ตอนที่ 7 อุ่นรักข้างกองไฟ
.....ทิวาแห่งราตรีคืนนี้มืดมิด จันทร์ทราขี้อายเร้นกายหายไปยังอีกฝั่งของโลก หมู่มวลก้อนเมฆระเหิดหายเปิดฟ้าให้ปลอดโปร่ง ดวงดาวนับล้านเปล่งประกายพรั่งพราวเริงร่าราวเด็กน้อยที่ได้ออกเที่ยวสวนสนุกกับครอบครัวเป็ครั้งแรก
กองไฟหนึ่งลุกโชต่ในความมืดกลางทุกหญ้านุ่มนวลอันกว้างใหญ่ แสงเหลืองอ่อนแห่งเปลวไฟสะท้อนเงาร่างของชายชุดขาวในท่านั่งขัดสมาธิ และอีกร่างของวรารินที่กำลังนั่งตาเบิกกว้างด้วยความใ
“นี่เรากำลังฝันอยู่รึเปล่าว” วรารินเพ้อส่งเสียงออกมาเบาๆ
“เ้าตื่นอยู่จะฝันได้อย่างไร” ชายชุดขาวกล่าว
“หะ ฮึก” วรารินสะดุ้งเฮือก เขาเอนตัวขึ้นมาแทบจะทันทีเมื่อได้สติและรีบก้มมองลอดสำรวจร่างกายใต้ผ้าห่มป่านผืนหนาที่ผิวััหยาบกระด้าง
เขาสวมเสื้อขาวแขนยาวปกคอสั้นและกางเกงหลวมๆตัวหนึ่งที่ยาวเลยหัวเข่ามาเล็กน้อย พวกมันน่าจะทำมาจากผ้าฝ้ายรูปทรงดูเหมือนชุดพื้นเมืองของคนภาคเหนือ สีของมันหมองคล้ำจนเกือบจะเป็สีน้ำตาลอ่อน
เขาลูบๆ คลำๆ ไปทั่วร่างของตัวเองด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ แผลที่มือและหน้าอกของเขาสมานกันดีจนแทบจะเรียกว่าหายเลยก็ได้ถ้าไม่นับรอยสีแดงที่ดูเหมือนจะเป็รอยแผลเป็นั่น
วรารินรู้สึกงุนงงผสมกับดีใจในเวลาเดียวกันเขาฝันร้ายและตื่นแล้ว เื่นั้นแน่นอนที่สุด แต่เมื่อสังเกตตัวเองดีๆ แล้วก็ยิ่งทำให้เขาใมากขึ้น จนแทบอยากจะร้องกรี๊ดออกมาเลยทีเดียว
“นี่..คุณ..ทำอะไรกับผม”
ชายในชุดขาวหันมามองหน้าเขาในทันทีเพราะเสียงเรียกที่สั่นครือของวราริน
“ทำแผล เช็ดตัว และหาผ้าให้นุ่ง ทำไมเ้าถึงต้องใถึงเพียงนี้ด้วย” เขาขมวดคิ้วคล้ายมีความแปลกใจแต่ไม่อยากแสดงออก แต่น้ำเสียงนั้นชัดเจนว่ามีความอยากรู้อยากเห็นอยู่เต็มอก
…โอ้แม่เ้า...โอ้แม่จ้าว...เขาเช็ดตัวให้ลูก เขาเช็ดตัวให้ลูก...วรารินร้องะโดังลั่นในใจ
นันย์ตาของเขาเบิกกว้าง ปากเม้มปิดสิดแน่นเป็เส้นตรง หัวใจเต้นแรงส่งเืสูบฉีดไปทั่วร่างจนร้อนผ่าว
ความรู้สึกเสียดายวิ่งพล่านไปทั่วเซลล์ประสมองของเขา เมื่อนึกจินตนาการถึงภาพตัวเองนอนคว่ำและมีชายรูปงามผู้นี้กำลังลากมืออันเรียวงามจับผ้าขาวผืนนุ่มเช็ดผ่านผิวส่วนโค้งเว้าต่างๆ ของมัดกล้ามเนื้อที่มีเนื้อผิวเนียนนุ่มเปล่งประกายของเขาไปทั่วร่างภายใต้แสงดาวสีเงินนับร้อยพันที่เป็เหมือนฉากหลังในหนังรักอีโรติก....คิดแค่นี้เขาก็ตัวสั่นจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว แต่ก็ต้องพยายามเก็บอาการซ่อนความปรารถนานั้นไว้ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว
“เ้าเป็อะไร ข้าทำอะไรผิดต่อเ้างั้นเหรอ ”ชายผู้นั้นถามย้ำ
วรารินยังนิ่งเงียบ เขาจ้องหน้าของชายผู้นั้นตาไม่กระพริบก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง
...เราน่าจะตื่นให้เร็วกว่านี้..เขาคิด...
“ผลข้างเคียงของยาสมานแผลทำให้เ้าพูดไม่ได้อย่างนั้นรึ!” ชายผู้นั้นจ้องตาเขากลับมาแบบตรงๆ และน้ำเสียงเริ่มจริงจังมากขึ้น
“มะๆ ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย ผะๆ ผม อะเอ้ย..ขะ..ข้า..สะบายดี ” วรารินรีบหันหน้าหลบทันที ในใจนึกละอายที่มีจิตคิดเื่ลามกต่อเขา จนเกือบจะเปิดเผยความปรารถนาของตัวเองผ่านสีหน้าและแววตาออกไปแล้ว
“แปลก!…” ชายผู้นั้นอุทานออกมาก่อนจะกล่าวต่อ
“แล้วเ้าเป็ใคร ชื่ออะไร มาจากไหนทำไมถึงมาอยู่ที่วังอสูรของเ้าติรัจฉานได้” เขากล่าวถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอบอุ่นและดูเป็มิตรมากขึ้น เสียงนั้นทำให้วารินนึกถึงพระเอกหนังจีนในหนังกำลังภายในที่เขาเคยดู เป็เสียงของผู้ชายอายุสามสิบต้นๆ ที่ฟังดูแล้วรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย
“ผะๆผม เอ้ย..” วรารินตั้งสติ ก่อนจะพยายามปรับสำเนียงภาษาเพื่อให้กลมกลืนกับคู่สนทนาตอนนี้
“ข้าชื่อวราริน หรือเรียกสั้นๆ ว่าจิมมี่”
ชายคนนั้นนิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ ก่อนจะหันมากลาวกับเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“วรารินกับจิมมี่ไม่เห็นจะเข้ากันตรงไหนเลย ข้าขานนามเ้าว่าริน น่าจะดีกว่า” เขาพูด
วรารินถึงกับหน้าแดง ...คนอะไรแค่จะเรียกชื่อก็ต้องคิดเยอะขนาดนี้.....
…แต่ก็ดีนะ..เรียกเราว่า..ริน..ฟังดูเพราะดี เขาคิด ...
“เออ...ถ้าท่านสะดวกแบบนั้นข้าก็ไม่ว่า ว่าแต่แล้วท่านละชื่ออะไร”
“นามเรียกขานของข้าคือ วรินทรา เป็ปักษาวิเวกแห่งวังมหาวายุ ศิษเอกแห่งราชปุโรหิต ผู้สืบทอดผ้าคลุมวิหกเหินลมและดาบวายุภักต์มนต์ตรา”
วรารินได้ยินแจ่มชัดแค่เพียงประโยคแรกเท่านั้น ความหล่อเหลาท่วงท่ากิริยาของการขยับริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มคู่นั้นของคู่สนทนาใต้แสงแห่งกองไฟร่านสวาทอันลุกโชนทำให้เขารู้สึกเคลิบเคลิ้มจนิญญาแทบจะหลุดลอยออกไปจากร่างพุ่งตรงขึ้นไปสู่สรวง์
เขาเม้มปากยิ้ม เอียงหน้าหลบสายตาที่จ้องมองมาเล็กน้อยราวนางเอกงิ้วที่ทำทีเขินอายหมายหลอกล่อให้ชายที่เชยชมมาติดกับ แม้ก่อนหน้านี้วรารินยจะมีข้อสงสัยนับร้อยนับพันเื่แต่ปัญหาเ่าั้ก็ดูเล็กน้อยลงทันทีเมื่อเทียบกับการที่ต้องอ่อยผู้ชายอยู่ตรงหน้าให้อยู่หมัด ยิ่งเมื่อวรินทราลุกจากที่นั่งเดินลงมาทิ้งก้นนั่งลงข้างๆ เขา ก็ยิ่งทำให้วรารินแน่ใจเป็อย่างยิ่งว่าเสน่ห์ของเขายังมีอยู่ล้นเหลือ ยิ่งเมื่อชายผู้นั้นจับมือของเขายกขึ้นมาประคองไว้หัวใจของวรารินก็ยิ่งเต้นสั่นแรง
…อะไรกัน..คืนนี้ข้าจะต้องเสียตัวให้ชายผู้นี้หรือนี่...เขาคิดถึงภาพวาบหวิวพลางบิดตัวไปมาในลักษณะพยายามเก็บอาการไว้เต็มที่
“พิษยาและพิษาแคงจะทำให้สติของเ้าวิปลาสไปแล้วกระมัง” วรินทรากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางจับตรวจดูชีพจรตรงข้อมือของวราริน
“หยาบคาย” วรารินสะดุ้งเฮือกหันกลับมาอุทานเบาๆ ด้วยความใผสมกับผิดหวัง ที่ชายผู้อยู่เบื้องหน้านั้นไม่ได้ติดกับมารยาที่เขาวางไว้เลย
“อะไรกันหยาบคาย” วรินทราขมวดคิ้วจ้องหน้าถาม
“เออ..คือหญ้านะท่าน มันหยาบและระคายเคืองผิวของข้าจนรู้สึกคันไปหมดทั้งตัวแล้ว” วรารินพูดพลางบิดตัวและทำทีเอื้อมมือทั้งสองข้างไปเกาแผ่นหลังของตัวเอง
“ไหนขอข้าดูหน่อย” วรินทราไม่รอคำตอบ เขาหันแผ่นหลังของวรารินเข้าหาตัวเองก่อนจะดึงเสื้อที่ใส่อย่างหลวมๆ ลง
วรารินหัวใจหล่นวูบลงไปพร้อมกับเสื้อที่ลงไปกองอยู่ที่รอบเอวของเขา ความนุ่มเย็นของสายมือเรียวงามลากเลื่อนไปทั่วร่องแผ่นหลังอย่างอ่อนโยนแ่เบาราบเรียบดุจแพรไหมชั้นดีที่เคยัั
“ไม่เห็นเป็อะไรเลย” เสียงของวรินทราดังขึ้นพร้อมกับกระแส่ฉ่ำเย็นของเนื้อมืองามนั้นที่จางหายไป
“ข้าคงคิดไปเองนะท่าน” วรารินกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดายผสมกับความสิ้นหวัง
วรินทรายิ้มที่มุมปากก่อนจะยกเสื้อของวรารินขึ้นสวมให้กลับคืนไปเป็ปกติ
“ชีพจรของเ้าก็ดูปกติดี ” เขากล่าวก่อนจะลุกขึ้นและเดินกลับไปยั่งตำแหน่งเดิมของตัวเอง
วรารินชายตามองตามด้วยความรู้สึกเสียดายอย่างเป็ที่สุด เขาถอนหายใจลบภาพลามกทั้งหมดออกจากสมองก่อนจะปล่อยให้เสียงของคำถามมากมายไหลเข้ามาแทนที่ ...โลกนี้เป็โลกแบบไหนกันแน่..และเขามาที่นี่ได้อย่างไรกัน....สิ่งเหล่านี้คือเื่เร่งด่วนที่ต้องหาคำตอบ..