ทางเดินด้านหน้าท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างประสานหมัดคำนับทักทายกันเพื่อแยกย้าย
ฝ่ายหยางเจี้ยนเดินเคียงคู่มากับอัครเสนาบดีเฉียน ทั้งสองเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่มักจะถกเถียงกันยามประชุมร่วมขุนนาง ทว่าวันนี้กลับเห็นพ้องอย่างหาได้ยากยิ่ง
ช่วยมิได้จริงๆ ที่พวกเขามิได้มีใจชมชอบบุปผาหรือเห็นแก่ประโยชน์ของสาวงามเหมือนฮ่องเต้
“น่าเสียดายยิ่งนัก ที่เจ้าแต่งภรรยาเอกกับสตรีอื่น บุตรสาวของข้าบ่นเรื่องนี้ต่อหน้าทุกวัน นางช่างไม่เข้าใจว่าเราสองตระกูลใหญ่จะอย่างไรก็ไม่สมควรเกี่ยวดองกัน เอาเป็นว่าเจ้าอย่าได้เคืองฮ่องเต้เลยที่หาสตรีมิคู่ควรให้”
เฉียนหลุนกล่าวจบก็ลูบเคราตนหัวเราะเสียงดัง เขาไม่ชอบหยางเจี้ยนแต่บุตรสาวของเขากลับชื่นชมอีกฝ่าย กาลก่อนเขาจึงเอ่ยหยั่งเชิงหมายทาบทามแบบกดดันให้หมั้นหมาย แต่ถูกอีกฝ่ายปฏิเสธกลับมาอย่างไม่ไว้หน้า
ช่างน่าโมโหจริงๆ
หยางเจี้ยนเองก็ไม่ชอบเฉียนหลุน จึงน้อมรับคำพูดแฝงนัยเยาะเย้ยถากถางนั้นยิ้มๆ ไม่กล่าวตอบสิ่งใด
ความเย่อหยิ่งถือตัวเยี่ยงนี้เขามอบให้บิดาของสตรีที่หมายตาตัวเขานางนั้นนับว่าสมควรอย่างยิ่ง มิได้เกี่ยวข้องเรื่องขั้วอำนาจไม่เหมาะสมอันใดสักนิด แค่เขาไม่คิดอะไรกับบุตรสาวของอีกฝ่ายก็เท่านั้น
ถึงอย่างไร ใต้หล้านี้ยังมีบุรุษอีกมากมายหลายคน คุณหนูเฉียนผู้สูงส่งคงได้พบพานบุรุษที่คู่ควรสักวัน
หลังจากพูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายก็แยกย้าย วังหลวงกว้างใหญ่หรูหรา ทางเดินเต็มไปด้วยสิ่งวิจิตร ตกแต่งไว้อย่างประณีตงามตา มวลบุปผาบานสะพรั่ง ระหว่างทางหยางเจี้ยนจึงได้พบกับองค์หญิงเจ็ดที่กำลังเดินชื่นชมความรุ่งเรืองตระการตา
องค์หญิงผู้นี้เป็นสตรีใจกล้า อาศัยว่าถือกำเนิดจากพระสนมรูปงามปานล่มแคว้นซึ่งเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ จึงมีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ อยากได้สิ่งใดก็แสดงออกมาตรงๆ
“แม่ทัพหยาง...”
องค์หญิงเจ็ดเดินมาขวางหน้าหยางเจี้ยนเอาไว้เหมือนที่ชอบทำ “ในที่สุดก็ได้เจอกันเสียที”
เมื่อมิอาจหลบเลี่ยง หยางเจี้ยนจึงน้อมทักทาย “คารวะองค์หญิงเจ็ด”
สาวน้อยสูงศักดิ์เดินขึ้นหน้าเอื้อมมือจับชายแขนเสื้อของเขาอย่างสนิทชิดเชื้อ “ไม่ต้องมากพิธี”
หยางเจี้ยนดึงแขนเสื้อออกห่างอย่างถือตัว สีหน้าเย็นชายิ่ง “ชายหญิงแตกต่าง องค์หญิงโปรดระวังพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพหนุ่มยังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่ง ทิ้งระยะห่างอย่างสิ้นเชิง ทว่าองค์หญิงเจ็ดหาได้สะทกสะท้านไม่
กำแพงปราการแกร่งอันสูงลับนั้นเป็นสิ่งที่น่าค้นหา เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่หามนต์มารที่แสนจะดึงดูดบรรดาสตรีทั่วทั้งเมืองหลวง
พวกนางต่างคาดเดากันไปอย่างคึกคักต่างๆ นานา ว่าภายใต้หน้ากากเย็นชาที่ฉาบทับด้วยน้ำแข็งค้างนั้น หากได้ล่วงล้ำเข้าไปจนถึงเนื้อถึงตัว เขาจะร้อนแรงปานใด
องค์หญิงเจ็ดที่แม้จะเป็นถึงสตรีสูงศักดิ์ปานนั้นก็ยังคิดเฉกเช่นเดียวกันกับสตรีทั่วไป
“เหตุใดต้องระวัง ใครๆ ต่างก็รับรู้ว่าข้าชื่นชมท่าน หากมิใช่เพราะสมรสพระราชทาน ท่านย่อมได้ตบแต่งข้า”
ช่างเถรตรงยิ่งนัก หยางเจี้ยนถึงขั้นไร้ซึ่งวาจา
บรรดาสตรี ไม่สมควรสนทนาด้วยอย่างแท้จริง แค่มีโอกาสคุยกันไม่กี่คำหรือพลั้งสบตาเพียงปราดเดียว อาจทำให้บุรุษผู้หนึ่งหมดอิสรภาพโดยง่าย
เริ่มตั้งแต่คุณหนูเฉียนที่หยางเจี้ยนบังเอิญได้พบเจอแล้วกล่าวทักทายแค่คำเดียว จากนั้นอีกฝ่ายก็ขอร้องให้บิดาผู้ยิ่งใหญ่มาหยั่งเชิงหมั้นหมาย
ต่อมาก็องค์หญิงเจ็ดผู้นี้ที่บังเอิญติดตามรัชทายาทมาเจอเขาที่เหลาอาหาร จากนั้นก็ตามติดจนกระอักกระอ่วนบ่อยครั้ง
ระหว่างเงียบงัน หยางเจี้ยนยังได้ยินองค์หญิงเจ็ดกล่าววาจาไม่อายฟ้า “กาย่อมเป็นกามิอาจกลายเป็นหงส์เคียงคู่พยัคฆ์สูงศักดิ์ ข้าจะรอท่านหย่าขาดกับสตรีนางนั้น เชื่อเถอะ! สักวันหนึ่งเสด็จพ่อย่อมถอนพระราชโองการให้ท่านได้แต่งงานใหม่กับสตรีที่เหมาะสมคู่ควรเช่นข้า”
องค์หญิงเจ็ดมั่นใจอย่างมาก เพราะอำนาจบารมีของอีกฝ่ายต้องรักษาไว้ให้รัชทายาทสืบบัลลังก์อย่างไรเล่า นางแค่เฝ้ารออย่างสบายใจให้ภรรยาต่ำศักดิ์ของหยางเจี้ยน ถูกเด็ดปีกตกลงกระแทกพื้นดินจนกระอักเลือดตายไปเอง
“แล้วเจอกันวันที่ฟ้าสว่างสดใสไร้สตรีใดข้างกายนะ ท่านแม่ทัพของข้า”
องค์หญิงกล่าวจบก็ผลิยิ้มยั่วยวนก่อนเดินจากไปพร้อมขบวนนางกำนัล
หยางเจี้ยนถอนสายตาจากสตรีงดงามอย่างสงบ หมุนตัวเดินต่อเอื่อยเฉื่อย เริ่มขบคิด เมื่อได้เจอเฉียนหลุนและได้ฟังวาจาขององค์หญิง จากไม่เคยใส่ใจต่อสตรีนางใด กลับเริ่มใส่ใจต่อใครบางคนขึ้นมาบ้างแล้ว
หากการสมรสของเขาไม่ราบรื่นถึงขั้นร้ายแรงเป็นเหตุให้หย่าร้าง สงครามสาวงามชวนปวดหัวไร้ความสงบสุข คงยากหลีกเลี่ยงเป็นแน่แท้
ดังนั้น หลังจากที่มิได้กลับจวนหลายวัน ห่างเหินกับใครคนนั้นเนิ่นนาน แม่ทัพหนุ่มจึงสั่งเสียงขรึมกับจิ้นเหอ
“กลับจวน...”