง
อันจื่อเทาละสายตาจากกลุ่มคนหันกลับมาหาคนข้างกาย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทำเอาซั่งกวนติงขนหัวลุกชันหรี่ตาถามด้วยความระมัดระวัง
“มองข้าแบบนั้นทำไม”
คนถูกถามส่ายหน้ามุมปากคลายเป็นเส้นตรงตามเดิม“ปกติขี่ม้าเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยถนัดขับรถม้าเท่าไหร่”
ซั่งกวนติงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่รู้เป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่คนรู้เรื่องของพวกเขาเป็นอี้หย่งเพ่ยซานที่ถึงจะร้ายกาจแค่ไหนแต่ก็ไม่ใช่คนปากมาก…
ทว่ายังคิดไม่ทันจบดีอี้หย่งเพ่ยซานคนไม่ปากมากก็เปรยขึ้นคล้ายรำพึงรำพันกับตนเอง“มิใช่ว่าปวดเอวมาก่อนแล้วหรอกหรือ”
“ไม่เข้าไปหรือ”เจิ้งเหยียนที่เพิ่งเอารถม้าไปเก็บเห็นคนรักยังอยู่ที่เดิมจึงเดินเขาไปหาทำท่าจะจับมือพาเข้าไป
“รอเจ้า”
อันจื่อเทากุมมือเขาไว้เองพาลากไปอีกทางไม่ลืมหันไปเอ่ยอีกหนึ่งประโยคกับซั่งกวนติงที่ยืนนิ่งราวกับวิญญาณหลุดจากร่างตามด้วยเสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอลอยมาตามลม
“…..”เจ้าคนหน้าตาย!!!
“เจ้าดูอารมณ์ดี”ใบหน้างามจุดรอยยิ้มเล็กๆพาให้คนมองแช่มชื่นหัวใจไปด้วย เจิ้งเหยียนเปลี่ยนจากกุมมือมาโอบเอวคนรักอิงแอบกันไปทางหลังโรงฝึก
อันจื่อเทามองไปรอบด้าน ที่ต้องปลูกก็ปลูกไปหมดแล้ว ของตกแต่งก็อยู่ในที่ของมันหมดแล้ว เหลือแค่เก็บกวาดอีกเล็กน้อยกับยื่นเรื่องภาษีกับราชสำนักโรงฝึกของพวกเขาก็สามารถเปิดรับคนได้ เขาก้าวขาช้าลงเล็กน้อยอีกคนเลยต้องพลอยลดฝีเท้าช้าลงไปด้วย
“โรงฝึกของเราอีกไม่นานคงเปิดรับคนได้แล้ว”
ได้ยินคำว่า ของเรา ภายในอกพลันรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา ในหัวจินตนาการไปถึงอนาคตในภายภาคหน้า มีครอบครัวเล็กๆใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ขัดสนกับคนรู้ใจไปจนแก่เฒ่า เจิ้งเหยียนยิ้มละไมแค่คิดก็สุขใจหาใดเปรียบ ก้มลงหอมหัวคนในอ้อมแขนพาเดินเลี้ยวเข้าไปในส่วนครัวด้านหลัง
“มีเจ้าอยู่กิจการแรกของครอบครัวเราย่อมต้องราบรื่นแน่นอน”
ครัวด้านหลังสิ่งที่ควรมีก็มีครบครันหมดแล้ว ทั้งสองแยกกันไปคนละมุม คนหนึ่งจุดไฟต้มน้ำอีกคนเตรียมชุดน้ำชาใส่ถาดรอ
“ข้าหาได้เก่งกาจขนาดนั้นไม่”อันจื่อเทาส่ายหน้าเลือกชาทีละกล่องเมื่อได้กล่องที่ถูกใจก็วางลงในถาดรอ
“ผิดพลาดไปบ้างก็ไม่เป็นไร มีเจ้าข้างกายใยต้องกลัวลำบาก”ต่อให้ต้องล้มลุกคลุกคลานสักแค่ไหนขอแค่มีอันจื่อเทาอยู่ข้างกายเขายินดีรับมัน แต่หากเลือกได้ก็ขอให้ทุกสิ่งราบรื่นย่อมดีกว่าเสี่ยวจื่อของเขาจะได้ไม่ลำบาก
“พึ่งพาข้าเพียงนี้มิสู้แต่งเข้าตระกูลอันของข้าเป็นอย่างไร”อันจื่อเทาเย้าสามีตัวเองไม่จริงจังนัก อีกคนหัวเราะชอบใจเข้าไปกอดเอวอิงแอบคนรักราวกับไม่มีกระดูก
“ได้ทั้งนั้น แต่ข้าไม่มีสินเดิมติดตัวหวังว่าอันเกอเกอจะไม่รังเกียจภรรยาจนๆ”
“จนขนาดนี้เชียว จะไม่ให้รังเกียจอย่างไรไหว”
“เช่นนั้นคงต้องเลือกระหว่างรังเกียจกับรำคาญแล้วล่ะ”
“เจ้าเด็กช่างตื้อ”
สองสามีภรรยามองหน้ากันสุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมาทั้งคู่ ไม่บ่อยเลยที่เสี่ยวจื่อของเขาจะหยอกล้อเป็นเรื่องเป็นราวได้ตั้งหลายประโยคขนาดนี้ เห็นทีจะอารมณ์ดีไม่น้อย เจิ้งเหยียนจึงใช้โอกาสนี้แทะเล็มภรรยาสักหน่อยระหว่างรอน้ำเดือด
ด้านแขกผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายเดินชมโรงฝึกของเจิ้งเหยียนกับอันจื่อเทาอย่างสบายใจ หารู้ไม่ว่าทำคนงานแถวนั้นขวัญกระเจิงกับการมาเยือนกระทันหันของท่านแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินผู้เป็นที่โเลื่องลือในความแกร่งกล้าเกรียงไกรพาให้คนรอบข้างสรรเสริญระคนกริ่งเกรงไปพร้อมกัน
“ท่านพ่ออาหลิงหิวแล้วเจ้าค่ะ”อาหลิงน้อยวิ่งเล่นจนหอบใบหน้าน้อยๆพรางพราวไปด้วยหยาดเหงื่อ มองเลยไปยังบุตรชายด้านหลังสภาพไม่ต่างกันเท่าไรนัก แม้จะเป็นกิริยาไม่เหมาะสมแต่เขาไม่สนใจเรื่องประเภทนี้เท่าไหร่ เด็กๆควรจะสดใสสมวัยสิถึงจะดี
“เช่นนั้นเราไปนั่งรอพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้เจ้าตรงนู้นกัน”ว่าแล้วก็อุ้มบุตรสาวตัวน้อยไปยังโถงน้ำชาที่มีพ่อบ้านรอรับอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นแขกของผู้เป็นนายย้อนกลับมาก็รีบจัดแจงที่นั่งให้แล้วถอยไปรอด้านข้างอย่างนอบน้อม
นั่งลงกันพร้อมหน้าเจ้าของสถานที่ก็กลับมาพอดี เจิ้งเหยียนวางชุดชาไว้บนโต๊ะชงชาด้วยตัวเองแล้วแจกจ่ายให้ทุกคน อันจื่อเทาหันไปจัดของว่างที่เตรียมมาช่วยอันเทาถังวางเรียงไว้บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ
อาหลิงน้อยลงมือก่อนใคร ด้วยความหิวจัดจึงไม่พูดไม่จากับใครแต่พอกินขนมไปได้สองชิ้นความหิวลดลงเสียงเจื่อยแจ้วของเด็กสาวเพียงคนเดียวกังวาลใสหยอกล้อกับพี่ชายทีออดอ้อนบิดาตัวเองที หันไปฉอเลาะกับพี่สะใภ้คนงามทีเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่ได้ไม่ขาดสาย
“โรงฝึกของเจ้าใกล้เสร็จแล้ว วางแผนไว้หรือยังจะทำอย่างไรต่อ”เยี่ยเจิ้งสิงหันไปถามบุตรชายบุญธรรมเสียงไม่ดังนักเพื่อไม่ให้ขัดจังหวะการสนทนาที่กำลังสนุกของลูกๆ เจิ้งเหยียนจึงต้องขยับเข้าใกล้อีกหน่อยเพื่อให้ได้ยินชัดมากขึ้น
“เพ่ยซานกำลังเตรียมหนังสือยื่นขอเปิดกิจการกับทางการขอรับ”เจิ้งเหยียนลดเสียงตอบกลับพอให้ได้ยินกันสองคน
“เสร็จแล้วเอามานี่ บิดาจะจัดการต่อให้เอง”
เจิ้งเหยียนมีสีหน้าลำบากใจ ท่านแม่ทัพให้ความช่วยเหลือมากมายเขาเกรงใจจนไม่รู้จะตอบแทนอีกฝ่ายยังไงแล้วไหนเลยจะกล้ารับอีก อีกทั้งเรื่องพวกนี้ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงเขาคิดว่าไม่สมควรรบกวนท่านแม่ทัพจะดีกว่า เยี่ยเจิ้งสิงแค่มองปราดเดียวก็รู้ได้ว่าบุตรบุญธรรมของตนคิดสิ่งใดอยู่
“ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้นใยต้องเกรงใจเพียงนี้”น้ำเสียงอ่อนโยนที่เอื่อนเอ่ยทำให้เจิ้งเหยียนไม่กล้าปฏิเสธอีกพยักหน้ากล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มยินดี
“รบกวนท่านพ่อแล้ว”
เยี่ยเจิ้งสิงตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ“เรื่องเล็กน้อย”
วันนั้นทั้งวันท่านแม่ทัพนั่งเอ้อระเหยอยู่ในโรงน้ำชาไม่ไปไหน มองบุตรชายบุตรสาวทั้งสองสรรหาการละเล่นต่างๆมาชวนกันเล่น ยังลากอันเทาถังกับซั่งกวนติงไปเล่นด้วยกัน มีอันจื่อเทากับเจิ้งเหยียนนั่งดูอยู่ไม่ไกล เสียงหัวเราะสดใสดังก้องจวนหลังน้อย เยี่ยเจิ้งสิงไม่เคยมีช่วงเวลาผ่อนคลายถึงเพียงนี้ขณะมองคนอายุน้อยกว่าทั้งหลายในสวนแววตาจึงอ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆ ทั้งสบายใจทั้งเป็นสุขจนเผลองีบไปครู่ใหญ่ ตื่นมาอีกทีก็เห็นซั่งกวนติงนั่งจิบชาหน้าหงิกอยู่ข้างๆแล้ว
“เป็นอะไรหน้าหงิกเชียว”เอ่ยถามพลางยกแขนขึ้นรองศีรษะ
คนถูกถามตวัดสายตามองอย่างขุ่นเคือง “เพราะท่านข้าถึงงัดข้อแพ้อี้หย่งเพ่ยซาน”
เยี่ยเจิ้งสิงผู้ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดเลิกคิ้ว ไม่ว่าจะคิดยังไงเขาที่พึ่งตื่นก็ไม่น่าจะทำอะไรใครได้ ครั้นจะถามออกไปอีกฝ่ายก็มองมาตาเขียว เยี่ยเจิ้งสิงยิ่งมึนงงเข้าไปใหญ่หลังจากใคร่ครวญอยู่พักใหญ่มองสีหน้าและท่านั่ง พลันรู้ถึงสาเหตุขึ้นมารางๆก็ไม่สามารถกลั้นขำได้หลุดหัวเราะออกมา
“ท่านลุง!”
เห็นเด็กน้อยของตนหน้าง้ำงอยิ่งกว่าเดิมแม่ทัพใหญ่กระแอมทีหนึ่งลุกขึ้นนั่งก่อนยกมือลูบศีรษะอีกฝ่ายเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม“เป็นความผิดข้าเอง ประเดี๋ยวคืนนี้ข้านวดให้เจ้าเป็นการไถ่โทษ”
ซั่งกวนติงพลูลมหายใจความหงุดหงิดงุ้นง้านหายไปกว่าครึ่งเอนกายลงนอนข้างๆ เยี่ยเจิ้งสิงก็นอนลงอีกครั้ง มือใต้แขนเสื้อตัวใหญ่ขยับเข้าหากันกอบกุมกันไว้หลวมๆ
“แค่นวดเท่านั้น หากเกินกว่านี้อีกข้าจะกลับบ้านจริงๆแล้ว”
“ได้ แค่นวด”
ครบกำหนดสามวันท่านแม่ทัพผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่ามารับหลานชายหลานสาวด้วยตนเองถือโอกาสอยู่ทานข้าวเช้ากับบุตรชาย หลานชายหลานสะใภ้ด้วยเลย
“ได้ยินว่าเปิดโรงฝึกวรยุทธกันหรือ”ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าถามขึ้นหลังทานอาหารแล้วมานั่งย่อยกันที่ศาลากลางน้ำที่ตั้งอยู่ระหว่างเรือนตะวันออกกับเรือนตะวันตกอันเป็นที่พำนักของเจ้าของจวนและบุตรบุญธรรม
“ขอรับ เป็นเช่นนั้น”
“ราบรื้นดีหรือไม่ ติดขัดที่ใดบอกปู่เจ้าได้”
“ราบรื้นดีขอรับ ขอบคุณท่านปู่ท่านย่าที่ห่วงใย”
เพราะไม่คุ้นชินกับผู้อาวุโสทั้งสอง ผนวกกับกลิ่นอายทรงอำนาจที่แผ่ออกมาจากทั้งสองท่านต่อให้นั่งเฉยๆไม่ทำสิ่งใดก็ยังชวนให้คนกริ่นเกรงระคนเคารพเลื่อมใส อันจื่อเทากับเจิ้งเหยียนรู้สึกเกร็งเล็กน้อยไม่รู้จะสนทนาสิ่งใดหลังจากตอบคำถามสองผู้อาวุโสที่ผลัดกันถามก็ไม่รู้จะสนทนาสิ่งใดต่อ
เยี่ยไป๋หลิงรอจังหวะเมื่อผู้ใหญ่คุยกันเสร็จก็ฉอเลาะเสียงใส เล่าถึงสามวันหรรษาที่ได้เล่นกับพี่ชายพี่สะใภ้ ยังรบเร้าขอท่านย่ามาอีกหลายๆหน หากแต่เป็นท่านแม่ทัพผู้เฒ่าหัวเราะเสียงดังตอบแทนผู้ฮูหยินของตน
“หากผลการเรียนเป็นที่น่าพอใจท่านย่าของเจ้าย่อมให้มาอีก”
“จริงหรือเจ้าคะ!”อาหลิงตาวาวมองท่านย่าด้วยสายตาคาดหวังเมื่อนางพยักหน้าเด็กน้อยก็ร้องเย้ด้วยความยินดีแล้วหันไปหาพี่ชายคนรอง “อาหลิงจะตั้งเรียนให้เก่งเหมือนพี่รองเจ้าค่ะจะได้กลับมาเล่นกับพี่ใหญ่พี่สะใภ้บ่อยๆ”
“อย่าทำให้น้องเจ้าผิดหวังเสียล่ะ”ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าหยอกเย้าหลานชาย นอกจากวิชาต่อสู้หลานชายของตนผู้นี้ก็ไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นท่องตำรา คัดอักษร พิณ หมาก กาพย์กลอนล้วนใช้เวลามากกว่าคนทั่วไปถึงจะเข้าใจ ผิดกับยามต่อสู้สอนแค่ครั้งเดียวก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วทำออกมาได้ดีทีเดียว ช่างถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้วจริงๆ
“ทราบแล้วขอรับ หลานจะพยายาม”สองผู้อาวุโสเลิกคิ้ว ปกติพูดถึงเรื่องนี้ทีไรเจ้าเด็กคนนี้มักทำหน้าราวกับจะร่ำไห้ทุกครั้งไป ต่างกับหนนี้ที่กระตือรือร้นกว่าครั้งไหนๆ
แต่สงสัยก็ส่วนสงสัยผู้อาวุโสทั้งสองไม่คิดถามถึงสาเหตุ ไม่ว่าจะเพราะอะไรการที่หลานชายยินดีพยายามตั้งใจศึกษานับว่าเป็นเรื่องดี เห็นทีต้องให้กลับมาเยี่ยมเยือนบิดากับพี่ชายบ่อยๆเสียแล้ว
“สักพักปู่จะพากลับแล้ว หลานอยากหาผู่เอ๋อร์ไหม”ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าลูบผมหลานชายด้วยความเอ็นดู อันจื่อเทาเงยหน้าขึ้นมาเห็นสายฮูหยินผู้เฒ่าที่ส่งมาพอดีก็เข้าใจในทันที จึงอาสาพาเด็กทั้งสองไปบอกลาผู่เยว่ที่คงจะตื่นนอนแล้ว
ลับหลังคนทั้งสามท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังเกริ่นขึ้นมาหนึ่งประโยค “วันก่อนองค์หญิงใหญ่มาหาข้า”
“ไม่นึกเลยท่านชายท่านหญิงน้อยที่แทบพลิกแผ่นดินหามาหลายปีบทจะเจอก็เจอได้ง่ายๆ”
เจิ้งเหยียนนั่งตัวตรงขึ้นทันใดเมื่อทุกสายตามองมาที่ตน
“อาเหยียน มารดาเจ้าปรารถนารับเจ้าไปอยู่ด้วย เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
เจิ้งเหยียนเม้มปาก เขายังไม่คิดถึงขั้นนั้น เรื่องบิดามารดาบังเกิดเกล้าเขาไม่มีความเห็นอื่นใดเพราะไม่คาดหวังตั้งแต่แรก นอกจากช่วงแรกที่รบกวนจิตใจหลังจากหารือกับเสี่ยวจื่อ เจิ้งเหยียนก็ปล่อยวางเรื่องนี้ได้แล้วจึงตอบออกไปตามตรง
“หลานยังตอบไม่ได้”
เยี่ยเจิ้งสิงขมวดคิ้ว นึกถึงความอุสาหะตามหาบุตรทั้งสองตลอดหลายปีขององค์หญิงใหญ่พอเห็นท่าทีของเจิ้งเหยียนไม่ใส่ใจกับการมีอยู่ของมารดาก็นึกว่าเด็กคนนี้ยังโกรธเคืองอยู่จึงอดจะเอ็ดเสียงเข้มไม่ได้ “อาเหยียน มารดาพวกเจ้าไม่ได้ตั้งใจทิ้งพวกเจ้า เจ้าควรใส่ใจกว่านี้หน่อย”
“ท่านพ่อ ข้ามิได้ติดใจกับเรื่องนี้แล้ว แต่ข้ามีครอบครัวแล้วจะทำสิ่งใดย่อมต้องหารือกับเพ่ยซานก่อน"
ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้ว นางค่อนข้างยึดถือธรรมเนียมแต่เก่าก่อน เมื่อได้ยินเจิ้งเหยียนกล่าวเช่นนั้นจึงรู้สึกไม่พอใจที่ทำตัวเหลาะแหละไม่สมกับเป็นหัวหน้าครอบครัว“เจ้าเป็นใหญ่ในบ้านเหตุใดตัดสินใจเองไม่ได้”
“หลานไม่ได้เป็นใหญ่ในบ้าน พวกเราสามีภรรยาเท่าเทียมกัน”หญิงชรารู้สึกย้อนแย้งชอบกลทั้งพอใจทั้งไม่เห็นด้วย กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่นางจะสอดมือยุ่งเรื่องในบ้านของผู้อื่นแม้จะเป็นลูกหลานก็ตามทีจึงไม่กล่าวสิ่งใดอีกให้พ่อลูกจัดการกันเองไป
“เอาล่ะ อาเหยียนเจ้าก็ลองไปทบทวนดูสักหน่อย เรื่องนี้ไม่รีบร้อนค่อยๆคิดค่อยๆตัดสินใจ”ท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเข้าใจภรรยาเปลี่ยนมาเอ่ยตัดบทแทน “นี่ก็สายมากแล้ว เจ้าไปตามน้องๆมาทีสิ”
“ขอรับ”
เจิ้งเหยียนออกไปแล้วบรรยากาศในศาลากลางน้ำพลันเปลี่ยนไปอีกหน
“องค์หญิงใหญ่ต้องการจบเรื่องทุกอย่างเร็วขึ้น เราต้องลงมือแล้ว”
เยี่ยเจิ้งสิงสีหน้าคร่ำเคร่งไม่ต่างจากบิดามารดา “แต่หากใจร้อนเกินไปจะเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย”
“เพราะอย่างนั้นเราต้องลงมือให้เด็ดขาดและระมัดระวังที่สุด”
ยิ่งพูดคุยบรรยากาศยิ่งตรึงเครียดขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งเสียงเจื้อยแจ้วของเยี่ยไป๋หลิงดังแว่วมาทั้งสามจึงเปลี่ยนสีหน้านั่งดื่มชาอย่างสงบ บรรยากาศตรึงเครียดก่อนหน้าสลายหายไปราวกับไม่เคยมี
*************