วันนี้เมื่อมาเจอกันเข้ากับกลุ่มของหม่าซานกังหลงก็ได้แต่โทษว่าตัวเองโชคร้ายเท่านั้น ในกลุ่มชายหนุ่มที่ยืนขวางทางนั้น ด้านซ้ายของหม่าซานยืนด้วยบุรุษชุดขาวยืนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันสองคนหน้าอกเสื้อปักสัญลักษณ์นกนางแอ่นเพลิง คงเป็นายน้อยลำดับที่สามและสี่ซึ่งเป็สหายของหม่าซาน ด้านขวาหม่าซานยืนไว้ด้วย ชายวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบปีแต่งชุดแบบเดียวกับหม่าซาน แต่ความสวยงามเลิศหรูต่างกันมากมายเพียงมองชุดที่สวมใส่ล้วนคาดคะเนได้ว่าต้องเป็ผุู้ติดตามหรือคนรับใช้นายน้อยในตระกูลหม่าเสียเก้าส่วน ทั้งห้าคนต่างจ้องมองมาที่ผนึกอสูรสีแดงที่อยู่ในมือของกังหลงด้วยความโลภ
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า การเข้าป่ามาคราวนี้ไม่นึกว่าจะมาเจอสวะจากตระกูลกังที่นี่ เ้าขยะเ้าไปได้สิ่งนั้นมาจากไหน ออ ๆ คงเป็บิดาของเ้าหามาให้เ้าไว้ใช้ป้องกันตัวในการเข้าไปหาสมุนไพรในเทือกเขาเนตรอสูรใช่หรือไม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า จงทิ้งสิ่งของที่อยู่ในมือของเ้าไว้แล้วรีบไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ"
หม่าซานกล่าวด้วยอำนาจบาทใหญ่และเหยียดหยาม กังหลงใบหน้ามืดครึ้มในทันทีที่ได้ยินจึงกล่าวสวนกลับไปในทันที
"สิ่งของเป็ของข้า ข้าพบเจอโดยบังเอิญ เ้าคิดจะแย่งชิงรึ หม่าซาน"
กังหลงกล่าวขึ้น
"ไม่ต้องไปสนใจสวะเช่นนี้เลย พี่หม่าซาน เดี๋ยวข้าจะซัดมันให้หมอบ แล้วริบของมาก็สิ้นเื่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
บุรุษชุดขาวที่อยู่ด้านซ้ายหม่าซานพูดขึ้น กังหลงเห็นท่าทีหยิ่งผยองของบุรุษชุดขาวผู้เป็คนพูด และมองด้วยสายตาเ็าไปยังรูปที่สัญลักณ์นกนางแอ่นเพลิงที่หน้าอกของอีกฝ่าย ถามขึ้นว่า
"เ้าเป็คนจากตระกูลเยี่ยนรึ หากเก่งกล้าก็จงเข้ามา"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า สวะจากตระกูลกัง เมื่อห้าปีที่แล้วบังเอิญฝึกยุทธเข้าสู่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นปลาย เล่าลือกันว่าผ่านมาห้าปีพลังยุทธก็ยังอยู่ที่ระดับต่ำเตี้ยเช่นเดิมไม่รุดหน้าไปเพิ่มเลย ไม่นึกว่าจะมีความหาญกล้าท้าทายข้าเยี่ยนซื่อได้ ช่างน่าขำยิ่ง ข้าแม้อายุเท่าเ้าแต่ปีนี้พลังยุทธข้าอยู่ที่ปราณขุนพลระดับสองขั้นกลางช่างไม่เจียมตัวยิ่ง"
เยี่ยนซื่อซึ่งเป็บุตรชายคนที่สี่ของผู้นำตระกูลเยี่ยนคนปัจจุบัน เยี่ยนหลงเฟิง หัวเราะดังสนั่นพร้อมกล่าวด้วยวาจาเหยียดหยาม
หม่าซานก็หัวเราะชอบใจ พลางกล่าวสัมทับกับเยี่ยนซื่อว่า
"แย่งสิ่งของที่อยู่ในมือมันมา สิ่งนั้นน่าจะเป็ผลึกสัตว์อสูรระดับสองที่หายากยิ่ง สั่งสอนมันให้สะบักสะบอม แต่อย่าให้เืตกยางออก เดี๋ยวจะกลายเป็เื่ใหญ่โตลุกลามระหว่างตระกูล"
ได้ยินเช่นนั้น เยี่ยนซื่อรับคำและกล่าวขึ้น
"พี่หม่าซานไม่ต้องกังวล ข้าจะจัดการสวะเช่นนี้ให้ลงไปหมอบภายในสามกระบวนท่า"
เยี่ยนซื่อเคลื่อนกายพุ่งเข้าหากังหลงด้วยความรวดเร็ว เพียงชั่วกระพริบตาร่างกลับมาอยู่ด้านหลังกังหลงหนึ่ง่ตัวพร้อมเกร็งลมปราณที่มีลักษณะสีแดงเพลิงไว้ที่ฝ่ามือ กดกระแทกไปที่กลางหลังกังหลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้หาได้สร้างความแตกตื่นให้แก่กังหลงไม่ แต่สิ่งที่ทำให้กังหลงต้องตระหนกถึงขั้นหน้าเปลี่ยนสี !! คือ.. ั้แ่เยี่ยนซื่อเคลื่อนกายพุ่งเข้าหา กังหลงสามารถจับััรับรู้ปฏิกริยา เห็นกระบวนท่าเ่าั้ได้อย่างชัดเจนกระจ่างดุจมองนิ้วในฝ่ามือ
ขณะจะใช้พลังปราณเพื่อต่อสู้ พลันหวนคิดถึงคำสั่งห้ามใช้พลังภายในสามชั่วยามของอาจารย์ตน กังหลงจึงทำได้แต่เพียงยืนนิ่งปล่อยให้พลังฝ่ามือนั้นกระแทกกับแผ่นหลัง
"ผ้๊วะ..!!"
"วืดด.."
"โครม...!!"
เสียงฝ่ามือกระทบร่างดั่งสนั่นพร้อมกับร่างกังหลงลอยกระเด็นไปด้านหน้าราวว่าวที่ขาดป่านไกลถึงสิบฟุต...แต่วูบหนึ่งที่ความคิดได้เกิดขึ้นลมปราณภายในตัวกังหลงกลับก่อตัวขึ้นเองอย่างมหัศจรรย์พลังรวมตัวในจุดตันเถียนและแผ่กระจายไปตามจุดชีพจรทั่วร่างอย่างว่องไวลดแรงทำลายล้างจากพลังฝ่ามือของเยื่ยนซื่อลงอย่างรวดเร็ว เยี่ยนซื่อเมื่อเห็นร่างของกังหลงถูกกระแทกกระเด็นไปไกลในฝ่ามือเดียวจึงหัวเราะร่า
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า สวะก็ยังเป็สวะวันยังค่ำเพียงกระบวนท่าเดียวก็มิอาจปิดป้อง"
กล่าวพร้อมทะยานเข้าไปเตะต่อยตามร่างกายกังหลงที่นอนอยู่บนพื้นเยี่ยนซานเมื่อเห็นผู้พี่ ลงมือทำร้ายกังหลงลงในฝ่ามือเดียว ก็ไม่น้อยหน้ารีบทะยานร่างเข้าไปรุมประดังทั้งมือเท้าเข้าใส่ร่างกังหลงที่นอนคลุกฝุ่นอยู่บ้างเพื่อ้าแสดงความสามารถให้หม่าซานได้เห็น
สองพี่น้องตระกูลเยี่ยนมักติดตามประจบเอาใจหม่าซานซึ่งเป็ตระกูลที่มีความมั่งคั่งร่ำรวยเป็อันสองของเมืองเนตรอสูรเพื่อหวังได้พึ่งพิงทั้งทรัพย์สินและทรัพยากรในการเสริมสร้างเส้นทางการฝึกยุทธของพวกตนในภายหน้า
กล่าวคือยิ่งตระกูลใดร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองยิ่งสามารถเสาะหาทั้งคนที่มากความสามารถและทรัพยากรอันมีค่าเข้ามาสู่ตระกูลเพื่อเพิ่มยกระดับให้ตระกูลมีความยิ่งใหญ่ดำรงอยู่อย่างสุขสาบยในเมืองนี้ได้ ดุจเช่นคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า"ยามมีเงินทองยังสามารถจ้างผีมาโม่แป้งได้"เงินทองสามารถทำได้เกือบทุกสิ่งบนพื้นฐานของคนที่ยังมี รัก โลภ โกรธ หลง
ในเมืองเนตรอสูรมีตระกูลใหญ่ ๆ เพียงสี่ตระกูลที่มีความร่ำรวยที่สุด คือตระกูลหยางแต่ตระกูลหยางเป็ตระกูลที่ฝักใฝ่สันโดษไม่ค่อยคบหาไปมากับตระกูลใดร่ำรวยมั่งคั่งรองลงมาคือ ตระกูลหม่าเป็ตระกูลที่มีความทะเยอทะยานหวังจะกลายเป็ตระกูลที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองเนตรอสูรจึงได้จับมือกับ ตระกูลเยี่ยน ซึ่งมีความร่ำรวยมั่งคั่งเป็อันดับสามในเมืองเนตรอสูรแห่งนี้
เหตุการวุ่นวายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองเนตรอสูรที่ผ่านมาล้วนเกิดจากการกระทำของสองตระกูลนี้เป็ส่วนใหญ่ แต่ไม่มีใครกล้าปริปาก เนื่องจากเมื่อสองตระกูลร่วมมือกัน พลังและอิทธิพลต่าง ๆก็เทียบเท่าตระกูลหยางหรือบางครั้งกลับเหนือล้ำกว่าเล็กน้อยขนาดตระกูลหยางที่มีพลังและความสามารถอันดับหนึ่งในเมืองเนตรอสูรยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ กลุ่มอิทธิพลขนาดเล็กอื่น ๆ จะมีใครกล้าปริปากแม้จะโดนข่มเหงรังแกก็ต้องจำทน
ไม่ต้องกล่าวถึง ตระกูลกังที่ขณะนี้ตกต่ำถึงที่สุดในบรรดาสี่ตระกูล ตระกูลกังเริ่มขาดแคลนทั้งพลังอำนาจและเงินทองกลายเป็ตระกูลใหญ่ที่ตกต่ำที่สุดในตระกูลทั้งสี่ของเมืองเนตรอสูรมาหลายปีแล้ว แต่ตระกูลกังที่นำโดยกังหยางก็ยึดมั่นในหลักการและคุณธรรมอันยิ่งตลอดมา ไม่อยากไปข้องเกี่ยวให้เื่ราวยิ่งบานปลายออกไป
เมื่อคราครั้งสมัยตระกูลกังยังเฟื่องฟูด้วยอำนาจและทรัพย์สินเงินทอง ตระกูลกังได้ให้การช่วยเหลือผู้คนและตระกูลต่างๆ ในเมืองเนตรอสูรมากมาย จนกลายเป็หนี้น้ำใจที่หลายคนและตระกูลต่าง ๆต้องคำนึงถึงและไม่อาจกระทำการใดต่อหน้าต่อสาธารณชนเพื่อทำลายตระกูลกังได้แม้ขณะนี้ตระกูลกังตกต่ำสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็ตาม
หลังจากโดนสองพี่น้องตระกูลเยี่ยนรุมกระหน่ำจนลงไปนอนนิ่งกับพื้นสภาพร่างกายภายนอกฟกช้ำบวมปูดห้อเืหลายแห่ง ทั้งยังโดนแย่งชิงผนึกอสูรสีแดงในมือไปกังหลงทำได้แต่เคียดแค้นมิอาจตอบโต้ใด ๆ ได้เพราะอาจารย์ของตนได้ห้ามไว้ เมื่อทางฝ่ายหม่าซานไม่เห็นกังหลงตอบโต้กลับเหมือนที่ผ่านมาแม้จะรู้ว่าสู้ไม่ได้ ทั้งหมดก็หมดสนุกหลังจากได้สิ่งที่้าผู้คนทั้งห้าก็ได้เคลื่อนกายพร้อมเสียงหัวเราะค่อย ๆ หันกายมุ่งเข้าไปในเทือกเขาเนตรอสูร
แต่ขณะจะเข้าถึงเขตเทือกเขาชั้นที่สองหม่าซานหยุดเท้ากระดกผนึกอสูรที่แย่งชิงมาได้ไปมา หันไปมองกังหลงที่เนื้อตัวมอมแมมนอนอยู่ที่พื้นพร้อมหัวเราะอย่างลำพองกล่าวขึ้นอย่างถือดีว่า
"เ้าสวะตระกูลกัง ข้าขอยึดสิ่งของนี้ไว้ของดีของวิเศษย่อมอยู่กับคนที่คู่ควร ของดีของวิเศษหากตกอยู่ในมือสวะเช่นเ้า ก็จะหาประโยชน์อันใดมิได้ แม้จะเก็ยรักษาก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้ แต่หากเ้าไม่ยินยอมพร้อมใจสามารถไปทวงคืนได้ที่ตระกูลหม่าของข้าได้ตลอดเวลา แต่จะกระทำเช่นนั้นได้ เ้าต้องมีความสามารถมากว่านี้ก่อน ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า.."
กังหลงแหงนหน้ามองด้วยสายตาคั่งแค้นที่ถูกกระทำโดยฝ่ายเดียวสิ่งของในมือก็ไม่อาจรักษาไว้ได้สายตาอันขุ่นแค้นมองจนคนกลุ่มนั้นหายเข้าไปในเขตเทือกเขาชั้นที่สอง หลังจากนั้นได้ลุกขึ้นยืนและเริ่มสำรวจร่างกายตนเองภายนอกนั้นมีรอยแดงช้ำบวมปูดห้อเืหลายแห่งแม้มีอาการเจ็บปสดทางผิวกายบ้างแต่ก็มิถึงกับสาหัสนัก หลับตาโคจรลมปราณสำรวจว่ามิได้รับความบอบช้ำสาหัสปานใด ยิ่งตรวจหายิ่งตระหนก..!! ในร่างกายภายไม่มีอาการบอบช้ำภายในใด ๆเกิดขึ้นแม้แต่น้อย แต่กลับกันรู้สึกว่ากล้ามเนื้อและลมปรารณได้กล้าแข็งขึ้นกว่าเดิม
" เกิดอะไรขึ้นกับตัวข้า ? "