ตอนที่ 4 ต้องมนต์
ดาว มิ้นต์และอาจารย์สันติกำลังนั่งจ้องถุงซิปล็อคที่ด้านในบรรจุสร้อยคอที่คุณป้าชาวจีนขายให้กับดาวอย่างพินิจพิเคราะห์ไม่มีใครพูดอะไร กระทั่งอาจารย์สันติเอ่ยถามออกมาในที่สุด
“ซื้อมาเท่าไหร่นะ?”
“สองพันห้าค่ะ” ดาวกล่าวอย่างขมขื่นแต่ใบหน้าของเธอเรียบเฉยสิ้นดี เธอไม่ได้กำลังกลบเกลื่อนความรู้สึกของตนเองแต่เธอไม่มีความรู้สึกแล้วตั้งหาก เพราะหลังจากหลายคืนที่นอนคิดเื่นี้เธอก็เริ่มปลงได้บ้างแล้ว
“คิดอย่างไงตอนซื้อ?”อาจารย์ยิงคำถามต่อ มันเป็คำถามเรียบๆ แต่กระทบจิตใจของดาวเข้าอย่างจังหญิงสาวหันมามองอาจารย์สันติด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าเธอกล่าวมันออกมาอย่างละล่ำละลักราวกับน้ำที่ไหลออกมาจากท่อแตก
“อาจารย์ช่วยบอกหนูหน่อยเถอะค่ะว่ามันเป็ของโบราณจริงๆ”เธอทำท่าดิ้นทุรนทุรายไปกับโต๊ะทำงานของอาจารย์อย่างเสียอกเสียใจจำนวนเงินสองพันห้าร้อยบาทสำหรับคนอื่นอาจจะไม่มาก แต่สำหรับคนขี้งกอย่างเธอแล้วมันเป็เงินที่ไม่น้อยทีเดียว
“งั้นต้องขอดูก่อน”ว่าแล้วอาจารย์สันติก็เอื้อมมือไปที่ถุงก่อนจะถูกดาวตีมือดัง ‘เพี้ยะ’
“ห้ามเปิดถุงค่ะอาจารย์” แทนที่อาจารย์จะโกรธเขากลับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“กลัวว่ามันจะลอกเหรอ?”คำพูดของอาจารย์ยิ่งทำให้ดาวดิ้นกระแด่วๆลงไปกับโต๊ะ
“อาจารย์อย่าบูลลี่หนูนะก็ตอนนั้นหนูไม่มีสติ” เธอเสียเงินไปสองพันห้าร้อยบาทเพื่อสร้อยคอที่อาจจะเป็ของปลอมหนึ่งเส้น ‘ของโบราณที่ไหนราคาแค่นี้กันเล่า?’เธอเองก็รู้อยู่แก่ใจ
“เอาล่ะ เดี๋ยวอาจารย์ลองดูคร่าวๆให้ก็แล้วกัน”
ว่าแล้วอาจารย์สันติก็เอาแว่นขยายมาส่องๆดู เขาทั้งพลิก ทั้งขยับถุง เพื่อให้สามารถมองเห็นสิ่งของที่อยู่ด้านในชัดเจนยิ่งขึ้นอาจารย์ทำตามคำขอของดาวที่ว่า ไม่ให้นำสร้อยออกมาจากถุงเพราะดาวเองก็ไม่กล้าเปิดมันเหมือนกัน อย่างที่อาจารย์ว่านั่นแหละเธอกลัวว่าสีมันจะลอก แล้วเธอจะทำใจรับมันไม่ได้ ‘ไม่ใช่ตอนนี้เธอขอเวลาอีกสักหน่อย’
“ดูจากภายนอกแล้วนะ”อาจารย์หยุดพูดไปครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิดเขากำลังแบกความหวังของเด็กสาวผู้เสียเงินสองพันห้าของเธอไป เขากล่าวต่อ
“จารย์ก็ดูไม่ออกอะ”
“อ่าว!!!” ทั้งดาวและมิ้นต์อุทานเสียงดัง
“พวกเธอก็รู้ว่าคนจีนมีความสามารถในการทำอะไรพวกนี้ดูแค่ตาไม่รู้หรอก เดี๋ยวจารย์ขอเอาไปตรวจกับสารเคมีก่อน”
อาจารย์สันติคว้าถุงก่อนจะทำท่าเดินไปหาสารเคมีส่งผลให้ดาวต้องรีบดึงแขนห้ามไว้ก่อน
“หยุดค่ะอาจารย์ ใจเย็นก่อนค่ะเอาเป็ว่า ถ้าดูจากตาแล้วมันน่าจะมาจากยุคไหน พอบอกได้ไหมคะ?”อาจารย์กลับมาจดจ่ออยู่กับสร้อยคออีกครั้ง ก่อนจะกล่าวไปพลาง ดูไปพลาง
“ลักษณะของสร้อยเส้นนี้มันเรียบและดูทั่วไปมากๆบอกไม่ได้เลยว่าการออกแบบมาจากยุคไหน ลักษณะของอัญมณีก็ประหลาดสีแดงสดแบบนี้มันหาได้ยากในยุคโบราณอยู่นะอาจารย์ไม่เคยเห็นอัญมณีแบบนี้มาก่อนเลย” ยิ่งฟังอาจารย์พูดดาวก็ยิ่งหมดหวังลงไปทุกที เธอนั่งคอตกจนอาจารย์สันติเอ็นดู
“เอาเถอะ พร้อมเมื่อไหร่ค่อยเอามาตรวจตอนนี้ก็เก็บมันไว้อย่างนี้ก่อน พยายามอย่าให้มันมีรอยขีดข่วนละกัน”
“ค่ะอาจารย์” ดาวรับปากมิ้นต์แตะไหล่เพื่อนก่อนจะกล่าวปลอบใจ
“เอาน่าดาว เก็บไว้ก่อนก็ได้ เอางี้นะเราไปกินหมูกระทะกันเถอะ อาจารย์เลี้ยง”
“ฮะ!!?”อาจารย์สันติอุทานเสียงหลง จู่ๆก็ต้องมาเลี้ยงหมูกระทะเฉย แต่ก่อนจะได้พูดอะไรเขาก็หันมาเจอแววตาพิฆาตของดาวเสียก่อน
หญิงสาวถอดแว่นออกก่อนจะทำตาแป๊วและกะพริบตาอ้อนวอนไปให้อาจารย์รัวๆกระทั่งอาจารย์เองนั่นแหละที่ทนไม่ไหว
“พอๆ ทำแบบนี้มันน่ากลัวรู้ไหม ไปก็ไปจารย์เลี้ยงเอง”
กล่าวจบสองสาวก็ะโโลดเต้นไปรอบๆในขณะที่อาจารย์ได้แต่ยิ้มน้อยๆให้กับความร่าเริงและสดใสของเด็กสาวที่เขาไม่ได้เห็นมันบ่อยๆจากเด็กสมัยนี้เทคโนโลยีทำให้พวกเขาโตเกินวัย ความน่ารักก็หายไปด้วยแต่สำหรับเด็กสาวทั้งสองที่เขาเอ็นดูราวกับลูกสาวของตนเองเขาดีใจที่ยังเห็นความเดียงสาในตัวพวกเธออยู่
.....................................................................................................
ใบไม้ปลิดปลิวร่วงลงสู่พื้นดินอย่างช้าๆบ่งบอกว่าไม่มีใครสามารถหยุดวันเวลาไม่ให้เดินไปข้างหน้าได้แม้แต่วินาทีเดียวลมหายใจก็เช่นกัน หากเมื่อใดหยุดหายใจ เมื่อนั้นกาลเวลาคงไร้ซึ่งความสำคัญอีกต่อไป
ร่างบอบบางขาวซีดทอดกายอยู่บนเตียงที่ถูกประดับตกแต่งด้วยผ้าม่านสีขาวกลิ่นธูปหอมลอยคลุ้งไปทั่วห้อง ดอกไม้ในแจกันเหี่ยวเฉา แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในห้องริบหรี่อย่างน่าใจหาย
“คุณหนู ลุกขึ้นดื่มน้ำก่อนนะเ้าคะ”เสียงสาวใช้กล่าวอย่างอ่อนหวานพลางพยุงร่างบางที่ตอนนี้แทบจะไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยันกาย
คุณหนูตระกูลหยางดื่มน้ำอุ่นจากจอกน้ำชาเพียงเล็กน้อยก่อนจะผลักมันออกไปเบาๆ ดวงตาหวานหรี่ปรือ เรียวปากขาวซีดเอ่ยถามสาวใช้
“ท่านพ่ออยู่ที่ใด?”ขนาดเสียงที่ถูกเปล่งออกมายังแหบแห้งเสียจนสาวใช้เองยังต้องตั้งใจฟัง นางตอบเ้านายออกไป
“ใต้เท้าออกไปรับราชโองการเมื่อครู่เ้าค่ะ”
“ราชโองการอะไรรึ?”คุณหนูผู้อ่อนแอถามสาวใช้ด้วยความสงสัย แม้ในหัวจะมึนงงแต่จิตสำนึกก็ยังคงทำงานอย่างอ่อนแรง
บิดาของนาง หยางเลี่ยงจินเป็ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โตนางนึกไม่ออกว่าทางราชสำนักมีเื่อันใดที่ต้องมอบหมายให้แก่บิดาของนางนางไม่เคยเห็นมีราชโองการแบบนี้มาถึงท่านเลยสาวใช้ยิ้มกว้างให้กับใบหน้าซีดเซียวก่อนจะตอบ
“ราชโองการที่เกี่ยวกับคุณหนูเ้าค่ะ”
คุณหนูหยางขมวดคิ้วยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่ว่านางจะได้รับราชโองการได้อย่างไรในเมื่อนางแทบไม่เคยออกไปไหนเลย คนในวังนางยิ่งไม่รู้จักเข้าไปใหญ่สาวใช้กระตือรือร้นตอบอย่างตื่นเต้น
“ข้าแอบฟังมาเ้าค่ะราชโองการนั้นมีใจความให้คุณหนูเข้ารับการคัดเลือกเป็ชายาขององค์รัชทายาทเ้าค่ะ”
มือเรียวสั่นเทาหัวใจสาวลิงโลดราวกับเต้นระบำ ผีเสื้อนับพันบินวนอยู่ตรงช่องท้องความเปรมปรีดิ์เอ่อล้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ คุณหนูหยางยิ้มกว้างใบหน้าที่ดูซีดเซียวมีสีสันขึ้นมาเล็กน้อย
ในที่สุดคำอธิษฐานของนางก็เป็ผลคำอธิษฐานที่จะได้พานพบชายที่นางหมายปอง ชายที่นางไม่อาจเอื้อมนางไม่เคยลืมพระเนตรคู่นั้นได้เลย
คุณหนูหยางเคยได้พานพบองค์รัชทายาทหนุ่มอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งก็เป็ครั้งเดียวที่ทำให้นางถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เนื่องด้วยความรักก่อเกิดและเต็มล้นอยู่ในอกของหญิงสาววัยออกเรือน
โคมไฟสีสวยประดับประดาตามท้องถนนจนสว่างไสวไปทั่วเมืองผู้คนเดินกันขวักไขว่เที่ยวชมมหรสพที่สร้างความบันเทิงอยู่ทั่วทุกหัวมุมถนนเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเหล่าหนุ่มสาวทำให้หัวใจอันเหี่ยวเฉาของคุณหนูหยางสดชื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกถึงแม้สุขภาพร่างกายของนางจะไม่อำนวยก็ตาม
งานเทศกาลโคมไฟปีนี้ครึกครื้นกว่าทุกปีอาจจะเป็เพราะผลผลิตทางการเกษตรที่งอกงามสมบูรณ์ดีก็เป็ได้
คุณหนูหยางมองไปบริเวณรอบๆก่อนจะพบว่าที่ตรงนี้เหมาะแก่การปล่อยโคมไฟยิ่งนัก ผู้คนไม่พลุกพล่านนางจะได้อธิษฐานขอความรักที่นางปรารถนาได้อย่างไม่เคอะเขิน นางกล่าวกับสาวใช้
“เอาล่ะข้าจะปล่อยโคมตรงนี้ ไปเถอะ ข้ารู้ว่าเ้าอยากไปหาครอบครัวของเ้าข้าจะรอเ้าอยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน”
“แต่...”
“ไปเถอะ ข้าโตแล้วนะอย่าลืมซิ”
สาวใช้มีใบหน้ากังวลนางลังเลนิดหน่อยที่จะทิ้งนายสาวที่สุขภาพอ่อนแอของนางไว้ลำพังแต่พอคิดถึงครอบครัวยากจนที่มาจากต่างหมู่บ้านเพื่อมาเยี่ยม นางก็อดห่วงไม่ได้ที่จะอยากอยู่กับครอบครัวในค่ำคืนที่สุดแสนพิเศษเช่นนี้นางไม่ได้เจอหน้าครอบครัวมาหลายปีแล้ว ั้แ่ที่ตระกูลหยางรับนางเข้ามาเป็สาวใช้นางจึงตัดสินใจกล่าว
“ข้าจะรีบไปรีบกลับนะเ้าคะคุณหนูรออยู่ตรงนี้ อย่าไปไหนนะเ้าคะ”
คุณหนูหยางพยักหน้าเล็กน้อยก่อนที่สาวใช้ก็ยื่นโคมไฟที่ถูกจุดไว้แล้วให้กับนายสาว และรีบวิ่งจากไปราวกับจะโผบิน
คุณหนูหยางมองท่าทางนั้นก่อนจะยิ้มตามหลังสาวใช้ไม่บ่อยนักที่นางจะได้เห็นรอยยิ้มสดใสและใบหน้าที่เปล่งปลั่งเช่นนั้นจากคนสนิทที่ดูแลนางมาตลอด
ปกติแล้วสาวใช้ของนางได้แต่เฝ้าดูแลคนป่วยอย่างนางจนไม่ได้ออกมาเห็นโลกภายนอกเท่าไหร่นักจึงไม่แปลกที่ตอนนี้ นางจะมีความสุขกว่าทุกวัน ซึ่งคุณหนูหยางก็ไม่ได้ขัดอะไร
ว่าแล้วคุณหนูหยางก็กระชับโคมลอยของนางไว้แน่นก่อนจะเริ่มตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่นางปรารถนาเบาๆ
“ข้า หยางลี่ซิงขออธิษฐานให้โคมนี้นำความปรารถนาของข้าไปถึงสรวง์ ขอให้เหล่าทวยเทพดลบันดาลให้ข้าได้พบรักแท้ที่ข้าตามหาด้วยเถิด”
นางมองดูไฟที่ลุกโชติ่ก่อนจะค่อยๆปล่อยโคมลอยในมือขึ้นสู่ท้องฟ้าปล่อยให้สายลมพัดพาเอาคำอธิษฐานของนางขึ้นสู่เบื้องบนที่นางเชื่อว่าเป็ที่พำนักของสิ่งศักดิ์สิทธิ์
นางเงยหน้าขึ้นมองโคมนั้นลอยจากไปจนกระทั่งมันเคลื่อนสูงขึ้นไปรวมกับโคมลอยมากมายที่ส่องแสงระยิบระยับแข่งกับดวงดาวที่ดารดาษเกลื่อนท้องฟ้าสีนิล
สายลมเย็นแตะต้องผิวกายอันบอบบางนางกระชับผ้าคลุมไหล่เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ปรารถนาเหลือเกินว่าคำอธิษฐานของนางจะล่องลอยไปสู่แดนสรวง แต่ตอนนั้นเอง ความวิงเวียนที่คุ้นเคยก็เข้ามาเล่นงานร่างอ่อนแออย่างไม่ทันได้ตั้งตัวนางเดินซวนเซ ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนกวัดแกว่ง แขนขาก็อ่อนแออย่างควบคุมไม่ได้ วินาทีนั้นนางลืมสิ้นว่าตนเองกำลังอยู่ที่ใด โลกหมุนคว้างจนเกินจะควบคุมได้อีกต่อไป ว่าแล้วนางก็เซถลาไปทางด้านหลังโดยไม่ทันได้ตั้งตัวนางยอมรับในเสี้ยววินาทีนั้นว่าร่างของนางจะต้องล้มหงายลงไปบนพื้นเป็แน่
แต่ตอนนั้นเอง อ้อมแขนแข็งแกร่งอบอุ่นของใครบางคนก็เข้ามาช้อนร่างของนางไว้ได้ก่อนที่หลังของนางจะได้ััพื้นแข็ง
“เ้าเป็อะไรหรือไม่?”เสียงทุ้มนุ่มลึกของบุรุษหนุ่มคนหนึ่งดึงสติที่เกือบจะปลิดปลิวของคุณหนูหยางกลับมาได้
สิ่งแรกที่นางรับรู้ได้ก็คือความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายสูงใหญ่นางพยายามตั้งสติให้ได้เพื่อที่จะมองใบหน้าเ้าของเสียงนั้น ซึ่งมันต้องใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง
ภาพเบื้องหน้าทำให้คุณหนูหยางแทบหยุดหายใจเพราะตอนนี้ใบหน้างดงามของชายหนุ่มผู้มีสันจมูกโด่ง ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อคิ้วเข้มคมสัน และดวงตาสีอ่อนกำลังจ้องมองมาที่นางอย่างห่วงใยเขาอยู่ใกล้เหลือเกิน ใกล้จนััได้ถึงลมหายใจจางๆร่างกายสูงใหญ่ของเขาแนบชิดกับนางอย่างที่ไม่เคยมีบุรุษใดเคยใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน
“ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ”หญิงสาวกล่าวตอบแ่เบาด้วยความเขินอาย พยายามอย่างยิ่งที่จะพยุงกายของตนเองออกจากอ้อมแขนของบุรุษที่นางไม่รู้จัก
แต่เมื่อนางลองพยายาม นางก็พบว่าขาของนางนั้นอ่อนแรงจนไม่สามารถพยุงร่างของตนเองได้ในตอนนี้อาการวิงเวียนก็ยังคงเข้าเล่นงานอย่างไม่ปรานี
“เ้ายังยืนไม่ได้เลยให้ข้าช่วยเ้าเถิด” น้ำเสียงของเขาราวมีมนตร์ขับไล่โรคภัย มันซึมซาบเข้าสู่หัวใจของหญิงสาวแล่นลงมาตรงท้องน้อย ก่อนที่ความรู้สึกประหลาดนั้นจะแผ่ซ่านไปร่างเล็กๆ
ตอนนี้คุณหนูหยางลืมสิ้นความเจ็บป่วยที่เป็อยู่นางได้แต่เพ่งมองเสี้ยวหน้าของบุรุษที่ช่วยนางไว้นางเชื่ออย่างสนิทใจว่าตนเองกำลังอยู่ภายใต้อำนาจของเวทมนตร์ที่สุดแสนงดงามและเต็มตื้นอย่างที่นางไม่เคยเป็มาก่อน
แต่เพียงครู่ต่อมา คุณหนูหยางก็นึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่นางกระทำอยู่นี้เป็สิ่งที่ไม่สำรวมอย่างยิ่งนางจะถูกมองไม่ดีได้
ดังนั้น หญิงสาวจึงรีบผละออกห่างอย่างไม่เต็มใจนักพลางก้มหน้าหลบดวงตางดงามด้วยอาการขวยเขินไอร้อนจากร่างสูงยังคงอ้อยอิ่งอยู่ที่ผิวกายของนางจางๆ
“ข้ายืนได้แล้วเ้าค่ะขอบคุณคุณชายที่ช่วยพยุงข้าไว้” กล่าวพลางก้มศีรษะน้อยๆเป็เชิงขอบคุณ
“คุณหนูออกมาคนเดียวไม่มีผู้ติดตามหรือ?” บุรุษหนุ่มกล่าวถามด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกและมีมารยาท
คุณหนูหยางจึงเงยหน้าขึ้นลอบมองใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างเร็วๆก่อนจะรีบหลบสายตาเพราะเกรงว่าจะเปิดเผยความรู้สึกภายในใจมากเกินไป
“ข้ามิได้มาเพียงลำพังเ้าค่ะข้ามากับสาวใช้ เพียงแต่ตอนนี้นางไม่อยู่”
“ดีแล้ว งั้นข้าขอตัวก่อน”บุรุษหนุ่มกล่าวก่อนจะถูกเสียงหวานหยุดไว้
“ท่านเป็ใครหรือเ้าคะ?อย่างน้อยให้ข้าได้ทราบนามของท่านเถิด”
ในความเป็จริงแล้ว นอกจากเื่การตอบแทนซึ่งเป็เื่ที่พึงกระทำแล้วนางก็อยากจะอยู่กับบุรุษรูปงามผู้นี้ให้นานกว่าขึ้นอีกหน่อย เขาคงไม่ทราบได้เลยว่าหัวใจของนาง อยู่ที่เขาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ตอนนั้นเอง เสียงของชายหนุ่มรูปร่างจ้ำม่ำที่คุณหนูหยางไม่ทันได้สังเกตมาก่อนว่าอยู่ตรงนั้นก็ดังขึ้น เขากล่าวอย่างเป็ทางการ
“บุรุษที่อยู่ตรงหน้าท่านนี้คือโอรส์องค์รัชทายาทผู้สืบทอดราชบัลลังก์คนต่อไปไงเล่า”
คุณหนูหยางทำตาโตก่อนจะรีบถวายบังคมด้วยกิริยานอบน้อมหัวใจเต้นตูมตามในอก นางไม่แน่ใจว่าได้กระทำกิริยาจาบจ้วงใดๆกับองค์รัชทายาทหรือไม่
“ถวายบังคมองค์รัชทายาท”เสียงหญิงสาวเบาหวิว ใบหน้าก้มต่ำ
“ไม่ต้องเป็พิธีการหรอกข้ามิได้ออกมาอย่างเป็ทางการ ข้าเพียงอยากออกมาชมเทศกาลเท่านั้น”องค์รัชทายาทกล่าวเสียงขรึม พระหัตถ์ทั้งสองข้างไขว้ไว้ด้านหลังพระองค์ทรงหันไปหาชายหนุ่มที่พูดเจื้อยแจ้วเมื่อครู่
“เสี่ยวเปาข้าบอกแล้วมิใช่รึว่าข้าไม่อยากให้ใครรู้ถึงฐานันดรของข้า”
องค์รัชทายาทมองดูชายหนุ่มหุ่นอวบยิ้มแห้งๆแต่ก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองใดๆ ในทางตรงกันข้ามพระองค์กลับส่ายพระเศียรเบาๆด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันมากล่าวกับคุณหนูหยาง
“คุณหนู ข้าขอตัว” องค์รัชทายาททรงเหยียดยืนเต็มความสูงจนทำให้คุณหนูหยางทราบว่านางสูงได้เพียงระดับพระกรรณของพระองค์เท่านั้นเอง
นางทำท่าถวายบังคมอีกครั้งก่อนจะได้แต่มองแผ่นหลังของร่างสูงเพรียวที่เดินจากไปในความมืด
และั้แ่นั้นเป็ต้นมาหยางลี่ซิงก็ไม่เคยลืมพระพักตร์งดงามขององค์รัชทายาทได้เลยนางยังสามารถจดจำน้ำเสียงทุ้มอันนุ่มนวลนั้นได้เป็อย่างดี แม้เวลาจะผ่านมาแรมปีแต่ความรู้สึกที่นางมีก็ไม่ได้จางหายไปเลย โอรส์เสด็จจากไปพร้อมกับนำหัวใจของนางไปด้วยหญิงสาวเฝ้าภาวนาของได้พบองค์รัชทายาทอีกครั้งก่อนที่นางจะหมดลมหายใจ