เย่จื้อเฟิงยิ้มอย่างสุภาพ“พี่ใหญ่ทังคิดมากไปแล้ว”
หลังจากนั้นเขาจึงรู้ว่า ไม่มีทาง ก็คือไม่มีทางจริงๆ เพราะทังหว่านหรงถูกกักบริเวณ
ที่หมู่บ้านอวี้หลัวมีพี่สุ่นจื่อผู้หนึ่งซึ่งเลี้ยงปลาอยู่ แม้บ่อปลาของเขาจะไม่ใหญ่โตนักและผลผลิตก็ค่อนข้างน้อย แต่เขาก็พอรู้จักกับเย่จื้อเฟิงการสืบข่าวจากคนที่รู้จักกันจึงไม่ใช่เรื่องยาก
ตามที่เขาเล่ามาสาวน้อยสกุลทังผู้นั้นเป็นคนเรียบร้อย ไม่ค่อยออกมาพบปะผู้คนเท่าใดนักส่วนทังตงเป่าและภรรยาต่างก็เป็นคนชอบเอาเรื่องทั้งสองคนมักจะร่วมกันพูดจาหาเรื่องเข้าขากันได้เป็นอย่างดี
ทังตงเป่าเป็นคนกตัญญูแต่ภรรยาของเขามักจะดูถูกมารดาและน้องสาวของเขาอยู่เสมอมักจะพูดจาว่าพวกนางไร้ประโยชน์และเป็นภาระ แม้ว่าจะเป็นคนปากร้ายไปบ้างแต่ทังตงเป่าก็ควบคุมภรรยาได้ จึงไม่ถึงขั้นเป็นเรื่องใหญ่โต
เย่จื้อเฟิงได้ทราบเรื่องราวโดยคร่าวก็ถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อยในยามนี้เขาไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของนางมากเกินไปไม่อย่างนั้นหากถูกตราหน้าว่าลักลอบคบหากัน แม้ตัวเขาจะปลอดภัยแต่แม่นางผู้นั้นต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน
เมื่อกลับถึงบ้านก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องบอกกล่าวเรื่องนี้ให้ท่านแม่และน้องสาวทราบนางซูไม่ได้กล่าวอะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องที่เขาใช้เงินหนึ่งตำลึงซื้อเจ้าหมาแต่เรื่องของทังหว่านหรง...
“ลูกชาย เจ้าบอกแม่มาตามตรงเถิด เจ้ามีใจให้สาวน้อยนางนั้นหรือไม่?”นางซูดึงแขนเขาแล้วถามเสียงเบา
เย่ชิงชิงที่อยู่ข้างๆเบิกตากว้าง มองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น หนุ่มน้อยถึงกับใบหน้าแดงก่ำในทันที
นางซูยิ้มแล้วเหลือบมองเขา“มิใช่แม่นางน้อยเสียหน่อย จะอายอะไรกันเล่า หากมิได้มีใจให้นางต่อจากนี้ก็อย่าไปพบกันอีกเลย ชีวิตนางจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน”
เย่จื้อเฟิงเม้มปากไม่พูดอะไรดูเหมือนกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
อายุยังไม่ถึงสิบสี่ปีก็จะมีการคลุมถุงชนแล้วสินะ... ว่าไปแล้วสมัยโบราณหลายคนก็แต่งงานกันตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ บางคนก็สิบสองเสียด้วยซ้ำช่างน่ากลัวจริงๆ
ในแถบนี้โดยปกติแล้วสตรีจะแต่งงานเมื่ออายุสิบห้าปีขึ้นไปส่วนบุรุษก็แต่งงานเมื่ออายุสิบหกปีเป็นต้นไปแต่การหมั้นหมายนั้นมักจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้นบางรายก็หมั้นตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ปีด้วยซ้ำ
พวกเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มสาวตัวน้อยเย่ชิงชิงส่ายหน้า แล้วหันหลังเดินออกจากบ้านไป
……….
ใกล้ถึงวันสิ้นปีแล้วถึงเวลาที่ต้องซื้อของใช้ในเทศกาล ทุกครัวเรือนต่างก็วุ่นวายกันถ้วนหน้าแต่บนใบหน้าของทุกคนประดับไปด้วยรอยยิ้ม
ปีนี้นางซูทำไส้กรอกตากแห้งและเนื้อตากแห้งไว้ไม่มากนักเห็นทีคงจะหมดก่อนถึงวันปีใหม่เสียแล้ว นางขี้เกียจทำเพิ่มจึงให้เย่จื้อเฟิงออกไปหาซื้อมาจากตลาด
เย่จื้อเฟิงรับคำสั่งไปไม่เพียงแต่ไส้กรอกและเนื้อตากแห้งเท่านั้น ยังมีพืชผลและน้ำมันพืชอีกด้วยซื้อครั้งเดียวประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน แล้วนำกลับมาเต็มคันรถโชคดีที่ตอนนี้ห้องเก็บของกว้างขวาง จึงสามารถเก็บข้าวของเครื่องใช้และอาหารต่างๆได้หลากหลาย
หลังจากที่การทำเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินเสร็จสิ้นลงไปนางซูก็หาเวลาว่างพาชิงชิงเข้าเมืองด้วยกัน บุตรสาวของนางมีความคิดที่แปลกใหม่เสื้อผ้าใหม่ไม่ต้องการแบบที่คนทั่วไปใส่ แต่นางสั่งตัดตามขนาดตัวที่ร้านตัดเสื้อ
การตัดเสื้อตามขนาดตัวนั้นราคาไม่ได้แพงกว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปแต่อย่างใดนางซูจึงปล่อยให้นางเลือกตามใจอีกทั้งเสื้อผ้าที่อยู่ในแบบร่างนั้นก็ดูงดงามกว่าของผู้อื่นจริงๆด้วยเหตุนี้ร้านตัดเสื้อจึงอยากจะซื้อแบบเสื้อเหล่านี้เพื่อนำไปผลิตเป็นจำนวนมาก
นอกจากเสื้อผ้าใหม่แล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในวันปีใหม่ก็คือเครื่องประดับชุดใหม่แม่นางน้อยเติบโตขึ้นอีกปีแล้ววัยสาวสะพรั่งเช่นนี้ย่อมไม่อาจแต่งตัวเรียบง่ายเช่นเดียวกับนางนางซูอยากจะเป็นคนเลือกเครื่องประดับให้ แต่กลับถูกเย่ชิงชิงปฏิเสธ
“ท่านแม่ อย่าเปลืองเงินกับของสิ่งนี้เลยเจ้าค่ะ” นางไม่ชอบเครื่องประดับจำพวกปิ่นประดับมุกอยู่แล้วมันเชยนัก ซื้อมาก็วางทิ้งไว้เปล่าๆ
“ไม่ชอบอันนี้หรือ? เช่นนั้นก็ลองดูอันอื่น” นางซูรู้สึกว่าบุตรสาวเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง จึงวางของในมือกลับไป
เย่ชิงชิงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า“ดอกไม้ประดับผมของข้าก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะเอาไว้ค่อยซื้อคราวหน้าดีกว่า”
“ไม่ได้หรอก ปีใหม่ทั้งที จะมาปักดอกไม้เก่าๆ ได้อย่างไร” นางซูส่ายหน้า “อีกอย่างหากฉางสี่ชวนเจ้าไปเป็นแขกอีก ก็ควรจะทำให้คนมองมารู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างมิใช่หรือสวมเครื่องประดับแบบเดิมๆ คนอื่นก็คงจะคิดว่ามารดาของเจ้าขี้เหนียว”
เย่ชิงชิงมุมปากกระตุกตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ท่านแม่ก็เริ่มสนใจเรื่องหน้าตาเช่นนี้ นางถอนหายใจ“ข้ารู้ว่าท่านแม่รักข้า เพียงแต่ข้ากับฉางสี่ก็ไม่ได้พบกันบ่อยนักพวกนางจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าสวมเครื่องประดับชุดเดิมตลอดเวลา”
“จริงสิ... ฉางสี่ก็ไม่มาบ้านเราพักใหญ่แล้วนะ” นางซูคาดเดาแล้วยิ้ม“คงจะพบว่าบ้านนอกไม่มีอะไรน่าสนใจแล้วสินะ!”
เย่ชิงชิงยืนอยู่ข้างๆนางไม่ได้เอ่ยปากจะบอกได้อย่างไรว่ามารดาของอีกฝ่ายไม่ค่อยยินดีให้พวกนางไปมาหาสู่กันเท่าใดนัก
นางซูไม่ได้คิดมากยังคงเลือกเครื่องประดับใหม่ล่าสุดให้นางอย่างกระตือรือร้นเพียงแต่ด้วยการขัดขวางอย่างเต็มที่ของเย่ชิงชิงในที่สุดก็ไม่ได้ซื้ออะไรแม้แต่ชิ้นเดียว
ด้วยเหตุนี้นางซูจึงบ่นนางอยู่นาน ว่าตอนนี้ฐานะทางบ้านไม่ได้ดีนักยังเลือกซื้อเครื่องประดับล้ำค่าได้ ก็อย่าเลือกให้มาก...
นางไม่รู้เลยว่าหลังจากที่พวกนางออกไป ประตูข้างของร้านจูอวี้ไจ (เรือนไข่มุกหยก) ก็เปิดออกเงียบๆและภายในห้องรับรองพิเศษผู้ที่กำลังนั่งอยู่ด้านในก็คือฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองสกุลเผย