เด็กหญิงลูกจันทร์ในปี 2538
“ลูกจันทร์ตื่นเถอะ"
น้ำเสียงนุ่มละมุนที่กระซิบอยู่ข้างหูทำให้เธอค่อยๆตื่นขึ้น ความหนาวเย็นรอบๆ ดึงสติสัมปชัญญะเธอกลับคืนมา
"รีบตื่นนะ ไม่อย่างนั้นหนูจะไปโรงเรียนสาย"
หญิงสาวลืมตาขึ้นพร้อมกับมองไปที่ต้นเสียงด้วยความมึนงงเล็กน้อย เท่าที่จำได้คอนโดของเธอไม่มีแม่บ้าน นอกจากเธอก็ไม่มีใครอื่นอีก แล้วคนที่กำลังกำลังร้องเรียกให้เธอตื่นอยู่ในขณะนี้เป็ใคร?
แสงสีส้มจากตะเกียงเ้าพายุส่องสว่างเป็ดวงท่ามกลางความมืด กลิ่นความชื้นของหญ้าแห้งชุ่มน้ำลอยอ้อยอิ่งติดปลายจมูก ความหนาวเย็นที่กำลังไล่ตามแขนขาทำให้เธอหดกายน้อยๆ
หญิงสาวสะลึมสะลือยันตัวลุกขึ้นก่อนจะมองฝ่าความมืดไปรอบๆ
"ลุกแล้วใช่ไหม ง่วงละสิ รีบมาล้างหน้าล้างตาเร็วเข้า พ่อกำลังอุ่นปลาย่างให้หนูกินก่อนไปโรงเรียน"
เสียงของผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีกรอบ เงาดำที่เคลื่อนไหวมองจากตรงนี้ไม่ชัดเจนนัก
คนที่ถูกเรียกขยี้ดวงตาที่ตาพร่ามัว หญิงสาวอ้าปากหาวเบาๆตามกลไกของร่างกาย
ตรงหน้าของเธอคือมุ้งสี่ขาสีฟ้าซีด ร่องรอยของการปะเย็บบ่งบอกว่ามันถูกใช้งานมายาวนานแค่ไหน แสงสว่างจากตะเกียงเ้าพายุที่วางอยู่บนโต๊ะกลางห้องทำให้หญิงสาวรับรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่คอนโดของเธออีกต่อไป
หญิงสาวเบิกตากว้างและหันซ้ายหันขวาเพื่อมองรอบข้างอย่างละเอียดอีกครั้ง
ไม่...ไม่ใช่ห้องของเธอจริงๆ
มือเล็กเลิกผ้าห่มผืนบางออกจากลำตัวอย่างรวดเร็ว เธอมองแขนและขาที่หดสั้นลงราวกับเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบด้วยความสับสน แม้แต่เส้นผมที่ยาวจรดบั้นเอวก็เหลือสั้นแค่ติ่งหู
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมรูปลักษณ์ของเธอเปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่ตัวเธอแบบนี้!
หญิงสาวนวดขมับที่กำลังปวดตุบๆ เธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเื่ในปัจจุบันอยู่เลย เธอจำได้แค่ว่ากำลังนอนอยู่ที่คอนโดมิเนียมสูงชั้น 20 ใจกลางกรุงเทพฯ เพราะเพิ่งกลับมาจากการประชุมอันยาวนานที่ต่างประเทศอย่างเหน็ดเหนื่อย
แล้วทำไมตอนนี้เธอถึงมาโผล่ที่นี่ได้?
"ลูกจันทร์ ทำไมหนูยังไม่ลุกอีก วันนี้วันหนูมีสอบไม่ใช่เหรอ"
หญิงสาวผวาลุกตามเสียงเรียก เธอยกชายมุ้งขึ้นก่อนจะค่อยๆคลานออกมา
ลมหนาวยามเช้าตรู่ทำให้เธอต้องยกมือลูบแขน ห้องที่เธอนอนเป็ห้องกว้างตีด้วยแผ่นไม้ทั้ง 4 ด้าน ใช้หญ้าคามุงแทนสังกะสี ภายในห้องนอกจากที่นอนเรียบง่ายก็มีราวไม้แขวนเสื้ออยู่อีกด้าน
ตะเกียงที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเองจากกระป๋องอลูมิเนียมสีเงินตั้งอยู่บนโต๊ะกลางห้อง กลิ่นน้ำมันทำให้เธอย่นจมูก ตะเกียงแบบนี้เธอไม่เคยใช้มาก่อน มันไม่ใช่ตะเกียงเ้าพายุแบบที่เธอเคยเห็น น่าจะเป็ตะเกียงที่คนที่นี่ทำขึ้นมาง่ายๆ เพื่อใช้งานเอง
แสงสว่างทำให้เธอสามารถมองเห็นปฏิทินเก่าๆ ที่แขวนบนเสาไม้กลางห้อง ตัวเลขของปีพ.ศ ทำให้หญิงสาวถึงกับชะงักนิ่ง
เดือนตุลาคม 2538
เดี๋ยวนะ เธออยู่ในปี 2538 เหรอ!
หญิงสาวส่ายหัวอย่างมึนงงขณะมองที่ปฏิทินบนเสาไม้กลางห้อง เธอค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกมาด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น ในหัวสมองตอนนี้ขาวโพลนจนไม่รู้จะทำอย่างไร
จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าพลันพร่าเบลอและหมุนเป็คลื่นด้วยความเร็วสูง หญิงสาวกัดริมฝีปาก ในลำคอมีเสียงอึกอัก เธอรู้สึกวิงเวียนจนเสียหลักล้มลงไปบนพื้น
ตอนนั้นเองพื้นที่ว่างเปล่าก็ปรากฏขึ้น
มันคือมิติว่างเปล่าขนาดสิบตารางกิโลเมตร ภายในมิติมีพื้นดินที่รกร้างปราศจากสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งก่อสร้างใดๆ
ร่างบอบของเธอยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางพื้นที่กว้างใหญ่ มองเห็นเพียงความว่างเปล่าที่ชวนหวาดผวายิ่งกว่าเดิม ขณะกำลังตั้งพยายามสติอยู่นั้น หน้าจอโปร่งแสงก็เด้งขึ้นมาจากอากาศ
มันเป็หน้าจอรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง ตามขอบกระพริบไฟ บนหน้าจอแสดงข้อความภาษาไทยที่เธอสามารถเข้าใจสองบรรทัด
'โปรแกรมติดตั้งเสร็จสมบูรณ์ ้าเชื่อมต่อใช่หรือไม่'
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก เธออ่านทวนข้อความที่ปรากฏตรงหน้าถึงสามรอบเพื่อเน้นย้ำว่าตนเองไม่ได้กำลังตาฝาดหรือเกิดภาวะป่วยทางสมอง
ด้านล่างข้อความมีปุ่มสีแดงและสีเขียวที่เขียนคำว่าใช่และไม่ใช่เอาไว้
มือเล็กเอื้อมไปแตะปุ่มสีเขียวที่เขียนคำว่า 'ใช่ ' อย่างลังเลใจ เธอกลัวว่าหากแตะลงไป อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงขึ้น
โชคดีที่เธอที่คิดมากไปเอง นอกจากหน้าจอเริ่มประมวลผล และเปลี่ยนเป็หน้าจอที่มีตารางข้อความเหมือนเกมในสมาร์ทโฟนปี2025ที่คุ้นเคยแล้ว สิ่งที่เธอคิดก็ไม่มีอะไรที่ส่อแววร้ายแรงอีก
บนหน้าจอที่โปร่งแสงประกอบไปด้วยปุ่มโปรไฟล์ ปุ่มเมนูและปุ่มตั้งค่าอื่นๆทั้งหมดสามปุ่ม
หญิงสาวมองมันชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจแตะไปที่ปุ่มโปรไฟล์ด้านซ้ายบนสุด ทันใดนั้นข้อความจำนวนหนึ่งเด้งขึ้น
ชื่อ: ลูกจันทร์
อายุ: 10 ปี
เพศ: หญิง
คลัง: 5 รายการ
การผลิต: 0 รายการ
ร้านค้า: เปิดทำการ
เหรียญทอง: 100 เหรียญ
อื่นๆ : 0 รายการรายการ
หญิงสาวไล่สายตาอ่านข้อความที่กำลังปรากฏอยู่บนหน้าจอโปร่งแสงอย่างรวดเร็ว ค่าสเตตัสที่เด้งขึ้นมาไม่ต่างจากเกมที่เธอเคยดาวน์โหลดมาเล่นเลย มันบอกข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานและรายการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
เมื่อฟังก์ชั่นการใช้งานไม่ได้ซับซ้อน เธอจึงพยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงรับรู้
นิ้วเล็กแตะไปที่ฟังก์ชั่นบนหน้าจอเพื่อเข้าสู่รายการอื่นๆ
ปุ่มเมนูแสดงรายการร้านค้าขึ้นมา มันโชว์ผลเป็รูปร้านค้าสองรูป
รูปแรกมีลูกศรชี้เข้า ด้านข้างมีคำอธิบายเล็กๆ บอกให้รู้ว่านี่เป็ร้านค้าในระบบที่รับซื้อสินค้าจากผู้ใช้งาน
ส่วนรูปถัดลงมาเป็รูปร้านค้ามีลูกศรชี้ออก คำอธิบายแสดงให้รู้ว่าเป็ร้านค้าในระบบที่ขายสินค้าให้แก่ผู้ใช้งาน
หญิงสาวขบคิดเล็กน้อย ก่อนจะแตะไปที่ไอคอนร้านค้าลูกศรชี้ออกเบาๆหนึ่งที รายการสินค้าที่ระบบเปิดขายให้ผู้ใช้งานเด้งขึ้นมามากกว่าสามหมวดหมู่
พวกมันคือแบบแปลนต่างๆ ของสิ่งก่อสร้าง เมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้ สัตว์เลี้ยงเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมหนัก การแปรรูปอาหาร ร่วมไปถึงสินค้าอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน แน่นอนว่าเธอไม่สามารถสำรวจให้ครบจนหมดได้ในเวลาสั้นๆ
เพื่อตอกย้ำความมั่นใจ เธอแตะไปที่ไอคอนรูปคลังสินค้าที่อยู่ตรงกลางหน้าจอ
เมื่อเข้ามาในหน้าจอของคลังเก็บสินค้า รูปไอคอนถุงผักสามชนิดก็ปรากฏขึ้นบนชั้นวาง มันเป็เมล็ดผักบุ้ง ผักคะน้าและแตงโม ส่วนอีกสองไอคอนที่เหลือเป็ปุ๋ยเร่งโตใช้กับพืชและพลั่วสำหรับพรวนดิน
หญิงสาวขมวดคิ้วและครุ่นคิดเล็กน้อยขณะมองรูปไอคอนผักบนชั้นวาง เธอตัดสินใจกลับไปยังรายการซื้อขายในเมนูร้านค้าอีกครั้ง
หน้าจอ้าสุดบอกว่าตอนนี้เธอมีเหรียญทองที่สามารถใช้จ่ายอยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยเหรียญ หญิงสาวแตะไปที่หมวดอื่นๆ ก่อนจะเลือกแปลงเพาะปลูกที่มีราคาเขียนกำกับอยู่ด้านล่างว่าสิบเหรียญทอง
เธอกดซื้อมาทั้งหมดที่ระบบปลดล็อคให้
พื้นที่ว่างเปล่าในตอนแรกพลันปรากฏแปลงเพาะปลูกจำนวนสองแปลงขึ้น ขนาดของแปลงเพาะปลูกนี้ กว้างหนึ่งเมตร ยาวเกือบห้าเมตร ตรงกลางระหว่างแปลงเพาะปลูกทั้งสองมีร่องเดินประมาณห้าสิบเิเ
หญิงสาวไม่รอช้าที่จะทดสอบว่าการคาดเดาของตนนั้นถูกต้องหรือไม่ เธอกดไปที่ไอคอนรูปผักในคลังเก็บของเพื่อแตะใช้งาน
แปลงเพาะปลูกถูกหว่านเมล็ดผักบุ้งลงบนดินทันที
เมื่อเห็นว่าการทำงานเป็ไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ เธอจึงแตะไอคอนรูปแตงโมเพื่อปลูกลงแปลงอีกครั้ง หลังจากกดใช้งานเมล็ดพันธุ์ในคลังแล้ว พวกมันจะหายไปตามจำนวนที่ใช้ทันที
หน้าต่างเล็กๆ เด้งซ้อนทับขึ้นมาบนหน้าจอโปร่งแสงเพื่อถามว่าเธอ้าใช้ปุ๋ยเพื่อเร่งโตหรือไม่
จำนวนปุ๋ยเร่งโตที่อยู่ในคลังเก็บของมีทั้งหมดสิบถุง ปริมาณการใช้งานหนึ่งแปลงเพาะปลูกต่อหนึ่งถุง
หญิงสาวไม่ลังเลที่จะลองใช้ปุ๋ยเร่งโตบนแปลงเพาะปลูกที่ตนเพิ่งหว่านเมล็ดพันธุ์ไป เมื่อกดใช้ปุ๋ยเร่งโตพื้นที่เพาะปลูก เมล็ดพันธุ์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เมล็ดพันธุ์ผักและแตงโมค่อยๆ แตกหน่อก่อนจะงอกขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ผักบุ้งจีนสีเขียวก้านสูงยาวงอกขึ้นมาในขนาดโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับแตงโมลูกขนาดใหญ่ที่อยู่อีกแปลงข้างๆ
ร่างบางที่เห็นดังนั้นก็แทบร้องไชโยกับความโชคดีของตนเอง ที่แท้เธอมีโปรแกรมโกงที่เป็เสมือนฟาร์มในมิติส่วนตัว
แต่เธอไม่แน่ใจนักว่าผักและผลไม้ที่อยู่ในมิติส่วนตัวนี้จะสามารถนำออกไปในโลกจริงได้หรือไม่ หญิงสาวเดินวนเวียนรอบแปลงผัก ในใจขบคิดถึงแผนการขั้นต่อไป
ผักบุ้งและแตงโมพวกนี้พร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว หากทิ้งไว้นานเธอไม่รู้ว่าพวกมันจะเหี่ยวเฉาหรือเน่าเสียตามธรรมชาติไหม
หญิงสาวตัดสินใจเก็บผักทั้งหมดบนแปลงลงในตะกร้าแบบอัตโนมัติ ก่อนที่ผักทั้งหมดจะถูกนำไปไว้ในคลังเก็บของ จำนวนผักบุ้งที่เก็บเกี่ยวได้ในครั้งนี้มากถึง 100 กิโลกรัม
ดวงตากลมสว่างวาบเมื่อเห็นปุ่มขายสินค้าที่เด้งขึ้นมา
เธอแตะปุ่มขายสินค้าและระบุจำนวนที่้าขาย ร้านค้าในระบบรับซื้อผักบุ้งในราคากิโลกรัมละห้าเหรียญทอง หญิงสาวตัดสินใจขายผักบุ้งที่อยู่ในคลังเก็บของเกือบทั้งหมดเพื่อแลกกับจำนวนเหรียญทองสี่ร้อยกว่าเหรียญ
ส่วนที่เหลืออีกไม่กี่กิโลกรัม เธอ้าเก็บไว้เพื่อนำออกไปด้านนอกและทิ้งไว้บางส่วนในคลังเพื่อทดสอบว่าสินค้าระยะเวลาของผัก
หลังจากขายผักบุ้งที่อยู่ในคลังเก็บของไป จำนวนเหรียญทองก็เพิ่มขึ้นมา เธอไม่รอช้าที่จะไปเก็บเกี่ยวแตงโตและนำไปขายอีกครั้ง
แตงโมหนึ่งลูกหนักถึงห้ากิโลกรัม ร้านค้าในระบบรับซื้อแตงโมลูกละสิบเหรียญทอง ซึ่งเธอก็ตัดสินใจเหลือแตงโมไว้เพียงสามลูก นอกนั้นก็ขายให้ร้านค้าในระบบทั้งหมด
มองเหรียญทองที่เพิ่มขึ้นมาก็ใจชื้น ในอนาคตเธออาจจะต้องใช้ประโยชน์จากเหรียญทองพวกนี้ในการดำเนินสิ่งต่างๆ ภายในมิติฟาร์มมากขึ้น
เมื่อทดลองจนเป็ที่พอใจแล้ว หญิงสาวก็ไม่อาจปล่อยให้แปลงเพาะปลูกทั้งสองแปลงว่างเปล่าไร้ประโยชน์เฉยๆ
เธอกดไอคอนผักคะน้าลงบนแปลงอย่างไม่รีรอ ส่วนอีกแปลงที่ยังว่างเปล่าก็กลับไปที่เมนูร้านค้าในระบบเพื่อกดซื้อเมล็ดพันธุ์เพิ่ม เธอกดซื้อแตงโมจำนวนห้าถุง ราคาถุงละยี่สิบเหรียญทอง เงินร้อยเหรียญทองที่เพิ่งได้มาหายวับไปในพริบตา
แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เธอสามารถทำเงินจากการขายแตงโมได้มากกว่าจำนวนเหรียญที่เสียไป
เมื่อได้เมล็ดพันธุ์แตงโมมาก็กดหว่านลงบนแปลงดิน คราวนี้เธอไม่ได้ใช้ปุ๋ยเร่งโตเหมือนครั้งที่แล้ว เธออยากทดสอบว่าเมล็ดพันธุ์พวกนี้กว่าจะงอกจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวใช้เวลานานเท่าไหร่
ดำเนินการตามสิ่งที่คิดจนเสร็จสิ้น ร่างบางจึงทิ้งแปลงผักที่ลงเมล็ดพันธุ์เรียบร้อยเพื่อกลับมายังโลกเดิม ส่วนผักบุ้งและแตงโมอีกสามผลเธอยังไม่กล้านำออกมา รอให้สถานการณ์แน่ชัดกว่านี้เสียก่อน
หญิงสาวกลับมายัง่เวลาเดิมก่อนที่เธอจะเข้าไปยังมิติฟาร์ม ร่างเล็กของเธอยังคงทรุดนั่งอยู่กับพื้น เธอไม่แน่ใจนักว่าเวลาที่อยู่ในมิติฟาร์มผ่านไปนานเท่าไร แต่จากเสียงปลูกทำให้เธอคาดเดาได้ว่าเวลาที่เธอเข้าไปไม่นานนัก
ร่างเล็กที่ผอมบางค่อยๆลุกยืนขึ้น เธอสูดลมหายใจก่อนจะเดินไปที่บันไดไม้ด้านข้าง
เวลานี้หญิงสาวแน่ใจแล้วว่าตนเองย้อนเวลากลับมายังปี 2538 มาอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกเรียกว่าลูกจันทร์
แม้เธอจะไม่มีความทรงจำของเด็กผู้หญิงคนนี้อยู่เลย แต่เธอก็ไม่คิดว่าเป็เื่ลำบากอะไรนัก ในเมื่อมาแล้วก็อยู่ไปเถอะ
บันไดที่ใช้เป็บันไดลิงห้าขั้นถูกตีขึ้นด้วยท่อนไม้ง่ายๆเพื่อใช้สอย หญิงสาวที่กลายเป็เด็กหญิงลูกจันทร์ปีนลงมาอย่างคล่องแคล่ว แม้แขนและขาของเธอจะหดสั้นตามอายุก็ตาม
ด้านล่างใต้ถุนเป็พื้นที่โล่งไม่มีแผ่นไม้ตีเป็ผนังล้อมรอบ
บริเวณกลางใต้ถุนมีแคร่ไม้ยกสูงขึ้นมาจากระดับพื้นไว้เป็พื้นที่ใช้งานของคนในครอบครัว ด้านซ้ายมือเป็ที่ครัวเล็กๆ สำหรับประกอบอาหาร แม้ไม่ใช่เตาอังโล่ที่เธอรู้จัก แต่ก็เดาได้ว่าเหล็กสีดำที่มีสามขาขนาดเท่าตั่งนั่งซักผ้าของคนชนบทนั้น สามารถวางหม้อเพื่อประกอบอาหารแทนเตาดินอังโล่ได้
เหนือจากเตาไฟขึ้นไปเป็ขื่อไม้สำหรับวางอุปกรณ์ครัวและเครื่องปรุง มีปลาแห้งสองสามตัวห้อยไว้พร้อมกับถุงผักบางอย่าง
เสียงไก่ที่ขันดังแว่วมาท่ามกลางความมืดบ่งบอกรุ่งอรุณกำลังมาเยือนในไม่ช้า แม้จะยังไม่เช้านักแต่เธอก็คิดว่าตอนนี้น่าจะเป็เวลาตีห้ากว่าๆ
เด็กหญิงลูกจันทร์ที่ยืนมึนงงอยู่กลางใต้ถุนทำให้มารดาที่กำลังคดข้าวเหนียวร้อนๆใส่กระติบต้องเอ่ยเร่งเธออีกครั้ง
"ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้าเถอะ แม่วางปลาย่างของหนูไว้ให้แล้ว กินเสร็จจะได้แต่งตัวไปโรงเรียน"
แม่หวานมองลูกสาวคนเดียวที่เดินงัวเงียลงมาจากบนบ้าน เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ลูกสาวของเธอต้องตื่นแต่เช้าทุกวันเพื่อไปโรงเรียนให้ทัน
เธอเป็มารดาของเด็กหญิงลูกจันทร์
แม้จะอายุเพิ่งยี่สิบเก้าปีเท่านั้นแต่เพราะต้องทำงานหนักอยู่ท่ามกลางแสงแดด ร่างกายของเธอจึงเหมือนคนอายุสี่สิบปี
"จ้ะแม่"ลูกจันทร์รับคำโดยไม่แสดงท่าทีแปลกประหลาดแต่อย่างใด
เธอเดินไปที่ตุ่มน้ำข้างๆ เพื่อล้างหน้าแปลงฟันตามคำสั่ง ขันน้ำที่ใช้ยังเป็กะลาที่ถูกขัดอย่างดี มีด้ามจับจากไม้เพื่อใช้งานอย่างสะดวก น้ำจากโอ่งค่อนข้างเย็น เด็กสาวทำใจเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เทน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
เมื่อล้างหน้าเสร็จก็เดินกลับเข้ามายังใต้ถุน มีร่างของแม่หวานกำลังง่วนอยู่กับการทำงานอย่างอื่น
เธอกวาดสายตาเพื่อสังเกตรอบด้านท่ามกลางแสงตะเกียงสีส้ม แม่ของเธอมีรูปร่างค่อนข้างผอม ใบหน้ามีฝ้ากระเป็หย่อมๆ อาจจะเป็เพราะต้องตากแดดทำงานเป็เวลานาน แสงแดดและมลภาวะจึงทำร้ายิัจนทำให้เธอแก่เกินอายุจริงไปมาก
แม่หวานสวมผ้าถุงและเสื้อคอกลมกลางเก่ากลางใหม่ ดูลักษณะใจดีและค่อนข้างขี้อายเหมือนหญิงสาวในหมู่บ้านชนบททั่วไป
ลูกจันทร์ขยับตัวนั่งลงบนแคร่ไม้ ด้านหน้าของเธอมีจานปลาช่อนย่างเกลือวางเอาไว้ในถาด นี่คงเป็ปลาย่างที่พ่อของเธออุ่นไว้ให้ตามที่แม่หวานบอก
มือเล็กหยิบเนื้อปลาที่อุ่นกำลังดี ปลาช่อนค่อนข้างสดแม้จะค้างคืนและถูกนำมาอุ่นอีกครั้ง เด็กสาวจึงกินอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนที่เธอจะถูกแม่หวานเอ็ดเสียงเบา
"ปั้นข้าวด้วยสิลูก กินแต่กับจะเป็พยาธิ"
ลูกจันทร์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันมึนงงอีกรอบ ปลาย่างตัวนี้ถูกย่างด้วยไฟจนสุกอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ปลาที่ยังดิบ กินไปเธอจะเป็พยาธิได้อย่างไรM
ที่แท้นี่เป็กลยุทธ์ของคนชนบทเพื่อหลอกให้เด็กๆ ที่ชอบกินแต่เนื้อไม่ชอบกินข้าวหวาดกลัว หากปล่อยให้เด็กๆ กินแต่กับไม่กินข้าว พลังงานที่ได้รับก็จะไม่เพียงพอและหิวเร็วขึ้น
เด็กสาวไม่อยากทำตัวแปลกแยกจึงพยักหน้าและเอื้อมมือเปิดกระติบข้าวเหนียวที่วางข้างๆ ข้าวเหนียวร้อนๆ หอมกรุ่นกับปลาย่างในตอนเช้าตรู่ก่อนไปโรงเรียนทำให้เด็กสาวคิดถึงสมัยที่ตนเองยังเป็เด็ก
ตอนนั้นเธอจำได้ว่าอาหารเช้าเป็เพียงน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋ง่ายๆ แบ่งกันกินพี่น้องในระหว่างนั่งรถไปโรงเรียน แถมบางวันตื่นสายจนต้องไปกินเบรกฟาสต์ที่โรงเรียนก็มี
ข้าวเหนียวที่เพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ค่อนข้างร้อนและอ่อนนุ่ม เธอหยิบขึ้นมาอย่างไม่ค่อยชำนาญนัก
เด็กสาวกินข้าวเหนียวกับปลาย่างขณะขบคิดไปด้วย อาหารการกินและสำเนียงภาษาของคนที่นี่ทำให้เธอสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่าตนเองกำลังอยู่ที่ไหน
"พ่อไปไหนเหรอจ๊ะ"
ั้แ่ที่เธอลงมาจาก้า ก็มีเพียงแค่แม่ของเธอเท่านั้นที่นั่งทำงานอยู่ใต้ถุน มองซ้ายมองขวาไม่เห็นมีใครอีก เธอจึงเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
"พ่อไปเก็บปลาที่ดักไว้น่ะ วันนี้คงได้ปลาช่อนตัวใหญ่ ไว้แม่จะต้มให้กินหลังหนูเลิกเรียนนะ"
"ได้จ้ะ"
ที่แท้พ่อของเธอก็ออกไปเก็บปลาที่ดักไว้ แม้ไม่รู้ว่าพ่อไปดักปลาที่ไหนแต่เธอก็พยักหน้ารับเป็เชิงรับทราบ
หลังจากกินข้าวเสร็จ เธอไปล้างมือและขึ้นไปแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนตามที่แม่สั่ง ตอนนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว เงาดำที่เห็นเป็ตะคุ่มๆ เริ่มเป็รูปเป็ร่างชัดเจน ดูไม่น่ากลัวอีกต่อไป
เด็กหญิงลูกจันทร์อายุสิบปี เธอเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ห้าของโรงเรียนในหมู่บ้าน ชุดนักเรียนที่ใส่เป็เสื้อสีขาวกระโปรงสีกรมท่าตามปกติ แต่ไม่ว่าจะมองหาถุงเท้าและรองเท้านักเรียนอย่างไร เธอก็หาไม่เจอ
เด็กสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถามแม่หวานที่กำลังนั่งทำงานอยู่อีกด้าน
"หนูลืมไปแล้วเหรอว่าแม่ยังไม่ได้ซื้อรองเท้านักเรียนให้ เอาไว้ปีหน้าพ่อขายข้าวได้ แม่จะซื้อให้นะจ๊ะ ปีนี้หนูใส่รองเท้าแตะไปก่อนนะลูก"
น้ำเสียงที่แ่เบาเจือความรู้สึกผิดลงเรื่อยๆ ของแม่ทำให้เธอเงียบและนิ่งไป
ครอบครัวของเธอค่อนข้างยากจน พ่อกับแม่ของเธอเป็ชาวนาที่มีรายได้จากการขายข้าวในแต่ละปีเท่านั้น ดังนั้นการใช้จ่ายจึงเป็ไปอย่างกระเบียดกระเสียร
เด็กสาวถอนหายใจเฮือกพลางก้มมองรองเท้าแตะสีแดงที่เป็แบบสวมคู่เล็กของตน
"แม่ ไม่เป็ไร หนูใส่อะไรไปเรียนก็ได้ เอาไว้เรามีเงินค่อยซื้อก็ได้จ้ะ"
ลูกจันทร์ฉีกยิ้มไร้เดียงสาเพื่อปลอบใจแม่หวานที่มีสีหน้าหม่นหมอง เด็กสาวเหน็บผมที่สั้นอย่างไม่คุ้นชิน ชีวิตของเธอไว้ผมยาวมาตลอด ครั้งมาอยู่ในร่างของเด็กหญิงที่ต้องตัดผมสั้นตามกฏระเบียบของโรงเรียนก็จนใจเล็กน้อย
"แม่ขอโทษนะ หนูอยู่ปอห้าแล้วแต่ยังไม่เคยมีรองเท้านักเรียนเหมือนเพื่อนเลย แม่สัญญาว่าขายข้าวรอบนี้จะซื้อให้หนูแน่นอน"แม่หวานยิ้มน้อยๆ แววตาเศร้าสร้อยที่ตนเองไม่สามารถซื้อของให้ลูกสาวเหมือนอย่างคนอื่นๆได้
เธอกับสามีไม่ค่อยมีเงินนัก รายได้ส่วนใหญ่มาจากการทำนา ต้องประหยัดไว้จุนเจือครอบครัวทั้งปี ทั้งซื้อปุ๋ยใส่นาข้าวและใช้จ่ายในแต่ละวันก็แทบไม่เหลือเก็บแล้ว
รองเท้านักเรียนของลูกสาวราคาคู่ละร้อยกว่าบาท แต่เธอกับสามีไม่สามารถจ่ายได้ ลูกสาวจึงได้เเต่สวมรองเท้าแตะคู่ละสิบบาทไปโรงเรียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โชคดีที่ทางโรงเรียนไม่ได้บังคับให้นักเรียนทุกคนต้องสวมรองเท้านักเรียน เนื่องจากทราบดีว่าผู้ปกครองหลายคนมีค่าใช้จ่ายที่เกินกำลังอยู่แล้ว เด็กๆ ส่วนมากมาจากครอบครัวชาวนายากจน การสวมรองเท้าแตะไปโรงเรียนจึงเป็เื่พบเห็นปกติในหมู่บ้าน
ลูกจันทร์ที่ต้องไปโรงเรียนอีกครั้งในรอบหลายปีอดเบื่อหน่ายไม่ได้ เธอเลยวัยที่จะหิ้วกระเป๋าไปโรงเรียนแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อร่างนี้อายุแค่สิบขวบ การไปโรงเรียนยังจำเป็อยู่ หากเธองอแงไม่ยอมไป คงถูกไม้เรียวฟาดแน่ๆ
แต่งตัวนั่งรอพ่อกลับมาจากเก็บดักปลาไม่ถึงสิบนาที ร่างสูงในชุดเสื้อแขนยาวที่แถมมากับปุ๋ยสีน้ำเงินหม่นก็เดินเข้ามาพร้อมกับถังปลา ใบหน้าคมเข้มจากการทำงานกลางแจ้งยิ้มร่ามาแต่ไกล ดูท่าว่าวันนี้จะได้ปลาตัวใหญ่
"แม่จ๋า ดูสิวันนี้ได้ปลาช่อนตัวใหญ่ตั้งสามสี่ตัวแน่ะ แม่ขังไว้ทำต้มปลาให้ลูกกินตอนเย็นนะ มีปูนาอีก จี่ไว้กินกับน้ำพริกอร่อยๆ"พ่อแสนเดินถือถังปลาเข้ามาวางใต้ถุน ในถังมีปลาช่อนขนาดเท่าแขนกับปูนาจำนวนหนึ่ง แม่หวานที่เห็นดังนั้นก็พยักหน้ายิ้มรับ
"ได้ เพิ่งพูดกับลูกจันทร์ไปเองว่าวันนี้พ่อน่าจะได้ปลาช่อนตัวใหญ่ โชคดีจริงๆ พี่ไปผลัดผ้าเถอะจะได้ไปส่งลูกที่โรงเรียน"
"ได้จ้ะ ลูกจันทร์หนูรอพ่อผลัดผ้าก่อนนะลูก เพิ่งหกโมงเองยังทันอยู่"
ลูกจันทร์พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย พ่อแสนจึงเดินไปล้างเนื้อล้างตัวที่ตุ่มน้ำ เมื่อเช็ดใบหน้าด้วยผ้าขาวม้าผืนบางและเปลี่ยนเสื้อที่เปียกชื้นออก พ่อแสนก็เดินไปหาลูกสาวที่กำลังนั่งแกว่งขารอ
โรงเรียนอยู่ไกลออกไปจากบ้านของเธอพอสมควร หากจะไปให้ทันโรงเรียนต้องตื่นแต่เช้า
เธอจึงไม่แปลกใจที่แม่หวานปลุกั้แ่ตีห้าครึ่งเพื่อเตรียมตัว แม้ลูกจันทร์จะอายุสิบปี โตพอสมควรในยุคนี้ แต่พ่อกับแม่ก็ไม่วางใจให้เธอเดินไปโรงเรียนคนเดียว สมัยนี้บ้านเรือนอยู่ห่างกัน ถนนลูกรังสีแดงเต็มไปด้วยพุ่มไม้หนาสูงท่วมหัว อีกทั้งยังเป็เวลาเช้ามาก ตามถนนจึงไม่ค่อยมีคนผ่านไปผ่านมา บ้านของเธอปลูกอยู่ไกลจากบ้านคนอื่น ค่อนข้างอันตรายหากปล่อยให้เด็กสาวไปคนเดียว
ทุกวันจะมีพ่อของเธอเดินไปส่ง พอพ้นเขตทางเปลี่ยว มีคนผ่านไปมาก็ให้เธอเดินต่อไปเอง ตกเย็นเลิกเรียนก็จะผลัดกับแม่หวานมาคอยรอรับเหมือนเดิม
สองพ่อลูกเดินออกจากบ้านไปตามถนนดินแดง เสียงพูดโทนสูงต่ำของพ่อแสนทำให้บรรยากาศไม่เงียบเหงาจนเกินไป เด็กสาวที่สะพายกระเป๋านักเรียนตอบรับเป็บ้างครั้ง กลัวว่าพ่อพูดจนน้ำลายแตกฟอดคนเดียว
โรงเรียนในหมู่บ้านมีถึงแค่ประถมหก หากจะศึกษาต่อต้องเข้าไปที่ตัวอำเภอเท่านั้น การเดินทางเข้าตัวอำเภอจะมีรถโดยสารวิ่งรับส่ง่เช้าและ่เย็น นักเรียนในหมู่บ้านเลือกเข้าไปเรียนต่อในอำเภอก็หลายคน
"ตอนเย็นพ่อจะไปดูข้าวในนา จะให้แม่มารอรับหนูนะลูก"
บ้านของเธอไม่มีรถจักรยาน การเดินทางจึงอาศัยเท้าเปล่า เดินแรกๆเหนื่อยหน่อย แต่ไม่นานก็เริ่มคุ้นชิน เมื่อถึงเส้นทางหลักของหมู่บ้านมีคนพลุกพล่าน พ่อแสนจึงปล่อยให้เธอเดินต่อไปเอง แม้ลูกจันทร์จะไม่รู้ทางไปโรงเรียนแต่เห็นผู้ปกครองหลายคนพาลูกหลานไปส่งก็พอจะเดาได้ เธอแค่เดินตามๆ ไปไม่ได้ยากเย็นอะไร
เด็กสาวพนมมือไหว้ผู้เป็พ่อก่อนจะโบกมือไหวๆ พร้อมหันหลังเดินต่อ ส่วนพ่อแสนก็เดินกลับบ้านเพื่อกินข้าวเช้า วันนี้ต้องไปซ่อมกล้าในนา ยังมีงานหลายอย่างรอให้เขาทำอีกมาก
ถนนหลักที่ใช้ในหมู่บ้านเปลี่ยนเป็แบบปูนซีเมนต์แล้ว ตามถนนหนทางมีชาวบ้านเดินขวักไขว่ผ่านไปมา บางคนใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมหมวกฟาง รองเท้าบูทสีดำครึ่งแข้ง บนหลังมีย่ามที่ใส่กล่องข้าวเหนียวไล่ต้อนวัวควายออกไปท้องนา ภาพแบบนี้พบเห็นเป็เื่ปกติ
โรงเรียนในหมู่บ้านอยู่ติดกับวัด มีอาคารไม้สองชั้นแบ่งแยกชั้นปี โรงอาหารอยู่ทางด้านหลังติดกับสวนผักของเด็กนักเรียน ลูกจันทร์ที่เดินตามเด็กคนอื่นมาถึงโรงเรียนมองรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น ตรงประตูทางเข้าออกมีร้านค้าเป็เพิงเล็กๆ
เด็กหลายคนยืนรุมล้อมอยู่ด้านหน้า ของที่ขายเป็ขนมซองละบาท ลูกอม ทอดมัน ทอดไก่เป็ชิ้นๆ น้ำหวานและผลไม้ทั่วไป
ลูกจันทร์อยู่ปอห้าแล้วก็จริง แต่เธอยังได้ค่าขนมมาโรงเรียนวันละบาท แม้โดยปกติแล้วเด็กส่วนใหญ่ก็จะได้ค่าขนมประมาณนี้ แต่เธอก็มองว่าค่อนข้างน้อยจนไม่พอกินอยู่ดี
มองเหรียญบาทในมือที่พ่อแสนส่งให้เมื่อเช้าก็พลันถอนหายใจ เธอเดินเลยร้านค้าขึ้นไปยังอาคารเรียน สมัยนี้นักเรียนไม่มากอีกทั้งยังเป็โรงเรียนชนบทห่างไกล นักเรียนแต่ละห้องมีแค่สิบกว่าคน รวมทั้งโรงเรียนก็ประมาณร้อยกว่าคนเท่านั้น
เด็กสาวขึ้นบันไดไม้ เดินตามระเบียงชั้นสองมาเรื่อยๆ เธออ่านป้ายที่ห้อยอยู่เหนือประตูเพื่อหาห้องเรียนของตนเองอย่างมึนงง
โชคดีมีเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามาทักเสียก่อน
"ลูกจันทร์มาเร็ว วันนี้มีสอบวิชาเลขตอนเช้า ครูไพรบูลย์บอกว่าให้ช่วยกันจัดเก้าอี้เป็แถวห่างกัน เธอเอาเก้าอี้ของเธอขยับมาใกล้ฉันนะ"
ภายในห้องมีนักเรียนมาถึงบ้างแล้วสองสามคน เด็กหญิงที่ร้องทักมีชื่อว่าใบเตย เธอตัวเล็กเท่ากับลูกจันทร์ที่สูงเพียงร้อยยี่สิบเิเ ตัดผมสั้นติดกิ๊บสีดำอันใหญ่สองข้าง ตรงชายเสื้อนักเรียนมัดเหรียญบาทด้วยหนังยางสีแดงเพื่อป้องกันการหล่นหาย
ลูกจันทร์เดินเข้าไปหาเพื่อนๆ เธอไม่แน่ใจนักว่าเด็กๆ มักสนทนากันเื่อะไร เธอผ่าน่เวลานั้นมานานจนจำไม่ได้แล้ว
"เอ่อ...กิ๊บสวยดีนะใบเตย ซื้อที่ไหนเหรอ"
"เอ๊ะ เธอก็คิดว่าสวยเหมือนกันใช่ไหมล่ะ แม่ฉันซื้อมาจากในเมือง ลูกจันทร์ชอบไหม ฉันให้ยืมติดสักอัน"ว่าพรางจะถอดกิ๊บบนหัวส่งให้
"ไม่เอาๆ เดี๋ยวทำหาย"
ลูกจันทร์รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธน้ำใจอันเปี่ยมล้น เธอแค่พูดชมหาเื่คุยไปอย่างนั้นเอง ไม่รู้ว่าเด็กๆ ในห้องเป็เหาไหม หากเธอติดขึ้นมาท่าจะดูไม่จืดแน่ๆ
ใบเตยทำหน้าเซ็งนิดหน่อยที่เห็นเพื่อนไม่ลองติดกิ๊บแต่ก็ไม่พูดอะไร
เด็กๆ ช่วยกันจัดเก้าอี้เป็แถวยาวห่างกันตามที่ครูสั่ง วันนี้ปอห้ามีสอบวิชาคณิตศาสตร์่เช้าเพื่อเก็บคะแนน ลูกจันทร์ที่เลยวัยนักเรียนมานานก็เริ่มไม่แน่ใจกับความรู้ของตน หากว่าเธอสอบตกขึ้นมาจะเป็ที่น่าขบขันปานใด
แปดโมงเช้าเป็เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ นักเรียนทุกชั้นปีในโรงเรียนต้องไปเข้าแถวรวมกันที่หน้าเสาธง หลังจากทำพิธีเสร็จก็เดินแถวขึ้นห้องเรียนตามปกติ
ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ของเด็กประถมไม่ได้ยากอย่างที่เธอคิด เธอสามารถทำถูกต้องทั้งหมด แต่ก็ไม่แน่ใจว่าผลการเรียนของเด็กหญิงลูกจันทร์อยู่ในเกณฑ์ใด เธอจึงกามั่วให้มีข้อผิดบ้างเพื่อความแเี ประเดี๋ยวจะถูกหาว่าโกงข้อสอบให้วุ่นวายอีก
สอบเสร็จครูไพบูลย์ที่เป็ครูประจำวิชาควบครูประจำชั้นก็ให้นักเรียนสลับกระดาษคำตอบกันตรวจ ลูกจันทร์ได้ของเพื่อนอีกคน ดูจากใบคำตอบแล้วเธอก็สามารถบอกได้เลยว่าเขาจะผ่านหรือไม่
เล่นกาดิ่งกอไก่ทั้งหมดขนาดนี้
"ของเธอได้หกคะแนนนะไม้"เด็กสาวส่งกระดาษคำตอบคืนเ้าของ เด็กชายไม้ที่นั่งข้างๆ เกาศีรษะพร้อมหัวเราะแห้งๆ เหมือนรู้ชะตากรรมอยู่แล้ว
"ตั้งหกคะแนนเชียว คิดว่าจะได้น้อยกว่านี้เสียอีก"เด็กชายไม้รับกระดาษคำตอบคืนก่อนจะพูดเสียงดัง และนั่นนำมาซึ่งกำปั้นอภินันทนาการทีหนึ่งจากครูไพบูลย์
"เธอนี่น้า บอกให้ตั้งใจเรียนเหมือนลูกจันทร์บ้าง ขนาดให้นั่งเรียนใกล้กันแท้ๆ ยังจะกาข้อสอบมั่วอีก สอบตกขึ้นมาครูไม่ให้พ่อเธอเอาไก่น้อยมาแลกเกรดแล้วนะ อีกสักทีดีไหม"
"โอ๊ยครูครับ ก็มันยากนิครับ ครูออกข้อสอบง่ายๆบ้างไม่ได้หรือ"
เสียงโอดครวญของนักเรียนหลายคนในห้องดังขึ้น ตามด้วยเสียงบ่นของครูประจำวิชา
____________________________
ฝากน้องลูกจันทร์ด้วยนะคะ