บทที่2 แดนเทพอัคคี
หายนะที่เขตห้าขุนเขาเป็ที่โด่งดังไปทั่วปฐีการสังหารหมู่ในครั้งนี้ได้กระตุ้นความสนใจของผู้คนทุกผู้ พวกมันต่างคาดเดาไปต่างๆนานา บ้างเป็การฆ่าล้างแค้น บ้างเป็การปล้นชิงทรัพย์ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่พอจะคาดเดาและเชื่อมโยงไปถึงปรากฏการณ์รอยแยกทางธรรมชาติที่อยู่เหนือเขตห้าขุนเขานี้
เช่นนั้นที่หมู่บ้านตระกูลอวิ๋นสายรองจึงมีบุคคลสามผู้ยืนเผชิญหน้ากันอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังพวกมันทั้งสามแม้ต่างจุดประสงค์ที่มา แต่ก็มีโชคชะตาให้มาพร้อมหน้ากันที่นี่มาด้วยเื่รอยแยกสีฟ้าครามนี้
“ไม่คิดว่ามือปราบลำดับหนึ่งจะมาด้วยตนเอง”บุรุษในชุดนักพรตสีเทา อายุประมาณยี่สิบเก้าเศษ กล่าวถามขึ้นก่อนที่มันจะคลี่พัดที่ทำจากไม้ไผ่ในมือออกมาพัดโบกแ่เบา
ไม่รอให้บุรุษหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่ามือปราบลำดับหนึ่งกล่าวตอบบุรุษวัยยี่สิบแปดปี ในชุดหนังเสือครึ่งท่อนพลันกล่าวสอดแทรกขึ้นก่อน
“มันเป็มือปราบแห่งราชสำนักที่ปกครองแผ่นดินนี้มันมาตรวจสอบข้อเท็จจริงก็มิเห็นจะเป็เื่แปลกประการใดต่างจากสำนักพรตเมฆาขาวของเ้าที่เกี่ยวข้องอันใดกับเื่นี้”
พัดไม้ไผ่ในมือของบุรุษชุดนักพรตสีเทาหุบลงคนจ้องั์ตาที่คมกริบมายังบุรุษชุดหนังเสือ แล้วกล่าว
“นั่นก็ไม่เกี่ยวกับเ้า!”
“เหตุใดจะไม่เกี่ยวกับข้าคนเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยให้ข้าวให้น้ำข้ากินสำหรับข้าข้าวหนึ่งจานน้ำหนึ่งหยดก็ถือเป็พระคุณตลอดชีวิต ที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะจะมาดูว่าใช่เป็ฝีมือของพวกที่โง่งมเชื่อเื่ราวไร้สาระในอดีตแล้วตีโพยตีพายสังหารคนบริสุทธิ์หรือไม่”
“เ้ากำลังหมายถึงอะไร!”
“ข้าก็กำลังหมายถึงสิ่งที่เ้าคิด”
บุรุษชุดนักพรตสีเทาคลี่พัดไม้ไผ่ออกมาอีกครั้ง
“เ้าจะกล่าวหาองค์เทพอัคคี”
บุรุษชุดหนังเสือครึ่งท่อนหรี่ตาจนเล็กหยี
“เป็เ้าที่เอ่ยออกมาเอง”
“กล้าลบหลู่องค์เทพอัคคีต่อหน้าศิษยานุศิษย์เช่นข้าหาที่ตาย!”
พัดไม้ไผ่บังเกิดเปลวเพลิงสีส้มอันบริสุทธิ์แผดเผาขึ้นทั้งพลังที่ปลดปล่อยออกมาก็ร้อนระอุแลแกร่งกร้าวเป็อย่างยิ่ง ด้านบุรุษชุดหนังเสือก็ไม่อ่อนด้อยไปกว่ากันเพลิงปราณสีส้มบริสุทธิ์ลุกลามขึ้นที่หมัดทั้งสองข้างของมันก่อนคนจะตั้งหมัดทั้งสองข้างยกขวางที่เบื้องหน้าทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ลงมือ บุรุษชุดคลุมดำ ที่กลางหลังปักตราราชวงศ์สีทองผู้ถูกเรียกขานว่ามือปราบลำดับหนึ่งพลันกล่าวสอดแทรก
“หากจะทะเลาะกัน ก็จงไปทะเลาะที่อื่นข้าพเ้าจะตรวจสอบหาหลักฐาน.... ถ้าหากมิยอมฟัง ก็อย่าหาว่าข้าพเ้าไม่เตือน!”
เพลิงปราณที่อยู่บนท่อนแขนของบุรุษชุดหนังเสือดับมอดลงมันจ้องมองบุรุษชุดคลุมดำหรือก็คือมือปราบลำดับหนึ่ง แล้วกล่าว
“หวังว่าเ้าจะทำงานตรงไปตรงมา”
มือปราบลำดับหนึ่งยกยิ้ม ก่อนกล่าว
“ที่นี่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์หลิงทุกการตัดสินเป็ไปอย่างยุติธรรม ผิดก็คือผิด ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้”
“ประเสริฐสมแล้วที่เป็ศิษย์เอกของท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ ไม่เสียแรงที่ข้านับถือมานาน”บุรุษชุดหนังเสือครึ่งท่อนกล่าวกับมือปราบลำดับหนึ่งเสร็จมันก็หันหน้าไปกล่าวกับบุรุษชุดนักพรตสีเทาต่อ
“นับว่าข้าได้เห็นท่าทีของพวกเ้าแล้ว”
กล่าวจบคนก็ก้าวเดินจากไปทิ้งไว้เพียงคำกล่าวที่ไม่รู้ว่าซ่อนความหมายโดยนัยอะไรไว้หรือไม่บุรุษชุดนักพรตสีเทาหุบพัดไม้ไผ่ที่ยังมีเพลิงปราณลุกท่วมเก็บไว้ตอนนี้ไฟบนพัดดับมอดลงไปแล้ว แต่ไฟในดวงตาของมันกลับกำลังลุกโชนอยู่
“ซักวันชนเผ่าไร้อารยะของเ้าจะได้เห็นดี”
บุรุษชุดนักพรตสีเทาจ้องมองจนเงาร่างของบุรุษชุดหนังเสือจากไปคนจึงกล่าววาจาขึ้นกับมือปราบลำดับหนึ่ง “หวังว่าเ้าจะรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร”
มือปราบลำดับหนึ่งยกยิ้ม “ข้ารู้สิ่งที่ควรคือสิ่งที่ถูกต้อง การกระทำในสิ่งที่ถูกต้องคือการกระทำที่คู่ควร”
“หากเื่นั้นอาจเกี่ยวพันธ์ถึงแดนเทพอัคคีก็ตามงั้นรึ”
“ต่อให้เป็องค์เทพอัคคีเองถ้ากระทำผิดโดยไม่มีเหตุผลสมควรก็ต้องรับโทษไปตามกฎ ไม่มีข้อยกเว้น”
“คิดว่าราชวงศ์หลิงของพวกเ้าปกครองทั่วปฐีแล้วจะทำอะไรก็ได้?”
“ราชวงศ์หลิงมิได้ปกครองทั่วปฐีแต่องค์ปฐมฮ่องเต้ของพวกข้าปกปักษ์แลรักษาทั่วปฐีอาณาประชาราษฎร์ทุกผู้ล้วนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน สำหรับพวกข้า แม้แต่ขอทานยากไร้ก็มีความสำคัญเท่ากับองค์เทพอัคคีของพวกเ้า”
“ช่างเป็ราชวงศ์ที่อวดดีจริงๆ”
กล่าวจบบุรุษชุดนักพรตสีเทาก็จากไปด้วยอารมณ์ที่ไม่สู้ดีส่วนมือปราบลำดับหนึ่งก็หาได้ใส่ใจแต่อย่างใดคนค้นหาร่องรอยที่อาจเป็หลักฐานสำหรับมัดตัวคนร้ายจากเศษซากปรักหักพังและซากศพของคนตระกูลอวิ๋นที่หลงเหลือจากไฟไหม้ต่อทันที
---------------------------
ณ สถานที่แห่งหนึ่งมีตึกรามและอาคารสูงใหญ่เรียงรายอย่างเป็ระเบียบสุดลูกหูลูกตาตึกอาคารในสถานที่แห่งนี้ล้วนมีรูปแบบประติมากรรมที่งดงามตระการตาทั้งองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็ผนัง เสา ขื่อ คานหรือแม้กระทั่งหลังคาล้วนถูกสรรค์สร้างมาจากสมบัติล้ำค่าแลหายากยิ่ง
ตัวหลังคาสีแดงชาดถูกเนรมิตมาจากหินสีชาดและดินลาวาผนวกเข้ากับไม้เนื้อแดงที่บนผืนปฐีจะหาได้ซักต้น ตัวขื่อ คานและเสานอกจากจะใช้ไม้ที่มีอายุนับพันปีแล้ว จุดเชื่อมรอยต่อต่างๆยังใช้แร่ธรรมชาติที่มีมูลค่ายากประเมินมาจับยึดทั้งพื้นผนังยังใช้หยกเนื้อดีเข้ามาผสม เมื่อัักับแสงแห่งเปลวเพลิงยิ่งให้แสงระยิบระยับดูวิจิตรลึกล้ำจนจะหาที่ใดมาเปรียบก็มิได้
ตามรายทาง และตามแถวกำแพงสูงใหญ่ที่ล้อมรอบสถานที่แห่งนี้ก็มีแท่งศิลาเรียงรายอย่างเป็ระเบียบบนแท่งศิลาแต่ละแท่งก็จะมีเพลิงปราณที่ทั้งร้อนระอุ เจิดจ้าทั้งให้พลังชีวิตที่อบอุ่นแผดเผาอยู่ เพลิงบนแท่งศิลาก็มีทั้งสีเหลือง แดง ส้มและทอง เมื่อขลับเข้ากับตัวเมืองยิ่งทำให้สถานที่แห่งนี้ดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามเป็อย่างยิ่ง
แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมายังมิอาจสะดุดตาเท่ากับลูกไฟั์สีทองบริสุทธิ์ที่ลอยเหนือนภากาศอยู่บริเวณกึ่งกลางของสถานที่แห่งนี้อีกทั้งใต้ลูกไฟั์ยังมีูเาสูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงและน่าเกรงขามคล้ายจะไม่มีวันถล่มลงมาก็ปานบนเขาลูกนี้มีโซ่ตรวนขนาดใหญ่พันล้อมรอบโดยที่ส่วนปลายของโซ่ทั้งสี่ทิศจะทอดยาวจากูเาเชื่อมโยงสู่ลูกไฟั์สีทองที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศก่อเกิดเป็เส้นสายที่ไม่มีทางจะแยกออกจากกัน
สถานที่ที่ทั้งงดงาม ตระการตาน่าตื่นตาตื่นใจ และดูศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขามแห่งนี้ก็คือ แดนเทพอัคคี!
ชุดคลุมสีแดงเพลิงขลิบทองของบุรุษชราวัยเก้าสิบเศษโบกสะบัดในขณะที่มันกำลังจ้องมองูเาอันสูงใหญ่กลางแดนเทพอัคคีเมื่อลมหอบนั้นสงบลง ชุดคลุมของมันก็หยุดเคลื่อนไหวจึงเป็จังหวะที่มันเอ่ยปากขึ้น
“ข้าเห็นมากับตา ว่าไม่เพียงแต่ทารกแรกเกิดเท่านั้นบุคคลทุกผู้ที่อยู่ในเขตห้าขุนเขาล้วนตกตายไปสิ้น”
บุรุษชราวัยเกือบแปดสิบ สวมชุดคลุมสีขาวขลิบทองด้านหลังมีรูปปักเปลวเพลิงสีทองลักษณะเดียวกับของบุรุษชราเมื่อครู่มันยกมือขึ้นลูบเคราขาวของตน แล้วกล่าว
“แต่ข้าก็เห็นว่ามันยังคงอยู่”
“ท่านทูต์ ท่านแน่ใจหรือ”
“คัมภีร์เทพพยากรณ์มิเคยผิดพลาดข้าเห็นมากับสองตาของตนเอง...... ท่านทูตอัคคี เื่นี้มิง่ายดายอย่างที่คิดแล้ว”
“แล้วท่านเห็นการดำรงอยู่ของมันหรือไม่”
บุรุษชราชุดคลุมสีขาวส่ายศีรษะ “นอกจากรอยแยกสีฟ้าครามนั่นแล้วคัมภีร์เทพพยากรณ์ก็มิอาจบอกถึงตำแหน่งดำรงอยู่ของมัน”
“นับว่าเป็เื่ที่ยากจริงๆ”
“แต่ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดิน ก็ต้องค้นหาและจัดการหายนะนี้ให้จงได้มันไม่ตาย ก็เป็โลกนี้ที่จะต้องดับสูญ”
“มิผิด...... ท่านทูตบัญชาใต้หล้าเื่นี้ต้องรบกวนท่านแล้ว”
บุรุษกลางคนวัยสี่สิบเศษผู้มีใบหน้าคมเข้ม คิ้วตั้งชัน ดวงตาคมกล้า เส้นผมและหนวดเคราทุกเส้นของมันดูดำขลับมันวาวเมื่อถูกกล่าวถึงมันค่อยละสายตามาจากลูกไฟสีทองกลางอากาศมากล่าวกับบุรุษชราทั้งสอง
“เื่นั้นปล่อยเป็หน้าที่หน่วยบัญชาใต้หล้าของข้า”
-----------------------------------
ที่นี่คือแผ่นดินใหญ่ปิ่งฉิงแผ่นดินที่แบ่งออกเป็ห้าเขตปกครองและสิบสองชนเผ่าแผ่นดินที่ดำรงอยู่ในโลกอันมืดมิด ไม่ว่าจะเป็วันใด เวลาใด หรือขณะใดที่นี่ก็จะมีแต่ความมืดอนธการไร้ซึ่งแสงสว่าง
ผู้คนของโลกแห่งนี้ไม่รู้จักดวงอาทิตย์ไม่เคยเห็นดวงจันทร์ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าดวงดาราเป็เช่นไรพวกมันอาศัยอยู่กับความมืดมิด โดยมี่เวลาแบ่งออกเป็สองยาม คือยามมู่ซื่อ(่เวลาสลัว) และยามเฮ่ยอาน(่เวลามืดมิด) เมื่อโลกแห่งนี้ไร้ซึ่งแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่เป็แหล่งพลังงานแลแหล่งพลังชีวิตแก่ทุกสรรพสิ่งบนโลกเช่นนั้นมนุษย์ผู้มีพร์กลุ่มหนึ่งจึงได้ฝึกปรือและใช้พร์ที่ฟ้าประทานมาให้สร้างพลังวิเศษสิ่งหนึ่งขึ้นมาสิ่งนั้นเรียกว่า เพลิงปราณ
เพลิงปราณ คือ เพลิงวิเศษที่ให้ทั้งพลังชีวิตแลพลังงานแก่ทุกสรรพสิ่งต้นไม้ใบหญ้าสามารถใช้แสงแห่งเพลิงปราณนี้สังเคราะห์แสงเพื่อการเจริญเติบโตและออกดอกออกผลได้อีกทั้ง เพลิงวิเศษนี้ยังเป็ตัวชี้วัดถึงความแข็งแกร่งและพลังอำนาจของผู้ใช้โดยสีและความบริสุทธิ์ของเพลิงปราณก็จะมีพลังความแข็งแกร่งแตกต่างกันออกไป
ในปฐีนี้ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถใช้เพลิงปราณวิเศษได้ผู้ที่มีพร์และได้รับมอบเส้นลมปราณจากฟ้าเท่านั้นจึงจะมีโอกาส เช่นนั้นผู้ที่ใช้เพลิงปราณได้จึงเป็ทรัพยากรอันสำคัญและล้ำค่าของโลกแห่งนี้เป็ดั่งเทพเ้าที่ทุกผู้สรรเสริญเยินยอ เป็ผู้ที่ชี้นำโลกให้คล้อยตามพวกมันได้และเมื่อเป็เช่นนั้นแดนเทพอัคคีจึงได้ถูกยอมรับและได้รับการเคารพบูชาไปทั่วทั้งปฐีเพราะจุดกำเนิดของเพลิงปราณมาจากที่แห่งนี้ มาจากผู้ที่ถูกกล่าวขานในนาม องค์เทพอัคคี!
----------------------------
ที่เขตเหนือบูรพา ณ ค่ายทหารชายแดนแห่งราชวงศ์หลิง
“เ้าว่าองค์เทพอัคคีมีตัวตนจริงหรือไม่?” เสียงสากกระด้างของบุรุษฉกรรจ์รูปร่างกำยำสูงใหญ่ใบหน้าเหลี่ยมคมผู้หนึ่ง กล่าวขึ้นหลังจากกระดกสุราในไหไปอึกใหญ่
“ท่านแม่ทัพลี่ท่านจะตั้งคำถามเพื่อพิสูจน์เชาว์ปัญญากับข้าอีกหรือท่านก็รู้ว่าข้าไม่ถนัดในเื่นี้”ทหารเลวผู้หนึ่งที่นั่งดื่มสุราเป็เพื่อนมันกล่าวขึ้นโดยไม่ครุ่นคิดแม้แต่น้อย
เคร้งเสียงบุรุษฉกรรจ์ที่ถูกเรียกขานว่าแม่ทัพลี่วางไหสุราลงยังโต๊ะอย่างรุนแรงแล้วกล่าวแบบไม่สบอารมณ์ “ตอบๆ มาเถอะ”
ทหารเลวผู้นั้นรีบตอบโดยไว “ข้าน้อยว่ามันต้องมีตัวตนแน่นอน”
แม่ทัพลี่ยังถามต่อ “เช่นนั้นเ้าว่าระหว่างองค์เทพอัคคีกับท่านราชครูของพวกเราใครสูงกว่ากัน”
“ท่านราชครูตัวสูงกว่าข้าเกือบครึ่ง่ตัวส่วนองค์เทพอัคคีข้าเคยได้ยินแต่เื่เล่ามิเคยเห็นตัวจริงของมันจึงมิทราบว่าสูงเท่าใด”
“เ้านี่เบาปัญญานักข้ามิได้หมายถึงความสูงของร่างกาย แต่ข้าหมายถึงความสูงล้ำของเพลิงปราณ”
ทหารเลวผู้นั้นเกาศีรษะยิ้มแห้งๆแล้วกล่าว “ท่านก็มิบอกั้แ่แรกว่าเป็เื่นี้....แม้ข้าจะเคารพเทิดทูนท่านราชครูสุดหัวใจแต่ตำนานเื่เล่าขององค์เทพอัคคีนั้นเลิศล้ำนักข้าเกรงว่าท่านราชครูยังเป็รองมันอยู่่หนึ่ง”
“เ้าก็มีความคิดเห็นที่ตรงกับข้า”
“เอ่อ ว่าแต่ท่านแม่ทัพถามทำไมหรือขอรับ”
แม่ทัพลี่ละสายตาจากไหสุราแล้วจ้องมองไปยังกระโจมหลังหนึ่ง ซึ่งตอนนี้คนในกระโจมก็คงพักผ่อนไปแล้วทหารเลวผู้นั้นมองตามสายตาของผู้เป็แม่ทัพ คนจึงเอ่ยปากขึ้น “เกี่ยวอะไรกับท่านมือปราบลำดับหนึ่งหรือขอรับ”
“เพราะศิษย์เอกของท่านราชครูกำลังจะตอแยกับองค์เทพอัคคีเข้าให้แล้ว....แดนเทพอัคคีใครก็รู้ว่าไม่ควรยุ่งด้วยมากที่สุด แต่เพราะเป็เช่นนั้น์จึงได้ส่งคนที่บ้าความเที่ยงตรงและความยุติธรรมอย่างมันมามิรู้ว่านี่จะเป็จุดเริ่มต้นของชนวนความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์หลิงกับแดนเทพอัคคีหรือไม่ข้าล่ะกลุ้มใจนัก”
“ท่านแม่ทัพอย่าพึ่งกังวลใจไปเลยเื่ที่เกิดในเขตห้าขุนเขาอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับแดนเทพอัคคีก็ได้”
“ข้าก็หวังให้เป็เช่นนั้น”
กระโจมผ้าใบเก่าๆที่ดูไม่สะดุดตาอันใดในค่ายทหารชายแดนเขตเหนือบูรพาภายในกลับนั่งไว้ด้วยบุรุษใบหน้าคมเข้ม คิ้วตั้งชันดั่งกระบี่ ดวงตาคมกล้าลึกล้ำจมูกเป็สันขลับเข้ากับปากที่เรียวสมสัดส่วนรับโครงหน้าดูหล่อเหลาแลแฝงด้วยแววความซื่อตรงอย่างเด่นชัดมันผู้นี้ก็คือยอดยุทธ์อันดับหนึ่งของราชวงศ์หลิง เป็ศิษย์คนแรกของท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ในปฐีดำรงตำแหน่งมือปราบติดลำดับในราชสำนัก ซึ่งทุกผู้ล้วนรู้จักมันดีในนามมือปราบลำดับหนึ่ง หลงเหว่ยชิ่ง
หลงเหว่ยชิ่งแม้มันจะมีตำแหน่งที่ใหญ่โตแต่บุคลิกของมันกลับเรียบง่าย เช่นนั้นแทนที่จะได้พักอยู่ในตึกรับรองอันกว้างใหญ่สะดวกสบายมันกลับเลือกกระโจมเก่าๆ ของทหารเลวเพื่อพักอาศัย
ไฟในกระโจมดับไปเนิ่นนานแล้วแต่หลงเหว่ยชิ่งกลับยังนั่งลืมตาจ้องมองของสิ่งหนึ่งด้วยหัวคิ้วที่ขมวดเป็ปมแน่นของสิ่งนั้นก็คือสร้อยเขี้ยวสัตว์ที่ได้มาจากกองเศษซากของบ้านตระกูลอวิ๋นสายรองสร้อยนี้ไม่มีความแปลกพิเศษอันใด แต่ภายใต้ความไม่พิเศษนี้ กลับไปสะดุดตาของมือปราบลำดับที่หนึ่งเข้า
“อาจารย์อาจไขข้อสงสัยนี้แก่เราได้”
มันพึมพรำขึ้นมาประโยคหนึ่ง ก่อนเก็บสร้อยเขี้ยวสัตว์เข้าไปในอกเสื้อทันทีตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยไปถึงยามเฮ่ยอาน ชั่วยามที่สี่แล้ว (เวลาประมาณ 00.00 – 02.00น.) ่เวลามืดมิดก็เคลื่อนคล้อยสู่ดึกสงัดทหารทุกผู้รวมถึงแม่ทัพลี่ที่ร่ำสุรากับทหารคนสนิทก็ล้วนนอนหลับไปหมดสิ้นเหลือเพียงทหารเวรยามที่ถือคบเพลิงธรรมดาเดินลาดตระเวนอยู่เท่านั้น
ในขณะที่่เวลาแห่งการหลับฝันกำลังดำเนินไปเสียงอันทรงพลังพลันดังกึกก้องสะท้อนสะท้านไปทั่วค่ายทหารชายแดนแห่งนี้ปลุกให้เหล่าทหารทุกผู้ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความใ
“หากเพียงผ่านทางมาก็แล้วไปแต่หากมาด้วยจุดประสงค์อื่น ก็จงไสหัวไปให้กับข้าพเ้า!”
สายตาของทหารทุกผู้ต่างจ้องมองไปยังกระโจมอันเก่าโทรมที่มาของเสียงเนิ่นนานภายในกระโจมก็ไม่เกิดการเคลื่อนไหวใดอีกพวกมันจึงได้แต่เกาศีรษะด้วยความมึนงงก่อนล้มหัวลงไปนอนต่อส่วนทหารเวรยามก็เดินลาดตระเวนต่อไป แต่ทว่าเงาร่างชุดดำทั้งห้าที่ลอบเข้ามายังค่ายทหารอย่างแ่เบากลับหยุดยืนตัวสั่นพร่าพวกมันไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองกระโจมหลังเก่าๆ ที่ไม่ควรค่าแก่ความสนใจหลังนั้นแต่ใครจะไปคิดว่ากระโจมหลังเก่าโทรมกลับมีคนที่มิอาจตอแยด้วยอยู่ในนั้น บุคคลที่พวกมันไม่คิดว่าจะดำรงอยู่ที่นี่เวลานี้
มือปราบลำดับหนึ่ง!
เช่นนั้นแล้วเงาร่างชุดดำทั้งห้ายังจะกล้ารั้งอยู่อีกหรือพวกมันมาได้รวดเร็วเพียงใด ตอนกลับยิ่งรวดเร็วกว่าเท่าตัวสภาวะตัวเบาของพวกมันก็นับว่าลึกล้ำยิ่ง ไปมาไร้ซุ่มเสียงใดๆ แต่นั่นก็มิอาจหลบรอดจากััของหลงเหว่ยชิ่งได้แม้เพียงก้าวเดียว
เมื่อรู้ว่าบุคคลทั้งห้าจากไปแล้ว ชายหนุ่มค่อยทิ้งตัวลงนอนยังผ้าหนังที่ใช้ปูพื้นแข็งๆและหลับไปในทันที