พอตกค่ำที่นี่บรรยากาศช่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงแมลงและนกกลางคืนที่ร้องดังแต่ก็ดังไม่มากนัก ซึ่งฉันเองไม่รู้จะทำอะไร เพราะตั้งแต่ฉิงคุนเข้าไปรายงานอาการป่วยของคนไข้ในห้องพักของหมอจงเสร็จ เขาก็กลับเข้าห้องพักของตนเพราะเห็นบอกว่ารู้สึกเหนื่อยจากการเดินทางไกลอยากเข้านอนแต่หัวค่ำ ส่วนหมอจงนั้นยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องพักไม่ออกมาสุงสิงกับใครเหมือนทุกที มีเพียงแสงเทียนส่องสว่างในห้องให้เห็นเท่านั้น
ส่วนฉันยังคงนั่งรอเฟยเจินจนป่านนี้ยังไม่กลับ แม้จะรู้สึกเป็นห่วงแต่ยังมั่นใจว่าเฟยเจินยังคงปลอดภัย จึงออกมานั่งเล่นดื่มเหล้ารอเฟยเจินที่ชานหน้าห้องพัก จนเหล้าหมดไปสองขวดกลับยังไม่รู้สึกเมา อาจเป็นเพราะฉันดื่มเหล้ากับพี่ชายบ่อยล่ะมั้ง ทำให้คอเริ่มแข็งดื่มเหล้าหมดไปสองขวดยังรู้สึกปกติ จึงเดินไปหยิบเหล้ามาหนึ่งไห นั่งดื่มคนเดียวเพื่อรอเฟยเจินกลับมา
ในใจก็คิดถึงใบหน้ากับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพี่ชายทั้งสี่ เมื่อไม่มีพวกเขาอยู่ข้างๆมันช่างเงียบเหงาใจเหลือเกิน พลางก็นึกไปถึงใบหน้ากับรอยยิ้มอันอบอุ่นใจดีของฮ่องเต้ ยิ่งทำให้เหงาขึ้นไปอีกจนใจคิดอยากกลับเมืองหลวนเซียน แล้วก็มีน้ำตาเอ่อขึ้นมาในดวงตา คิดไปต่างๆนาๆว่าไม่รู้คิดถูกหรือผิดที่หนีปัญหาทิ้งทุกคนมาแบบนี้
จึงล้วงหยิบหูฟังชนิดครอบหูมาครอบบนศรีษะ เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ที่แบตเตอร์รี่เหลืออยู่เกือบเต็มขีดแต่ไม่หมดสักที ดูเหมือนมันจะถูกหยุดเวลาไว้ตั้งแต่วันที่ฉันมาโลกนี้ จึงกดฟังเพลงโปรด TOKIO FUNKA ที่ค้างอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์เพลงเดียว เปิดฟังเพื่อให้ตัวเองรู้สึกคึกคักลืมความเหงา ฟังวนร้องตามอยู่อย่างนั้นหลายรอบจนเหล้าหมดไปค่อนไหเริ่มมีอาการมึนเมา นึกสนุกอยากลุกขึ้นมาเต้นตามเสียงเพลงให้คึกคัก
จึงหันไปมองทางห้องพักของหมอจงกับฉิงคุน ตอนนี้คนทั้งสองดับเทียนนอนหลับกันไปแล้ว มีเพียงฉันคนเดียวที่ยังตื่น จึงลุกเดินโซเซไปที่สวนหน้าเรือนพัก เดินใส่หูฟังร้องเพลงเบาๆเต้นรำหมุนไปหมุนมาคนเดียวในสวน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าหมอจงกำลังแอบมองดูฉันมาจากความมืดในห้องพัก
ฉันเริ่มเต้นรำมั่วซั่วผสมกับท่าวิชาสะบัดพิษที่เสวี๋ยฉีเคยสอน ทั้งเมาทั้งสนุกและคิดจินตาการไปว่าถ้าฉันมีปีกบินได้แบบเฟยเจินคงจะดี จะได้บินไปเที่ยวด้วยกันให้ไกลแสนไกลไปเลย พร้อมกับกางเขนหมุนตัวไปรอบๆจนเกิดลมหมุนที่พื้น ใบไม้แห้งเศษหญ้าที่ถูกกวาดกองทับถมรวมกันอยู่ที่พื้นเริ่มขยับปลิวตามลมหมุนรอบตัว ฉันจึงหมุนตัวให้เร็วขึ้นกว่าเดิมและออกแรงกระโดดลอยตัวให้สูง วาดแขนทั้งสองข้างออกไปข้างลำตัวเหมือนนกกำลังสยายปีกพร้อมกับส่งเสียงว่า "ข้าจะบิน!"
ทันไดนั้นก็เกิดแสงสีแดงสว่างวาบ เป็นประกายสะเก็ดไฟมีรูปร่างเหมือนนกอัคคีสวรรค์ที่เคยเห็นในความฝัน กำลังสยายปีกเปลวไฟบินลอยพุ่งขึ้นไปในอากาศเพียงแวบเดียว สะเก็ดไฟนั้นก็กระจายจางหายไปในความมืด นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นนกอัคคีสวรรค์ด้วยตาเปล่ามิใช่ความฝัน แม้เป็นเพียงสะเก็ดไฟแวบหนึ่งแต่ก็งดงามจับตาจับใจ ทำเอาฉันยืนอ้าปากค้างปลื้มปริ่มใจที่ได้เห็น
จึงลองกางแขนทำท่าทางแบบเดิมอีกครั้งเพราะอยากเห็นนกอัคคีสวรรค์ออกมาบินอีก แต่ทำยังไงสะเก็ดไฟนั้นก็ไม่ลอยพุ่งออกมาอีกแล้ว หรือมันไม่ได้ฟิลลิ่งเหมือนในตอนแรก ซ้ำยังกระโดดพลาดล้มลงไปนอนเทกระจาดบนกองใบไม้ให้เสื้อผ้าคลุกฝุ่นจนเหนื่อยอีก จึงล้มเลิกความคิดไม่อยากจะเห็นสะเก็ดไฟนั้นแล้วก็ได้
จึงเดินโซเซกลับไปนั่งที่ชานหน้าห้องพัก ยกเหล้าดื่มอีกหนึ่งอึกใหญ่สุดท้ายจนหมดไห ดึงหูฟังที่ครอบหูออกแล้วล้มตัวลงนอนตรงนั้น กะว่าจะนอนหลับตาพักสักครู่แล้วค่อยคลานกลับเข้าในห้องพัก เพราะตอนนี้คลานเข้าห้องพักไม่ไหว แต่ฉันกะผิดเพราะดันหลับไปเลยซะงั้น
หมอจงแอบมองดูฉันสักครู่ในห้องพัก เห็นฉันนอนนิ่งตรงชานพักกำลังจะเปิดประตูเดินออกมาดู และจะพาฉันกลับเข้าไปนอนในห้องพัก แต่เขาก็ต้องหยุดชะงักและต้องประหลาดใจอีกครั้ง เพราะเห็นนกอินทรีย์ปีกสีทองกว้างใหญ่ กำลังโผบินมาจากข้างนอกแล้วกลายร่างเป็นเฟยเจิน ที่รีบเดินตรงมาหาฉันแล้วอุ้มฉันกลับเข้าไปนอนในห้อง
กระทั่งเช้าตอนสายตื่นขึ้นมาก็เห็นตัวเองถูกเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุมใส่นอน ไม่ใช่เสื้อผ้าชุดเก่าของเมื่อวาน แต่มีเฟยเจินนอนอยู่บนฟูกข้างๆเขาคงเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เมื่อคืน และด้วยความดีใจหมดห่วงที่เฟยเจินกลับมาแล้ว รีบขยับตัวสวมกอดเฟยเจินทันทีทำให้เฟยเจินงัวเงียตื่นพลิกตัวมากอดตอบ
ฉันรีบถามเขาทันทีว่าหายไปไหนมาทำไมจึงกลับมาช้า เฟยเจินงัวเงียตอบว่าเขาหลงทางบินผิดทิศไปไกล อีกทั้งที่ธารน้ำแข็งไม่หวลกลับก็มีอากาศหนาวเหน็บมาก เขาว่ายน้ำไม่เป็นกว่าจะนำไหเหล้าใต้ธารน้ำแข็งขึ้นมาได้ ก็ยากลำบากสำหรับเขาพอดู แต่ตอนนี้ไหเหล้าถูกนำไปฝังใต้ภูเขาไฟโทสะคลั่งเรียบร้อยแล้ว
เฟยเจินจึงถามฉันกลับว่าทำไมเมื่อคืนจึงไปเมาหลับอยู่ที่ชานหน้าห้องพัก เสื้อผ้าคลุกฝุ่นเศษใบไม้ติดเต็มตัวไปหมด ฉันตอบว่าเมื่อคืนดื่มเหล้ารอเขาจนดึก จึงไปเดินเล่นแล้วล้มบนกองใบไม้ในสวน เฟยเจินเริ่มหายงัวเงียก็ทำเสียงเข้มดุว่าต่อไปอย่าดื่มเหล้าเมามายคนเดียวโดยที่ไม่มีเขาหรือพี่ชายคนอื่นๆอยู่ด้วย มันอันตรายเพราะไร้การป้องกัน โชคดีที่เมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฉันทำหน้าทำเสียงสลดบอกเฟยเจินว่าจะไม่ทำแบบเมื่อคืนอีกแล้ว จากนั้นจึงรีบลุกขึ้นไปล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะเช้านี้ตื่นสาย รีบเดินออกมาจากห้องพักก็พบคนงานสองคนกำลังเดินผ่านมา โดยคนงานคนหนึ่งกำลังพูดบ่นให้คนงานอีกคนฟังว่า
เมื่อวานตอนเย็นก่อนกลับบ้าน เขากวาดเศษหญ้าเศษใบไม้มากองรวมกันไว้ กะว่าเช้านี้จะเก็บไปทิ้ง แต่พอมาถึงกองเศษใบไม้กลับกระจุยกระจายทั้งๆที่เมื่อคือก็ไม่มีลมพายุสักหน่อย หรือจะมีใครมาเล่นกองใบไม้กลั่นแกล้งเขาให้ต้องมาเก็บกวาดอีกรอบ ถ้าเจอตัวจะฟาดด้วยไม้กวาดสักสองสามทีโทษฐานที่แกล้งเขา
คนงานอีกคนหนึ่งจึงหันมาถามฉันว่า เมื่อคืนเห็นใครมาเล่นกองใบไม้หรือไม่ ฉันทำหน้าเฉไฉตอบว่าไม่รู้ไม่เห็นเพราะเมื่อคืนนอนหลับ แต่บอกคนงานที่กำลังบ่นว่าอย่าเอาไม้กวาดไปไล่ตีใครเลย คนที่ทำอาจจะไม่ได้ตั้งใจ ฉันจึงรีบอาสาจะไปช่วยคนงานทั้งสองคนเก็บกวาดเศษใบไม้ใบหญ้าที่ฉันเล่นไว้เละเมื่อคืน
ประจวบกับหมอจงเดินมาทางนี้พอดี จึงถามคนงานทั้งสองคนว่ามีอะไรกันหรือเปล่า คนงานจึงบอกหมอจงถึงเรื่องกองใบไม้ หมอจงก็หันมามองหน้าฉันครั้งหนึ่ง แล้วหันไปพูดกับคนงานทั้งสองว่า เมื่อคืนมีแมวตัวใหญ่กระโดดข้ามกำแพงเข้ามาเล่นกองใบไม้ ยังไงวันนี้ก็ช่วยกันเก็บกวาดอีกครั้งแล้วกัน
คนงานทั้งสองคนจึงไม่ติดใจจะถามต่อ แต่พูดพึมพำด้วยความสงสัยว่าเป็นแมวจากที่ไหนกันนะ จากนั้นคนงานสองคนก็เดินแยกตัวไปช่วยกันเก็บกวาดกองใบไม้ ฉันจึงบอกหมอจงว่าจะไปช่วยคนงานกวาดกองใบไม้สักแปบ แต่หมอจงพูดว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนงาน ส่วนฉันให้ไปกินอาหารเช้าให้เรียบร้อย แล้วให้ไปพบเขาที่ห้องพัก เพราะมีเรื่องบางอย่างต้องการจะคุยด้วย จากนั้นหมอจงก็เดินไปรอในห้องพักของตน
ในขณะนั้นเฟยเจินเดินตามออกมาจากห้องพัก เพื่อจะไปกินอาหารเช้าพร้อมกัน ซึ่งในขณะที่เรากำลังเดินไปที่โรงครัว คนงานคนหนึ่งก็วิ่งมาบอกฉันว่าเฉิงเหม่ยอิง มาขอพบหมอจง ฉันจึงบอกคนงานว่าให้พาเหม่ยอิงไปรอที่ห้องรับรอง ส่วนเฟยเจินให้ไปรอฉันที่โรงครัวก่อน แล้วฉันก็วิ่งกลับไปรายงานหมอจงว่าเหม่ยอิงมาขอพบ ซึ่งหมอจงก็ตอบกลับมาเหมือนเดิมว่าไม่ว่างไม่รับแขก
ฉันจึงเดินไปพบกับเหม่ยอิงแล้วบอกเหม่ยอิงว่าตอนนี้หมอจงไม่ว่าง เหม่ยอิงก็ทำหน้าเศร้าเหมือนเดิม จนฉันอดไม่ได้ที่จะถามถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง ว่าเหตุใดคนหนึ่งอยากพบอยากเจอ แต่อีกคนหนึ่งกลับพยายามหลบหน้า ทั้งๆที่เหม่ยอิงก็หน้าตาสะสวย แถมยังมีชาติตระกูลดีกว่าหญิงสาวคนอื่นๆในแคว้นจินชาง แต่ทำไมหมอจงกลับไม่ยอมรับไมตรีที่เหม่ยอิงหยิบยื่นให้
แต่ก่อนที่เหม่ยอิงจะเล่าถึงความสัมพันธ์ของนางกับหมอจง เหม่ยอิงได้ถามฉันก่อนว่า ใจฉันรู้สึกอย่างไรกับหมอจง ฉันก็ตอบไปตามความจริงว่าเคารพนับถือหมอจงในฐานะศิษย์กับอาจารย์ ไม่เคยคิดอะไรเกินเลยมากไปกว่านั้น เหม่ยอิงจึงยิ้มออกมานิดหนึ่งก่อนจะเล่าเรื่องของนางกับหมอจงให้ฟังด้วยสีหน้าหมองหม่นว่า
เมื่อครั้งที่นางยังเด็กเคยรู้จักกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่านหยู มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับหมอจงเป็นอย่างมาก ว่านหยูเคยติดตามพ่อซึ่งในขณะนั้นพ่อของว่านหยูมีตำแหน่งเป็นขุนนางระดับสูง มาร่วมงานเลี้ยงฉลองรับตำแหน่งใหม่ของพ่อเหม่ยอิง ซึ่งได้รับตำแหน่งเลขาของราชครู แม้ในวันนั้นว่านหยูจะชอบกลั่นแกล้งนาง แต่นางก็ไม่เคยโกรธกลับรู้สึกชอบที่ได้วิ่งเล่นกับว่านหยู และยังคงจดจำว่านหยูในวันนั้นตลอดมาไม่เคยลืม
จนกระทั่งวันหนึ่งนางได้รู้ข่าวว่า ครอบครัวสกุลว่านย้ายที่อยู่อาศัยกันไปทั้งครอบครัว อีกทั้งช่วงเวลานั้นพ่อของนางก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นราชครู แต่ครอบครัวสกุลว่านไม่มีใครมาร่วมงานเลี้ยงฉลองเลยสักคน ซึ่งนางก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของว่านหยูและครอบครัวสกุลว่านอีกเลย
กระทั่งเหม่ยอิงได้เจอกับหมอจงอีกครั้งที่นี่ แม้หมอจงจะเปลี่ยนไปใช้แซ่จง แต่เหม่ยอิงก็จำได้ว่าหมอจงหยูคือพี่ว่านหยูที่นางชอบมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก นางพยายามมาขอพบหมอจงเป็นการส่วนตัวอยู่หลายครั้ง แต่หมอจงไม่เคยเปิดโอกาสให้นางพบเลย ทั้งยังทำเป็นจดจำนางไม่ได้อีกด้วย นางมาที่นี่หลายครั้งเพราะอยากถามหมอจงว่ายังจดจำนางได้หรือไม่
ครั้นจะบอกราชครูเฉิงผู้เป็นพ่อว่านางชอบหมอจง นางก็ไม่กล้าพูดเพราะพ่อของนางต้องการให้หมั้นหมายกับลูกชายของขุนนางยศตำแหน่งใหญ่โต นางจึงทำได้แต่ติดตามพ่อมาที่นี่เพื่อหาโอกาสพูดคุยกับหมอจง แม้มันดูเป็นเรื่องไร้สาระแต่สำหรับเหม่ยอิงมันคือเรื่องสำคัญเป็นรักแรกพบ
ฉันฟังแล้วรู้สึกค้านอยู่ในใจ เหตุใดยังคงยึดติดอยู่กับรักแรกพบสมัยวัยเด็ก ถ้าหมอจงหยูกับว่านหยูเป็นคนๆเดียวกันจริง การที่เขาจดจำเหม่ยอิงในวัยสาวตอนนี้ไม่ได้ ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะคนเราพอเติบโตใบหน้าก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามวัยตามเวลา
แต่ที่หมอจงไม่ยอมออกมาพบกับเหม่ยอิงเลยนั้นก็เป็นเรื่องน่าคิด บางทีหมอจงอาจจะไม่มีใจให้เหม่ยอิงเลย หรืออาจมีคนอื่นในใจอยู่แล้ว จึงเลือกไม่รับไมตรีทุกกรณีจากเหม่ยอิง เพื่อให้เหม่ยอิงตัดใจได้กระมัง ดูเป็นการกระทำที่ใจร้ายแต่ก็เด็ดขาด
ฉันจึงได้แต่ให้กำลังใจพูดกับเหม่ยอิงว่าทำไมไม่เปิดใจคบหาผู้ชายคนอื่นดูบ้าง บางทีผู้ชายคนอื่นอาจจะดีกว่าหมอจงก็ได้ อย่างเช่นเหวินหลางองครักษ์ของราชครูเฉิง ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับหมอจง แถมนิสัยยังดิบๆพอกับหมอจงอีกต่างหาก อยู่กับเหวินหลางคงไม่ต่างกับอยู่กับหมอจงน่าจะทดแทนกันได้ แต่เหวินหลางอาจจะดีกว่าหมอจงนิดหน่อยตรงที่ห่วงใยใส่ใจเหม่ยอิง ทั้งยังยอมเหม่ยอิงทุกอย่างจากที่ฉันเห็นในวันนั้น
เมื่อฉันพูดถึงเหวินหลาง เหม่ยอิงก็เปลี่ยนสีหน้าจากหมองเศร้า กลายเป็นสีหน้าหมั่นใส้ในลุคคุณหนูเอาแต่ใจขึ้นมาทันที เหม่ยอิงพูดว่าไม่ชอบเหวินหลางเป็นผู้ชายน่ารำคาญ คอยตามนางไปทุกที่ทุกครั้งที่ราชครูเฉิงต้องการพักผ่อน หรือไม่ต้องการคนติดตาม เหวินหลางก็จะมาตามนางตลอด นางหยิบจับอะไรเหวินหลางก็จะมาแย่งทำแทนซะหมด
ฉันฟังแล้วก็เบ้ปากหมั่นใส้เหวินหลาง ไม่คิดว่าองครักษ์ผู้พร้อมมีเรื่องได้ทั้งชายหญิง จะมีโมเม้นท์น่ารักเอาใจหญิงแบบนี้ด้วย แต่ก็คงเอาใจแค่เหม่ยอิงคนเดียวนั่นแหละ นอกนั้นคงจับต่อยได้หมด แล้วเสียงท้องฉันก็ร้องดังจ๊อกกกๆ จนเหม่ยอิงได้ยินถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ ฉันจึงบอกเหม่ยอิงว่ายังไม่ได้กินอาหารเช้า ขอโทษที่ท้องฉันมันไม่มีมารยาทเอาเสียเลย
เหม่ยอิงจึงเลื่อนโถอาหารที่นางวางไว้อยู่ข้างๆส่งให้ฉัน บอกว่านางยกโถอาหารให้ฉันกินในฐานะที่ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้ว ฉันยิ้มคิดในใจว่าลาภปากจะได้กินของอร่อยอีกแล้ว แต่ทำเป็นเกรงใจแกล้งถามเหม่ยอิงว่าทำอาหารมาให้หมอจงกินมิใช่เหรอ เหม่ยอิงตอบว่าตอนแรกตั้งใจทำให้หมอจง แต่หมอจงคงไม่อยากกินหรอก นางจึงยกอาหารโถนี้ให้ฉันกินแทน จากนั้นเหม่ยอิงก็ขอตัวลากลับโดยไม่ต้องให้ฉันไปส่ง เพราะฉันควรกินอาหารในโถก่อนที่มันจะเย็นชืด
ฉันจึงหิ้วโถอาหารซึ่งภายในเป็นปลาราดพริกตัวใหญ่ไปกินกับเฟยเจินที่โรงครัว สักพักฉิงคุนก็เดินมาหาที่โรงครัว ถามว่าเหม่ยอิงกลับไปแล้วเหรอ ฉันตอบว่าใช่พร้อมกับชวนฉิงคุนให้มากินปลาด้วยกัน ฉิงคุนตอบว่าเขากินอาหารเช้าอิ่มเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับถามว่าฉันไปพบพูดคุยกับหมอจงแล้วหรือยัง ฉันตอบว่ายังเลย ตอนนี้กินอาหารใกล้อิ่มแล้วจะรีบไปพบหมอจง ฉันจึงพูดเปรยๆว่าไม่รู้หมอจงมีอะไรจึงเรียกฉันคุยเป็นการส่วนตัว
ฉิงคุนตอบว่าหมอจงจะเดินทางไปเกาะกระต่ายผี ฉันกับเฟยเจินร้องห๊า?! ออกมาทันทีทั้งๆที่ข้าวยังคาในปาก ฉิงคุนพูดว่าหมอจงจะพาฉันเดินทางไปด้วย จึงรอพูดคุยกับฉันก่อนว่าจะไปไหม ฉันจึงถามฉิงคุนว่าทำไมต้องให้ฉันไปด้วย ทำไมไม่พาเขาไปทั้งๆที่ฉิงคุนสมควรต้องไปกับหมอจงมากกว่า อีกทั้งเกาะกระต่ายผีคือเกาะอะไรทำไมชื่อหลอนจัง แล้วไปทำอะไรที่นั่น
ฉิงคุนตอบว่าเขาเคยได้ยินคนพูดถึงเกาะกระต่ายผีว่า เป็นเกาะที่มีสมุนไพรชั้นดีหายากหลากหลายชนิด ทั้งยังมีสมบัติมากมายที่พวกโจรเอาไปเก็บซ่อนไว้ที่นั่น แต่หมอจงต้องการไปหาสมุนไพรสำคัญชนิดหนึ่งคือ ดอกนกยูงแดงรำแพน ส่วนที่ชื่อเกาะกระต่ายผีนั้น เพราะบนเกาะมีกระต่ายและสัตว์อื่นอาศัยอยู่จำนวนมาก แต่ที่มีมากที่สุดคือกระต่าย
ส่วนผีนั้นมีหรือไม่นั้นเขาไม่รู้ แต่เขาเคยได้ยินมาว่าบนเกาะมีผีผู้หญิงคอยตามหลอกหลอนคนที่ขึ้นไปบนเกาะ โดยมีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่าผีผู้หญิงคือภรรยาของหัวหน้าโจร แต่พวกโจรขัดแย้งเรื่องการแบ่งสมบัติจึงฆ่ากันตายอยู่บนเกาะ
แต่ผีที่เฮี้ยนที่สุดคือผีผู้หญิง ว่ากันว่าพวกลูกน้องรุมฆ่าหัวหน้าตายก่อน จากนั้นก็รุมข่มขืนผู้หญิงผู้เป็นภรรยาแล้วฆ่าทิ้งศพไว้บนเกาะ จากนั้นก็ช่วยกันขนสมบัติออกจากเกาะ แต่ทว่าพวกโจรกลับถูกไฟครอกตายบนเกาะก่อนจะขนสมบัติออกมาได้ แต่ยังมีคนเหลือรอดออกมาแค่คนเดียว ซึ่งกลายเป็นคนบ้าเสียสติพูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง พร่ำพูดว่านกสีดำตัวใหญ่ไล่จิกกินเนื้อกินใส้ พ่นไฟเผาพวกเพื่อนๆตายกันหมด ส่วนสมบัติยังคงอยู่บนเกาะไม่มีใครสามารถเอาออกมาได้
เมื่อฉันกับเฟยเจินได้ยินเรื่องราวที่ฉิงคุนเล่าให้ฟังก็รู้สึกหลอนขนแขนลุก โดยเฉพาะเฟยเจินที่ดูเหมือนจะมีอาการกลัวผี เพราะเฟยเจินขยับเข้ามานั่งเบียดกอดแขนฉันไว้แน่นแทบจะสิงร่าง
ส่วนฉันแม้จะรู้สึกหลอนแต่ก็เกิดอาการคันอยากรู้อยากเห็นอยากไปล่าท้าพิสูจน์ว่าจะมีผีจริงหรือเปล่า อีกทั้งอยากไปหาสมุนไพรชั้นดีหายากบนเกาะนั้นด้วย เผื่อว่าจะได้ของดีติดมือกลับมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง
ฉิงคุนจึงบอกให้ฉันไปถามรายละเอียดมากกว่านี้กับหมอจงเองดีกว่า ส่วนเขานั้นได้พูดคุยกับหมอจงมาแล้ว ส่วนคำถามที่ว่าทำไมจึงต้องเป็นฉันรับหน้าที่ไปกับหมอจง นั่นเป็นเพราะว่าบนเกาะมีทั้งพืชพิษสัตว์พิษมากมาย ฉันจึงเหมาะที่สุดกับการเดินทางครั้งนี้
เฟยเจินมองหน้าฉันก็รู้เลยว่าฉันสนใจอยากไป จึงรีบค้านทันทีว่าอย่าไปเลย ถ้าอยากได้สมุนไพรดีๆเขาจะพาไปหาที่เกาะอื่น ฉิงคุนก็รีบพูดแทรกขึ้นมาว่า ดอกนกยูงแดงรำแพน ไม่มีขึ้นที่อื่นนอกจากที่เกาะกระต่ายผีเพียงเกาะเดียว พร้อมกับขอร้องให้ฉันช่วยเดินทางไปกับหมอจง เพราะถ้าเกิดหมอจงพลาดถูกพิษบนเกาะ จึงมีฉันเพียงคนเดียวที่สามารถรักษาพิษร้ายแรงให้หมอจงได้
ฉันจึงบอกฉิงคุนว่าเดี๋ยวจะไปพูดคุยเรื่องนี้กับหมอจงก่อน เพราะไปในที่เสี่ยงอันตรายขนาดนั้น ฉันเองก็รักตัวกลัวตายเหมือนกัน เฟยเจินก็รีบพูดเสริมทันทีว่าคิดถูกต้องแล้วอย่าไปที่เกาะนั่น ฉันจึงหันไปหยอกเฟยเจินว่าโตเป็นหนุ่มแล้วยังจะกลัวผีอีกเหรอ เฟยเจินก็รีบปล่อยมือออกจากเกาะแขน แล้วพูดแก้ตัวทันทีว่าไม่ได้กลัวสักหน่อย แต่ไม่อยากให้ฉันไปเสี่ยงอันตราย
ฉันจึงบอกเฟยเจินด้วยน้ำเสียงแสดงความมั่นใจว่า จะเป็นคนปิดตำนานผีบนเกาะนั้นเอง ถ้าไปกับฉันไม่ต้องกลัวผี เพราะฉันเป็นคนดวงแข็งจิตแข็ง ผีต่างหากที่เห็นฉันแล้วต้องกลัวเผ่นแนบ แล้วฉันก็หันไปถามฉิงคุนว่า มีเครื่องรางดีๆให้ฉันพกติดตัวสักชิ้นไหม เฟยเจินก็ตีไหล่ฉันดังแปะ! แล้วพูดว่าจะปิดตำนานผีแล้วขอเครื่องรางทำไม ฉันกับฉิงคุนจึงหัวเราะที่ได้แกล้งเฟยเจิน จากนั้นฉันก็ขอแยกตัวไปพบกับหมอจงที่ห้องพัก