ตอนที่91 ห้องห้าปะทะห้องหนึ่ง
เพื่อนนักเรียนหญิงบางคนเหลือบเห็นรถของเสิ่นลี่อิงจอดเทียบหน้าภัตตาคารต่างกรูเข้ามาหาอย่างมีแผนการ เนื่องจากหลายคนเคยเห็นความหล่อเหลาขององครักษ์ประจำตัวเพื่อนมาก่อน
“อิงเอ๋อร์มาแล้ว”เพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งส่งเสียงบอกเพื่อนคนอื่นอย่างตื่นเต้นยินดี
รถยนต์ของเสิ่นลี่อิงจอดเทียบหน้าภัตตาคารในเวลาไล่เลี่ยกันมีรถบีเอ็มดับเบิลยูหรูรุ่นล่าสุดจอดต่อด้านหลังจินฮุ่ยหมินลงจากเบาะหลังรถ แล้วยื่นมือไปรับแฟนสาวที่นั่งอยู่ด้านในให้ออกมาจากรถโดยสะดวก
เขาเหลือบมองเห็นฝรั่งหล่อเหลาในชุดสูทสุภาพจากรถคันหน้าลงจากเบาะหน้ารถข้างคนขับแล้วรีบเปิดประตูให้เจ้านายเบาะหลังรถลงมาอย่างนอบน้อม
พลันตกตะลึงเมื่อมองเห็นร่างของเด็กสาวที่กลายร่างเป็นหญิงสาวแสนสวยในชั่วพริบตาจนทำให้เขาตาพร่ามัวเล็กน้อยในทันที เขาสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินเสียงเรียกของแฟนสาวดังขึ้นอย่างไม่พอใจว่า
“เอ๋! พวกห้องห้าก็มากินเลี้ยงด้วยหรือ?”
โจวลี่จินอุทานอย่างไม่พอใจที่เห็นนักเรียนห้องห้ามากินอาหารในภัตตาคารหรูเหมือนพวกตนเธอแอบเหล่ตามองเสิ่นลี่อิงด้วยความอิจฉาในรูปร่างหน้าตาที่สวยงามและยังมีผู้คุ้มกันเป็นชายต่างชาติของอีกฝ่าย
“พวกเขาก็คงอยากมากินอาหารอร่อยที่นี่เหมือนเราละมั้ง”จินฮุ่ยหมินเอ่ยตอบแฟนสาวอย่างคาดเดา
เขาไม่ได้คิดมากเท่าใดในการพบกับเพื่อนต่างห้องแต่เขาให้ความสนใจในตัวนักเรียนหญิงที่เก่งกาจ จนสามารถเอาชนะเขาได้มากกว่าเพราะอยากรู้ว่าห้องห้านัดรวมตัวมากินเลี้ยงด้วยเหตุใด
กงเจียหลิงปราดเข้ามาหาเพื่อนสนิทพลางกวาดสายตามองเพื่อนจากหัวจรดเท้าสลับไปมาด้วยแววตาเป็นประกายเธอกล่าวชื่นชมเพื่อนอย่างจริงใจโดยรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยว่า
“ว้าว! อิงเอ๋อร์ เธอสวยงามมากเลยแบบนี้ก็บดบังความสวยน่ารักของฉันหมดเลยสิ”
“ไม่หรอกน่าหลิงหลิงก็สวยในแบบของเธออยู่แล้ว ใครได้เป็นแฟนเธอคงโชคดีชะมัด”
เสิ่นลี่อิงเอ่ยให้กำลังใจพร้อมชมเพื่อนกลับคืนเธอเหลือบมองเห็นท่าทีของหัวหน้าห้องที่อยู่ใกล้เคียงกัน เขามีใบหน้าสีแดงกะทันหันเมื่อเธอเอ่ยชมเพื่อนสนิทจึงรู้สึกสงสัยในพฤติกรรมของเขาทันที
“บ้าน่าอิงเอ๋อร์ใครเขาจะมาชอบฉัน ไม่เหมือนเธอนี่ มีคนชอบเยอะแยะเลย”
กงเจียหลิงตีแขนเพื่อนเบาๆ เป็นการแก้เขิน เธอเอ่ยถึงความสวยของเพื่อนตามจริงเพราะเคยได้ยินนักเรียนชายหลายคนพูดพร่ำเพ้อถึงเพื่อนสนิทบ่อยครั้ง
เสิ่นลี่อิงดึงแขนเพื่อนให้เข้าไปภายในภัตตาคารพลางพยักหน้าทักทายเพื่อนห้องห้าอย่างเป็นมิตรเธอไม่ได้สนใจนักเรียนห้องหนึ่งที่เดินไปรวมกลุ่มกันอยู่หน้าภัตตาคารแต่อย่างใด
“พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะไม่รู้ว่าห้องพิเศษที่นี่เป็นยังไงบ้าง?”
เสิ่นลี่อิงอยากรู้ว่าลูกน้องเตรียมห้องพิเศษสำหรับเธอและเพื่อนดีหรือไม่จึงต้องการไปตรวจสอบ พลันถูกมือของเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งดึงรั้งไว้แล้วบอกเธอด้วยน้ำเสียงมีเลศนัยว่า
“เดี๋ยวสินักเรียนเสิ่นเธอจะไม่แนะนำผู้คุ้มกันหน่อยหรือ?ฉันอยากรู้จักอยู่นะ ว่าแต่พวกเขาคิดค่าจ้างแพงไหม?ฉันอยากให้เขารับงานที่บ้านฉันบ้าง จะได้มีบอดี้การ์ดหล่อ ๆคอยรับส่งฉันไปโรงเรียนเหมือนเธอ”
เสิ่นลี่อิงเลิกคิ้วมองเพื่อนนักเรียนหญิงด้วยความแปลกใจเธอเหลือบมองอูโน่ที่หันหลังเดินไปขึ้นรถ พลางเรียกไว้อย่างเข้าใจความนัยของเพื่อนเป็นภาษาสเปนว่า“อูโน่! เพื่อนฉันเขาอยากรู้จักนาย”
อูโน่หันขวับไปมองเจ้านายและกลุ่มเพื่อนนักเรียนชายหญิงด้วยความแปลกใจเขาเดินกลับไปหาเจ้านายพลางบอกอย่างลำบากใจว่า
“นายท่านครับนายท่านจะเล่นอะไรอีกครับ?”
เขารู้ดีว่าเจ้านายจงใจเรียกเพื่อทำการบางอย่างต่อหน้าเพื่อนจึงสอบถามเพื่อที่จะได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า
“ไม่มีอะไรหรอกอย่ากังวลไปเลยน่า พวกเพื่อน ๆ ฉันอยากรู้จักพวกนายเดี๋ยวจะปล่อยให้สื่อสารกันเองนะ แต่ฉันจะบอกพวกเขาว่านายพูดอังกฤษไม่ได้ฉะนั้นให้พูดแต่ภาษาของนายเท่านั้น แสดงละครนิดหน่อยเอง”
เด็กสาวตอบอูโน่อย่างผ่อนคลายก่อนที่จะหันหน้าไปบอกเพื่อนห้องห้าอย่างจริงจังว่า
“คนนี้ชื่ออูโน่ส่วนคนขับชื่อโด๊ส พวกเขาพูดอังกฤษไม่ได้ ถ้าเธอสามารถสื่อสารกับเขาได้ก็ว่าจ้างกันได้เลย ฉันไม่มีปัญหาอะไร เชิญ!”
เสิ่นลี่อิงโกหกเพื่อนโดยตรงพร้อมกับเปิดโอกาสให้เพื่อนสื่อสารกับองครักษ์ของตนโดยไม่ยอมบอกว่าภาษาที่เธอใช้สื่อสารเป็นภาษาอะไรเป็นการทดสอบทักษะภาษาของเพื่อนไปในตัว
เพื่อนนักเรียนชายหญิงของเสิ่นลี่อิงและกลุ่มนักเรียนห้องหนึ่งที่ยังเดินไปไม่ไกลนักพวกเขาได้ยินคำพูดการสื่อสารของเสิ่นลี่อิงกับอูโน่เป็นภาษาต่างประเทศอย่างชัดเจนและคล่องแคล่วต่างพากันอึ้งตะลึงในความเก่งกาจของเด็กสาวกันทั้งหมด
“ถ้าพูดอังกฤษไม่ได้แล้วเธอพูดภาษาอะไรกับเขาละ?”
นักเรียนหญิงคนเดิมมีสีหน้าลำบากใจพลางถามเสิ่นลี่อิงอย่างมีความหวัง
เสิ่นลี่อิงยกมือสองข้างขึ้นมาทำท่า“ไม่รู้สิ” เป็นการปฏิเสธกลาย ๆทำให้เพื่อนนักเรียนคนอื่นต่างยิ้มแห้งอย่างจำใจเพราะไม่สามารถสื่อสารภาษาอื่นนอกจากภาษาอังกฤษกับภาษาจีนได้
จินฮุ่ยหมินและโจวลี่จินเพิ่งเคยเห็นเสิ่นลี่อิงสื่อสารเป็นภาษาสเปนรวมทั้งนักเรียนห้องหนึ่งอีกหกคนที่เก่งกาจ แต่ละคนรีบเดินหนีเข้าไปในภัตตาคารด้วยความอับอายที่ไม่สามารถสื่อสารได้เก่งกาจเหมือนกับนักเรียนห้องห้า
เสิ่นลี่อิงเหลือบมองเห็นพฤติกรรมของนักเรียนห้องหนึ่งเธอลอบถอนหายใจด้วยความรู้สึกลำบากใจ พลางคิดอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยว่า
‘โทษทีนะฉันไม่ได้ตั้งใจจะดูแคลนพวกคุณ แต่มันเป็นไปตามสถานการณ์เอง’
กงเจียหลิงเอ่ยขึ้นมาเพื่อช่วยให้สถานการณ์อันน่าอึดอัดใจดีขึ้นว่า“ไปกันเถอะ ฉันหิวข้าวแล้ว กว่าพวกเราจะได้กิน มันจะเสียเวลาเกินไปนะเข้าไปข้างในกันเถอะ”
“ไปเถอะผมจองห้องพิเศษไว้ หวังว่าจะไม่อยู่ใกล้กับพวกห้องหนึ่ง” หูเฉาเหว่ยเอ่ยชวนเพื่อนอย่างเข้าใจ
เขาแสดงความกังวลใจหากห้องกินเลี้ยงอยู่ใกล้ชิดกับห้องหนึ่งเพราะเข้าใจพฤติกรรมเพื่อนห้องห้าเป็นอย่างดีเนื่องจากแต่ละคนล้วนห่ามและดื้อ ส่งเสียงดังเป็นที่หนึ่งจึงไม่อยากมีเรื่องกับเพื่อนนักเรียนจากที่เดียวกัน
“คงไม่หรอกมั้งไปกันเถอะ” นักเรียนชายอีกคนเอ่ยกระตุ้นเพื่อนให้เข้าไปด้านใน
เสิ่นลี่อิงส่งสายตาเป็นสัญญาณให้กับอูโน่และโด๊สเพื่อให้ทั้งสองคนแยกตัวไปกินอาหารตามสบาย
..........
เมื่อกลุ่มนักเรียนห้องห้าจำนวนสิบห้าคนเข้ามาภายในภัตตาคารโดยมีกลุ่มนักเรียนห้องหนึ่งแปดคนเดินเข้ามาก่อนหน้าไม่
กี่วินาที
ผู้จัดการอวี๋ชายวัยกลางคนทำหน้าที่เป็นผู้จัดการภัตตาคาร เขาเตรียมตัวรอต้อนรับบุคคลสำคัญที่ได้รับการประสานมาพร้อมด้วยพนักงานต้อนรับหญิงสองคนเดินมาด้วยกัน
เขาหยุดยืนระหว่างเด็กวัยรุ่นชายหญิงสองกลุ่มด้วยความแปลกใจก่อนที่จะสอบถามข้อมูลของผู้ที่ควรให้การดูแลเป็นพิเศษว่า
“ขอโทษนะครับผมเป็นผู้จัดการภัตตาคารเซียงโซ่ว ไม่ทราบว่าคุณหนูเสิ่นลี่อิงอยู่ในกลุ่มไหนครับ?”
เสิ่นลี่อิงรับรู้ทันทีว่าลูกน้องประสานงานไว้ให้แล้วจึงกล่าวแสดงตัวพร้อมสอบถามถึงห้องพิเศษด้วยท่าทางผ่อนคลายว่า
“ฉันเองค่ะผู้จัดการเตรียมห้องไว้ให้แล้วใช่ไหมคะ?”
ผู้จัดการอวี๋ยิ้มกว้างอย่างยินดีพลางเดินเข้าไปทักทายและเชื้อเชิญเสิ่นลี่อิงด้วยตัวเองทว่าเขาส่งสัญญาณให้พนักงานต้อนรับหญิงอีกคนไปดูแลกลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มแทนทันทีแล้วรีบกล่าวทักทายเด็กสาวแสนสวยว่า
“สวัสดีครับคุณหนูเสิ่นผมผู้จัดการอวี๋ ยินดีที่ได้ต้อนรับคุณหนูทางภัตตาคารเปิดห้องพิเศษหมายเลขหนึ่งสำหรับคุณหนูไว้แล้วครับ เชิญตามผมมาทางนี้ได้เลย”
หูเฉาเหว่ยเหลือบมองเห็นท่าทีของผู้จัดการภัตตาคารแสดงความนอบน้อมต่อเพื่อนนักเรียนด้วยความรู้สึกหลากหลายทว่าเขากังวลว่าจะมีปัญหาเรื่องจองห้องไว้ก่อนหน้าจึงสอบถามผู้จัดการอวี๋โดยตรงว่า
“ขอโทษนะครับพอดีผมจองห้องห้ามาก่อนแล้ว หากเปลี่ยนเป็นห้องหนึ่งที่แพงกว่ามันจะมีปัญหาไหมครับ?”
ผู้จัดการอวี๋เหลือบมองหูเฉาเหว่ยแล้วตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า
“ไม่มีปัญหาครับพอดีทางภัตตาคารเพิ่งจัดโปรโมชัน ราคาห้องพิเศษหมายเลขห้าที่จองไว้จะจ่ายเท่าเดิมในห้องพิเศษหมายเลขหนึ่ง ดังนั้นคุณชายไม่ต้องเป็นกังวลครับ”
โจวลี่จินรู้สึกอิจฉาเสิ่นลี่อิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเธอเอ่ยสอบถามผู้จัดการเกี่ยวกับโปรโมชันของห้องพิเศษอื่นด้วยความอยากรู้และต้องการเปลี่ยนห้องให้ดูดีกว่าเดิมว่า
“เอ๋! ผู้จัดการคะแล้วห้องพิเศษหมายเลขสี่ละคะ ถ้าเปลี่ยนไปใช้ห้องพิเศษหมายเลขสองจะต้องจ่ายเท่าเดิมไหมคะ?”
ผู้จัดการอวี๋หันหน้ามาตอบโจวลี่จินตามจริงด้วยท่าทางเป็นมิตรและกล่าวคำขอโทษไปพร้อมด้วยว่า
“ห้องสี่ไปห้องสองขอโทษด้วยนะครับคุณหนูพอดีทางสาขาใหญ่แจ้งมาเฉพาะการเปลี่ยนจากห้องห้าเป็นห้องหนึ่งพอดีเป็นการจับฉลากสุ่มมาครับ ผมไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเปลี่ยนเองหากคุณหนูต้องการเปลี่ยนห้องให้ใหญ่และสะดวกกว่าเดิม คงต้องจ่ายเพิ่มตามจริงครับ”
ผู้จัดการอวี๋ไม่สามารถยืดหยุ่นให้กับนักเรียนอีกกลุ่มได้เขาไม่อยากเฉือนเนื้อตัวเองให้กับคนที่ไม่สามารถช่วยให้เขาก้าวหน้าได้จึงเลือกที่จะดูแลเสิ่นลี่อิงดีกว่า
จินฮุ่ยหมินเข้าใจความนัยที่ผู้จัดการอวี๋สื่อออกมาเป็นอย่างดีเขาบอกผู้จัดการและแฟนสาวไปพร้อมกันว่า
“ไม่เป็นไรหรอกครับพวกเราจะกินเลี้ยงกันที่ห้องสี่เหมือนเดิม ขอให้เสิร์ฟอาหารเร็วหน่อยนะครับ”