[ เงื่อนไขการเลื่อนระดับของท่านเสร็จสมบูรณ์ ท่าน้าเลื่อระดับหุ่นไม้สี่ทิศหรือไม่ ? ]
ได้ยินเสียงแจ้งเตือนนี้ วรรณชัยก็กดใช่อย่างไม่ลังเล การ์ดสีขาวขอบเขียวลอยออกมาจากกระเป๋ามิติของวรรณชัย ก่อนที่พวกมันจะกลายเป็ลำแสงพุ่งเข้าไปในร่างของหุ่นไม้สี่ทิศ
จากนั้นเปลือกไม้จำนวนมากที่อยู่ในช่องเก็บของของเขาก็กลายเป็แสงพุ่งเข้าไปที่ร่างของหุ่นไม้สี่ทิศอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เล่นเอาเปลือกไม้กว่า3/4ของเขาหายไปในเสี้ยววินาทีเลยทรเดียว
สุดท้ายแสงสีทองก็พุ่งไปที่หุ่นไม้สี่ทิศ พร้อมกับเลเวลของวรรณชัยจาก40ก็ค่อยๆลดลง จนกระทั่งไปถึงเลเวล1 แสงถึงหยุดลอยออกจากร่างของเขา
ร่างของหุ่นไม้สี่ทิศเรืองแสงสีเหลืองทอง จากนั้นรูปร่างของมันก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ไม่นานนักเสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นในหัวของวรรณชัย
[ ดิ้ง ~ ท่านเลื่อนระดับของหุ่นไม้สี่ทิศสำเร็จ ! ระดับE>D ]
[ ยินดีด้วย ! ท่านปลอดล็อกช่องสวมใส่ที่2ของหุ่นไม้สี่ทิศได้สำเร็จ ! ]
สิ้นเสียงของระบบ รูปร่างของหุ่นไม้ก็ปรากฎต่อสายตาของวรรณชัย ตอนนี้หุ่นไม้เริ่มมีดวงตาขึ้นมาแล้ว แต่ชิ้นส่วนต่างๆก็ยังดูขัดตาและหบาบมากอยู่ดี ยังคงเหมือนถูกแกะสลักด้วยมือใหม่
เพียงแค่มีเค้าร่างของตา ปาก ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้าเท่านั้น ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นมันเป็แค่เส้นร่าง ยกเว้นดวงตาที่ถูกแกะสลักแล้วแต่ก็ยังดูไม่เป็ทรง
แต่เมื่อเห็นถึงพัฒนาการนี้แล้วทุกคนก็สามารถมองเห็นถึงความต่างชั้นกันของระดับนี้และก่อนหน้านี้ได้อย่างชัดเจน
เมื่อเลื่อนระดับของหุ่นไม้เสร็จแล้ว วรรณชัยก็นั่งท่าอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ พลังมานาไหลเข้ามาที่ร่างของวรรณชัยและเริ่มปกคลุมน่างของเขา วรรณชัยค่อยๆหลับตาลง และต้องใช้สมาธิเป็อย่างมาก
มานาที่หุ้มร่างของเขาค่อยๆหนาขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อเริ่มที่จะไหลออกมาจากใบหน้าของเขา ใบหน้าเริ่มที่จะตรึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็ปม
เวลาผ่านพ้นไป มานาที่ห่อหุ้มร่างของวรรณชัยก็เริ่มไร้ช่องโหว่ เริ่มก่อตัวเป็รูปร่างร่างกายของวรรณชัยอย่างช้าๆ แต่มันมีเพียงแค่ร่างหยาบๆและว่างเปล่าเท่านั้น ไม่ได้เน้นกระดูกเส้นขน เส้นเอ็น หรือเส้นประสาทอะไร
เมื่อมานาที่ห่อหุ้มร่างกายของวรรณชัยเป็รูปเป็ร่างเหมือนกับร่างของเขาแล้ว เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัวของวรรณชัย
[ ดิ้ง ~ท่านสร้างภาชนะิญญาสำเร็จ ! ]
[ ท่านทำตามเงื่อนไขการปลดล็อกสกิล[ผสานิญญา]ได้สำเร็จ ! โดยที่ภาชนะิญญาที่ท่านเลือกคือตัวท่านเอง ท่าน้าที่จะผสานิญญาของหุ่นไม้สี่ทิศเข้ากับร่างของท่านหรือไม่ ? ]
" ใช่ " วรรณชัยตอบกลับไปอย่างยากลำบาก เพราะเขายังต้องคอยควบคุมมานาที่ใช้ห่อหุ้มร่างของเขาอยู่
วูบ ~
ร่างจิตของหุ่นไม้สี่ทิศที่สวมใส่การ์ดบารบาร์เรี่ยนฟ้าลั่น ที่เป็ร่างโปร่งใสสีแดงก็ลอยเข้าไปทับกับร่างของวรรณชัย มันอยู่ในท่าเดียวกันกับเขา
ครึ่ด ~
ร่างจิตของหุ่นไม้สี่ทิศเลื่อนออกไปจากร่างของวรรณชัยเล็กน้อย บ่งบอกว่าการผสานร่างยังไม่สำเร็จ เหงื่อเย็นไหลออกมาจากใบหน้าของวรรณชัย ไหลจากหน้าผากย้อยลงไปถึงหน้าอก
เวลาผ่านไป การผสานของวรรณชัยกับหุ่นไม้สี่ทิศก็ยังไม่สำเร็จ ร่างิญญาของหุ่นไม้สี่ทิศเลื่อนไปมา ไม่เข้าไปผสานกับร่างของวรรณชัยเสียที
แต่ด้วยความที่เขาเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้จากในเกมมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้มันจะเป็เพียงโลกเสมือนก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็ประสบการณ์ ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป แสงจากร่างจิตของหุ่นไม้สี่ทิศก็เรืองรองออกมา
พร้อมกับมานาที่ห่อหุ้มร่างกายของวรรณชัยเอาไว้ก็เรืองแสงออกมาเช่นกัน วรรณชัยกัดฟันอดทน แสงของทั้งสองสว่างออกมาเกือบ1นาที จากนั้นทั้งสองก็ค่อยๆผสานเข้าด้วยกัน
ฟู่ม ~
ทั้งสองผสานเข้าด้วยกัน จากนั้นก็หลอมรวมเข้ากับร่างของวรรณชัยและผสานเข้ากับเขาอย่างสมบูรณ์
[ ยินดีด้วย ! ท่านปลดล็อคสกิล[ผสานิญญา]สำเร็จ ! ]
เมื่อเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น วรรณชัยก็ลืมตาขึ้นมา ตอนนี้เขาออกมาจากโลกแห่งจิตกลับมายังโลกความแห่งความเป็จริงแล้ว วรรณชัยมองดูร่างกายของตนเองก็พบว่าตอนนี้ร่างของเขาสวมเกราะสีแดงอมม่วงอยู่
แต่มันไม่ได้เป็เกราะเต็มตัวแบบที่หุ่นไม้ผ่าดาวเคยใส่ ของเขาในตอนนี้มันมีเพียงเกราะที่ป้องกันตรงอกซ้าย และเกราะไหล่ทั้งสองข้างเท่านั้น ถือว่าธรรมดาเป็อย่างมาก จากนั้นเขาจึงได้เปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู
ดหล่าทหารที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของวรรณชัยต่างก็มองมาทางเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่มีใครที่จะกล้าถามคำถามวรรณลัยออกไปเลยว่าชุดเกราะนี้โผล่มาได้อย่างไร ?
วรรณชัยเลือกลงแต้มิญญา 120แต้มที่ได้มาจสกระดับก่อนลงไปที่ต่าสถานะของเขา " ลงแต้มิญญาฟรีไปที่ ความแข็งแกร่ง 15 ป้องกัน 15 ความเร็ว 15 ความอึด 15 มานา 60"
*
ชื่อ : วรรณชัย พิทักษ์กุล
อาชีพ : ผู้ใช้หุ่นไม้สี่ทิศ
ระดับ : D ( เลื่อนระดับ )
เลเวล : 1
ขั้น : 0
ความแข็งแกร่ง : 41 (+51)
ป้องกัน : 33 (+13)
ความเร็ว : 52 (+20)
ความอึด : 39
มานา : 94
แต้มิญญา : 4
สกิลใช้งาน : สวมใส่ , เรียกขาน , ผสานิญญา , เรียกหุ่นไม้(ผนึก) [เงื่อนไขการปลดผนึก]
สกิลติดตัว : -
สกิลแฝงเร้น : พื้นฐานอย่างก้าวดอกบัว , พื้นฐานเพลงดาบสายน้ำไหลริน
สกิลยืมใช้
สกิลใช้งาน : ฟ้าคำราม , ประกายอัสนี
สกิลติดตัว : พลังช้างสาร , กายเนื้ออัสนีบาต ,
สกิลแฝงเร้น : ระบำดาบเทพอัสนี , คลุมอัสนี , …. ( สกิลแฝงเร้นได้รับเมื่อผสานิญญาเท่านั้น )
สถานะ : สุขภาพดี
*
มองดูค่าสถานะของตนเองแล้วดวงตาของวรรณชัยก็เป็ประกาย ด้วยค่าสถานะขนาดนี้เขาสามารถเป็ผู้บัญชาการได้เลยรึเปล่า ? และนี่ขนาดเขาเพิ่งจะเลเวล1เองนะ หากเลเวลเขามากกว่านี้หรือระดับเขามากกว่านี้…
คิดไปรอยยิ้มแปลกๆก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของวรรณชัย เขาแทบจะหุบยิ้มไม่ได้เลย เมื่อคิดไปถึงอนาคตว่าค่าสถานะของเขาจะเป็ยังไง
ฟ้าคำราม : เสียงคำรามแห่งความกระหายเืของบาร์บาร์เรี่ยนฟ้าลั่นดังดังเหมือนฟ้าร้องฟ้าลั่น ทำให้ศัตรูที่ได้ยินมึนงง และหยุดชะงัก
ผล : ทำให้ศัตรูที่ได้ยินมึนงง มานาปั่นป่วน เสียการควบคุมร่างกาย สกิลที่มีผลเสริมต่อศัตรูที่ได้ยินเสียงคำรามหายไป 1.25วินาที
มานาที่ใช้ : 40/ครั้ง
คูลดาวน์ : 10นาที
เมื่อผสานิญญามานาที่ใช้ : 20/ครั้ง
ผล : ทำให้ศัตรูที่ได้ยินมึนงง มานาปั่นป่วน เสียการควบคุมร่างกาย สกิลที่มีผลเสริมต่อศัตรูที่ได้ยินเสียงคำรามหายไป 2วินาที
คูลดาวน์ : 5นาที
ประกายอัสนี : ท่าร่างที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วดั่งอัสนีบาต
ผล : พุ่งไปข้างหน้าพร้อมกับพลังสายฟ้าได้7ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะ0.80ม. หรือต่ำกว่าตามใจผู้ใช้ ความเร็ว+60% (150%)
มานาที่ใช้ : 30/ชุด 1ชุด=4ครั้ง
คูลดาวน์ : 5นาที
เมื่อผสายิญญามานาที่ใช้ : 15/ชุด 1ชุด=7ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะ 160ม.
คูลดาวน์ : 2.25นาที
พลังช้างสาร : ความแข็งแกร่ง+125%(200%)
กายเนื้ออัสนีบาต : ร่างของบาร์บาเรี่ยนฟ้าลั่นที่ถูกหลอมรวมหลอทกลั่นโดยสายฟ้าจนกบ่ยเป็ร่างอัสนีบาตที่ไม่เกรงกลัวสายฟ้า
ผล : ผู้มีร่างอัสนีบาตจะทำให้ ความเร็วและความทนทานเพิ่มขึ้น +ความเร็ว 40%(100%) +ความทนทาน40%(100%)
ผลที่สกิลมอบให้กับเขานั้นลดลงไปมาก เนื่องจากระดับของบาบาร์เรี่ยนฟ้าลั่นลดลงจากS+กลายเป็D
และมานาที่เขาใช้ ต้องใช้เป็เท่าตัวจากปกติและผลก็ลดลงครึ่งหนึ่งจากปกติ เมื่อเขาจะต้องใช้สกิลของการ์ดิญญาที่สวมใส่หุ่นไม้สี่ทิศอยู่ นี่คือการแลกเปลี่ยนที่เขาต้องยอมรับ เพื่อที่เขาจะได้ใช้สกิลฟรีโดยที่ไม่ต้อฝเรียนรู้
แต่เมื่อเขาใช้สกิลผสานิญญา ผลของสกิลจะกลับมาเป็ปกติ เหมือนกับที่หุ่นไม้สี่ทิศสามารถใช้ได้ทุกอย่าง นั่นคือข้อดีของสกิลผสานิญญาที่เขาได้รับมาใหม่ แถมเขายังได้รับสกิลแฝงเร้นของบาบาร์เรี่ยนฟ้าลั่นมาอีกด้วย
นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในการผสานิญญา เพราะสกิลแฝงเร้นนั้นหายากมาก ! และมันก็ไม่ได้ถูกผนึกเอาไว้เหมือนสกิลอื่นๆที่จะถูกผนึกเมื่อระดับลดลง สกิลแฝงเร้นนี้เขาสามารถใช้มันได้ทุกสกิลขอแค่เขามีมานาก็สามารถใช้พวกมันได้
เมื่อมองดูข้อมูลของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ววรรณชัยก็หันกลับไปดู ค่าสถานะของหุ่นไม้สี่ทิศ
*
ชื่อ : หุ่นไม้สี่ทิศ
อาชีพ : บาบาร์เรี่ยนฟ้าลั่น
ระดับ : D
เลเวล : 1
ความแข็งแกร่ง : 53 (+66)
ป้องกัน : 41 (+16)
ความเร็ว : 51 (+20)
ความอึด : ไม่มี (39)
มานา : 45
แต้มิญญา : 4
สกิลใช้งาน : ฟ้าลั่น(ผนึก) , แยกปฐี(ผนึก) , ฟ้าคำราม , ประกายอัสนี(ผนึก) , กลืนอัสนีบาต(ผนึก) , หมัดราชันย์(ผนึก)
สกิลติดตัว : กายหลอมวัชระ(ผนึก) , พลังช้างสาร , คลั่งต่อสู้ , กายเนื้ออัสนีบาต
สกิลแฝง : ระบำดาบเทพอัสนี , คลุมอัสนี , ….
สุขภาพ : ดี
*
ค่าสถานะของหุ่นไม้สี่ทิศและการปลดผนึกสกิลของหุ่นไม้สี่ทิศก็คล้ายๆกับเขา จะต่างก็ตรงที่หุ่นไม้สี่ทิศไม่มีสกิลแฝงเร้นอย่าง ย่างก้าวดอกบัวและเพลงดาบสายน้ำไหลริน ค่าสถานะจึงน้อยกว่าเขาเล็กน้อย
แต่เมื่อเลเวลเพิ่มขึ้นหุ่นไม้สี่ทิศก็จะมีค่าสถานะมากกว่าเขาเอง นั่นเพราะหุ่นไม้สี่ทิศสามารถลงแต้มิญญาไปยังค่าสถานะต่างๆได้ต่างจากเขาที่ต้องเก็บเอาไว้
และสกิลของหุ่นไม้สี่ทิศต่างจากเขาสกิลหนึ่ง นั่นเพราะเขา้าให้หุ่นไม้สี่ทิศออกไปต่อสู้เก็บเลเวลแทนตนเอง เรียกว่าบอทเก็บเลเวลเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวเขานั้นจะหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกนี้ และค้นหาสิ่งของที่จะนำมาใช้ในการเลื่อนระดับและปลดผนึกสกิล
ดังนั้นเขาจึงเลือกสกิลคลั่งต่อสู้ให้กับหุ่นไม้สี่ทิศแทนที่จะเป็ประกายอัสนีเหมือนกับของเขา แน่นอนว่าผลที่ให้ก็ลดลงไปเช่นกันเพราะระดับที่ลดลง แต่มันก็ยังบวกมากอยู่ดี เมื่อต่อสู้ติดต่อกันจนถึงระดับสุดท้ายหนทอ1วัน มันก็ยังบวกพลังทั้งหมดถึง125% ดังนั้นเขาจึงเลือกสกิลนี้มา
และอีกหนึ่งเหตุผลที่เขาเลือกสกิลนี้ก็คือ หุ่นไม้สี่ทิศของเขาไม่มีค่าความอึด ! ดังนั้นพวกมันจึงเป็เหมือนบอทจริงๆ ที่สามารถต่อสู้นานแค่ไหนก็ได้เท่าที่ใจ้า ! สกิลนี้จึงเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับหุ่นไม้สี่ทิศ
เมื่อมองดูทั้งค่าสถานะและผลของสกิลเสร็จแล้ว วรรณชัยก็เปิดเงื่อนไขในการเลื่อนไปยังระดับถัดไปและเงื่อนไขการปลดผนึกสกิลขึ้นมา เพื่อดูว่ามันยังคงเหมือนกับตอนที่เป็เกมไหม
*เงื่อนไขในการเลื่อนระดับ D-C
รวมรวมการ์ดเปล่าระดับC 10/10
รวบรวมแกนกลางอสูรระดับC 20/20
สร้างโครงสร้างพื้นฐานของหุ่นไม้สี่ทิศจากไม้แกร่ง 0/1
รวบรวมไม้เนื้อเหล็ก 0/20
*เงื่อนไขในการปลดล็อคสกิล [เรียกหุ่นไม้]
ทำการจุติ 3/4
สร้างหุ่นไม้ต้นแบบที่มีระดับCขึ้นไป 0/1
มีสกิลแกะสลักระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป 0/1
" ฟู่ ~" วรรณชัยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ที่เห็นว่าเงื่อนไขทุกอย่างยังคงเดิม
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ววรรณชัยก็สลายการผสานิญญา ก่อนจะเอนตัวลงไปนอนพักผ่อน เขาไม่ได้นอนเลยั้แ่ที่เขามายังโลกนี้ เพราะมีหลายสิ่งที่ต้องทำ
ดังนั้นเมื่อทุกอย่างสงบลงและไร้สิ่งกวนใจแล้วเขาจึงสามารถหลับตาลงได้อย่างสบายใจ
ไม่รู้ว่าเขาหลับไปได้กี่ชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นมา ดวงอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว กองทหารต่างก็เริ่มก่อกองไฟ และจัดเวรยาม
" นายน้อยท่านตื่นแล้ว ~" ทันทีที่วรรณชัยลุกขึ้นจากการนอนหลับ เสียงของไตรวิทย์ก็ดังขึ้น
ข้างหน้าเขามีกองไฟกองหนึ่ง กลางกองไฟเป็เนื้อบางอย่างกำลังย่างอยู่ มันส่งกลิ่นหอมลอยเข้าจมูกของวรรณชัยเป็ระยะๆ
" นายน้อยท่านไม่ได้ทานอะไรมานานท่านคงจะหิวแย่แล้ว แต่ท่านเพิ่งจะตื่น เช่นนั้นท่านล้างหน้าล้าตาให้ตนเองสดชื่นก่อน จากนั้นข้าจะเตรียมอาหารเย็นให้ท่านเอง "
ไตรวิทย์กล่าวพลางยกกระบอกไม้ที่ข้างในบรรจุน้ำเอาไว้ส่งให้กับวรรณชัย จากนั้นเขาก็กลับไปย่างเนื้อที่อยู่บนกองไฟต่อ
วรรณชัยรับกระบอกไม้มาแล้วทำการล้างหน้าล้างตา เมื่อเสร็จสิ้นเขาก็เห็นว่าไตรวิทย์จัดอาหารให้เขาเสร็จแล้วเช่นกัน มันก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่หั่นเนื้อที่ย่างลงบนใบไม้เท่านั้น
กิจกรรมของเหล่าทหารดำเนินต่อไป วรรณชัยเองก็เดินดูอาการของเหล่าทหารเช่นกัน วรรณชัยไล่ให้ไตรวิทย์ไปพักผ่อน และให้ทหารนายอื่นมาคอยดูแลเขาแทน เพราะั้แ่เขามายังโลกใบนี้เขาก็ไม่เห็นไตรวิทย์ได้พักผ่อนเลย
หากฝืนมากไปอาจเป็อันตรายได้ดังนั้นเขาจึงต้องให้นายทหารทุกคนได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ การเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้นจะได้ไม่มีอะไรติดขัด
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น กลุ่มของวรรณชัยก็เก็บข้าวของและออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้มีอสูรเข้ามาหาพวกเขาบ้างประปราย แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก วรรณชัยจึงปล่อยให้ทหารจัดการ
พวกเขาเดินทางกันประมาณครึ่งวัน และพบกับอุปสรรคเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็สามารถมองเห็นเมืองของตนเองได้
จากที่ไตรวิทย์เล่าให้ฟัง นั่นคงจะเป็เมืองอาชาเหิน เมืองชายแดนของอาณาจักรขวานทอง อยู่ระหว่างเขตแดนของเหล่าอสูรและมนุษย์
รอบเมืองมีกำแพงสูงล้อมรอบ ประตูเมืองปิดไว้อย่างแ่า ไม่สามารถมองเห็นภายในได้ บนกำแพงมีทหารเฝ้าเวรยามอยู่และเดินดูลาดเลาตลอดเวลา เนื่องจากพวกเขายังอยู่ระหว่างการถูกล้อมโดยกองทัพอสูร เส้นทางหลักที่ใช้เดินทางไปมาของเมื่อื่นและเมืองนี้จึงถูกตัดขาด
เมืองอาชาเหินในตอนนี้จึงกลายเป็เมืองโดดเดี่ยวที่รอให้คลื่นอสูรบุกเข้ามาทำลายเมืองก็เท่านั้น
แม้ว่าเ้าเมืองจะขอความช่วยเหลืองจากเมืองหลวงแล้วก็ตาม แต่ผ่านมาแล้วกว่า3เดือน กลับไม่มีการช่วยเหลือส่งมาถึงพวกเขาเลย ไม่มีใครที่คิดจะส่งกองกำลังมาช่วยพวกเขาเลย นั่นเพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าเมืองนี้จะถูกบดขยี้ลงอีกในไม่ช้าก็เร็ว การส่งกองกำลังบอฝตนเองมาเพื่อช่วยเหลือเมืองนี้จึงเป็เหมือนการส่งกองกำลังตนเองมาตายเท่านั้น…