"ออกแรงชกข้าสักหมัดสิ"
แม้ผู้นำตระกูลซูจะเชื่อว่าซูเก๋อไม่ได้โกหก แต่ก็ยังอยากจะลองพิสูจน์ดูสักหน่อย เพราะขั้นหยวนตันระดับเก้าในวัยสิบเจ็ดปี ช่างน่าตื่นตะลึงอย่างแท้จริง ไม่แปลกที่ผู้นำตระกูลซูจะรอบคอบถึงเพียงนี้
"นี่..."
ซูเก๋อลังเลเล็กน้อย เขาเกรงว่าหากชกออกไปสักหมัด ผู้นำตระกูลซูจะรับไม่ไว้
ผู้นำตระกูลซูคล้ายจะมองความกังวลของซูเก๋อออก จึงยิ้มกล่าวว่า "เ้าหนู แม้ขอบเขตการบำเพ็ญเพียรของเ้าจะไม่ต่ำ แต่ก็อย่าได้ดูแคลนข้าเชียว ขั้นหยวนตันระดับเก้า ใช่ว่าจะทำลายการป้องกันของข้าได้หรอกนะ"
เอ่ยถึงตรงนี้ บนใบหน้าของผู้นำตระกูลซูก็ปรากฏความภาคภูมิใจขึ้นมาแวบหนึ่ง
"ต้องรู้ไว้ด้วยว่า ข้าเป็ถึงยอดฝีมือขั้นเทียนกังระดับสาม ต่อให้เป็ในสำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ยของพวกเ้า ก็มีเพียงท่านผู้เฒ่าเจียงเยี่ยนคนเดียวเท่านั้นที่เอาชนะข้าได้"
"ขั้นเทียนกังระดับสาม!" จางหลินอุทานออกมาอย่างลืมตัว นึกไม่ถึงเลยว่าชายชราผู้นี้จะเก่งกาจถึงเพียงนี้
ซูเก๋อเองก็แปลกใจเล็กน้อย ขอบเขตของผู้นำตระกูลซูสูงกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก ทว่าเมื่อรู้ขอบเขตของผู้นำตระกูลซูแล้ว ซูเก๋อก็วางใจลงได้ เขาพยักหน้าเอ่ยว่า "เช่นนั้นก็ดี ขออภัยด้วยขอรับ"
ขณะเอื้อนเอ่ย ซูเก๋อก็ตั้งท่าเตรียมบุกโจมตี และเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงส่งออกแรงเพียงหกส่วนเท่านั้น พร้อมชกหมัดเข้าใส่ผู้นำตระกูลซู
ในวินาทีที่หมัดของซูเก๋อกำลังจะปะทะร่างของผู้นำตระกูลซู รอบกายของผู้นำตระกูลซูก็พลันควบแน่นปราณคุ้มกายขึ้นมาทันที
ตูม!
เสียงสนั่นหวั่นไหว ปราณคุ้มกายรอบกายของผู้นำตระกูลซูแตกกระจายลงในพริบตา หมัดของซูเก๋อทะลวงผ่านปราณคุ้มกาย ซัดเข้าใส่หน้าอกของผู้นำตระกูลซู จนทำให้ฝ่ายหลังต้องถอยฉากออกไปหลายก้าว
ตรงจุดที่ผู้นำตระกูลซูเคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้ แผ่นหินหลายแผ่นแตกกระจายออกเป็สี่ส่วนแปดส่วน เกิดเป็แอ่งขนาดเล็กขึ้นมา
ทุกคนต่างจ้องมองซูเก๋อด้วยความตื่นตะลึง เ้าเด็กคนนี้ถึงกับชกปราณคุ้มกายของผู้นำตระกูลแตกพังในหมัดเดียว!
"พรวด"
ผู้นำตระกูลซูกระอักเืสด ๆ ออกมาคำหนึ่ง ใบหน้าที่เคยแดงระเรื่อพลันซีดขาวลงในทันตา ทว่ายามที่เขากระอักเืออกมาแล้ว บนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มตื่นเต้นฮึกเหิม
"ดี!"
เขาจ้องมองซูเก๋อด้วยอารมณ์ตื่นเต้นพลุ่งพล่าน "เป็ขั้นหยวนตันระดับเก้าจริงด้วย! มิหนำซ้ำยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าขั้นหยวนตันระดับเก้าทั่วไปเสียอีก!"
ขั้นหยวนตันระดับเก้าทั่วไป ไม่มีทางทำลายปราณคุ้มกายของเขาลงได้แน่นอน
ผู้นำตระกูลซูหันไปมองซูอี้ ในดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "ซูอี้ ภรรยาเ้าให้กำเนิดบุตรชายได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!"
ตระกูลได้ถือกำเนิดอัจฉริยะถึงเพียงนี้ มีหรือที่ผู้นำตระกูลอย่างเขาจะไม่ยินดี?
"ท่านผู้นำตระกูล ท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่ขอรับ?" ทุกคนเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
ผู้นำตระกูลซูโบกมือปัด จากนั้นก็จ้องมองซูเก๋อด้วยสายตาเป็ประกายวาววับ
"เมื่อครู่ข้ายังไม่กล้ายืนยัน แต่บัดนี้ข้าแน่ใจได้อย่างแท้จริงแล้ว ซูเก๋อ... เครื่องแต่งกายของเ้านี้ คือชุดเฉพาะสำหรับศิษย์เกียรติยศแห่งสำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ยใช่หรือไม่?"
ความแข็งแกร่งที่ซูเก๋อแสดงออกมานั้น คู่ควรกับตำแหน่งศิษย์เกียรติยศโดยสมบูรณ์
ซูเก๋อพยักหน้า "ถูกต้องขอรับ"
"จริงแท้แน่นอน" รอยยิ้มของผู้นำตระกูลซูยิ่งเบิกบาน "ฮ่า ๆ ตระกูลซูของเราได้ถือกำเนิดศิษย์เกียรติยศแห่งสำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ยขึ้นมาแล้ว ดียิ่งนัก ดีเหลือเกิน"
"ศิษย์เกียรติยศหรือขอรับ?" ซูอี้มองผู้นำตระกูลด้วยความสงสัย "ท่านผู้นำตระกูล ตำแหน่งศิษย์เกียรติยศนี้พิเศษมากหรือขอรับ?"
ชายวัยกลางคนหลายคนก็จ้องมองผู้นำตระกูลด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อศิษย์เกียรติยศมาก่อน จึงไม่เข้าใจว่าตำแหน่งศิษย์เกียรติยศนี้มีความหมายอย่างไร
เมื่อมองดูทุกคนที่มีสีหน้าสงสัย ผู้นำตระกูลซูก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "สำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ยก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็เวลานานหลายร้อยปีแล้ว ระหว่างนั้นได้กำเนิดอัจฉริยะขึ้นมามากมาย แต่ผ่านพ้นไปหลายร้อยปี ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็ศิษย์เกียรติยศมีเพียงสองคนเท่านั้น พวกเ้าจินตนาการดูเถิดว่า ตำแหน่งศิษย์เกียรติยศนี้ทรงคุณค่าเพียงใด"
เมื่อได้ฟัง ทุกคนต่างก็ตื่นตะลึง
เรียกได้ว่าสำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ยเป็ศูนย์รวมอัจฉริยะ รวบรวมอัจฉริยะมากมายแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ยเอาไว้ ตลอดหลายร้อยปีมานี้ จำนวนอัจฉริยะมีมากมายมหาศาลเกินกว่าจะจินตนาการได้ ทว่าท่ามกลางอัจฉริยะมากมายถึงเพียงนั้น มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้รับตำแหน่งศิษย์เกียรติยศ ความหมายในเื่นี้ย่อมจินตนาการได้ไม่ยากเลย
"พวกเ้าอาจไม่เคยยินชื่อตำแหน่งศิษย์เกียรติยศมาก่อน แต่พวกเ้าต้องเคยยินชื่อของคนสองคนที่เคยได้รับตำแหน่งศิษย์เกียรติยศมาแล้วอย่างแน่นอน" ผู้นำตระกูลซูยิ้มมองทุกคน
"ผู้ใดหรือขอรับ?" ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็นเป็อย่างยิ่ง
"หนึ่งในนั้นคือสุดยอดฝีมืออันดับสามแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย เ้าสำนักทหารรับจ้างต้าเซี่ยคนปัจจุบัน ผู้าุโเจียงเยี่ยน" เมื่อเอ่ยถึงเจียงเยี่ยน ผู้นำตระกูลซูก็แสดงสีหน้านอบน้อม "ส่วนอีกท่านหนึ่ง พวกเ้ายิ่งคุ้นเคยเป็อย่างดี"
ทุกคนจ้องมองผู้นำตระกูลโดยตาไม่กะพริบ
ผู้นำตระกูลซูทอดถอนใจอย่างอัศจรรย์ใจว่า "ท่านที่สองนี้ก็คือเทพผู้ปกปักษ์รักษาแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย ยอดฝีมืออันดับหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากทั่วทั้งราชวงศ์ต้าเซี่ย ผู้าุโมั่วปู้อวี่"
เมื่อคำกล่าวนี้หลุดออกมา ทุกคนในเรือนรวมถึงซูอี้และภรรยาต่างก็ถูกสะกดจนนิ่งอึ้งไปตาม ๆ กัน
"ศิษย์เกียรติยศสองคน คนหนึ่งอยู่อันดับสามแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย อีกคนอยู่อันดับหนึ่ง และบัดนี้ซูเก๋อได้กลายเป็ศิษย์เกียรติยศคนที่สาม" ผู้นำตระกูลซูทอดถอนใจไม่หยุด
"ยามนี้พวกเ้าเข้าใจหรือยังว่า ศิษย์เกียรติยศมีความหมายอย่างไร?"
ซูอี้ทั้งใทั้งยินดี "ท่านจะบอกว่า ในภายภาคหน้าซูเก๋อก็อาจก้าวเข้าสู่ระดับเดียวกับผู้าุโทั้งสองหรือขอรับ?"
"ไม่ใช่ 'อาจ' แต่ 'ต้อง' เป็อย่างแน่นอน" ผู้นำตระกูลซูเอ่ยแก้คำกล่าวของซูอี้ แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า "พร์ที่ซูเก๋อแสดงออกมานั้น โดดเด่นงดงามยิ่งกว่ายามเยาว์วัยของผู้าุโทั้งสองเสียอีก ขอเพียงซูเก๋อไม่ต้องมาจบชีวิตลงเสียก่อน ย่อมต้องบรรลุความสำเร็จอันน่าตื่นตะลึงอย่างแน่นอน กระทั่งซูเก๋ออาจมีโอกาสก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่ยอดฝีมือขั้นเทียนกังทั้งหลายต่างเฝ้าใฝ่ฝันถึงด้วย"
ขั้นเนี่ยผาน... ขอบเขตที่ทำผู้คนหลงใหลคลั่งไคล้ เป็ความเสียดายที่ตกค้างตลอดชีวิตของยอดฝีมือขั้นเทียนกังนับไม่ถ้วน
ผู้นำตระกูลซูทอดถอนใจ "ต้องบอกเลยว่า การกลับมาของซูเก๋อในครั้งนี้ ได้มอบความประหลาดใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวกเราจริง ๆ "
ใบหน้าของผู้นำตระกูลซูแดงระเรื่อเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเป็เพราะความตื่นเต้นหรือเพราะได้รับาเ็กันแน่
ซูเก๋อถูกเอ่ยชมจนขดตัวด้วยความเขินอาย "ท่านผู้นำตระกูลกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ"
"ไม่จำเป็ต้องถ่อมตนจนเกินไป ขั้นหยวนตันระดับเก้าในวัยสิบเจ็ดปี ศิษย์เกียรติยศคนที่สามแห่งสำนักทหารรับจ้าง เ้าคู่ควรกับคำสรรเสริญใด ๆ ทั้งสิ้น" ผู้นำตระกูลซูยิ้ม
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง ผู้นำตระกูลซูก็เอ่ยต่อว่า "เอาล่ะ ครอบครัวของพวกเ้าได้พร้อมหน้ากันไม่ง่ายเลย พวกเราไม่รบกวนแล้ว ยังมีเวลาอีกสองวัน พวกเราต้องเตรียมพิธีสวมหมวกของซูเก๋อให้ดี"
"ท่านผู้นำตระกูล ค่อย ๆ เดินขอรับ" ซูอี้ยันกายลุกขึ้นส่ง
ทว่า ผู้นำตระกูลซูเพิ่งเดินมาถึงประตูก็พลันชะงักเท้า แล้วหันกลับมาเอ่ยกับพวกซูอี้ว่า "จริงสิ เกี่ยวกับเื่ขอบเขตการบำเพ็ญเพียรของซูเก๋อ และข่าวคราวเื่ศิษย์เกียรติยศ อย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไปข้างนอก รอจนถึงพิธีสวมหมวกของซูเก๋อก่อน ข้าจะประกาศด้วยตนเอง เพื่อเตรียมความประหลาดใจให้แก่ขุมกำลังต่าง ๆ ในเมืองเฉียนหลง"
"ขอรับ" ซูอี้พยักหน้าอย่างจริงจัง
แล้วผู้นำตระกูลซูก็ผละจากไปพร้อมความยินดีปรีดาเต็มเปี่ยม ย่างก้าวที่เดินจากไปเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกระปรี้กระเปร่า
ชายวัยกลางคนหลายคนต่างก็ติดตามหลังผู้นำตระกูลไปด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน ในสมองเต็มไปด้วยความคิดว่า ตระกูลกำลังจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พวกเขาถึงกับเริ่มจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ยามที่ตระกูลซูก้าวขึ้นสู่ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย
เมื่อเดินออกจากเรือนไปได้ระยะหนึ่ง ฝีเท้าของผู้นำตระกูลซูก็ช้าลง จากนั้นลำคอก็ตีบตัน ก่อนจะกระอักเืสด ๆ ออกมาคำใหญ่ สีหน้าของชายวัยกลางคนหลายคนพลันแปรเปลี่ยนไป
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะอุทานออกมา ผู้นำตระกูลซูก็รีบเอ่ยขัดไว้ พลางเอ่ยเสียงต่ำว่า "วางใจเถิด ข้าไม่เป็ไร"
เขาลูบหน้าอกเบา ๆ โดยไม่ต้องมองก็รู้ว่าตรงจุดนั้นมีรอยหมัดลึกรอยหนึ่งอย่างแน่นอน อวัยวะภายในล้วนได้รับความบอบช้ำ
ผู้นำตระกูลซูยิ้มเจื่อน "เ้าหนูนี่ ลงมือหนักเสียจริง!"
เขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่า เ้าหนูขั้นหยวนตันระดับเก้าคนหนึ่ง จะสามารถะเิพลังอันน่าพรั่นพรึงถึงเพียงนี้ออกมาได้ พลังนี้ถึงกับเฉียดใกล้ผู้บรรลุขั้นเทียนกังระดับหนึ่งแล้ว มิน่าเล่า ปราณคุ้มกายของเขาถึงได้แตกสลายทันทีที่ปะทะ
"โดนหมัดนี้เข้าไป คาดว่าต้องพักฟื้นอยู่หลายวันจึงจะฟื้นตัวได้"
ผู้นำตระกูลซูนึกเสียใจอยู่บ้าง เหตุใดเมื่อครู่ตนถึงได้อวดดี ยอมรับหมัดของซูเก๋อไปตรง ๆ เช่นนั้นเล่า
……
ภายในเรือน
ซูอี้และซุนเหลียนต่างก็รู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่ เมื่อหวนนึกถึงคำกล่าวเ่าั้ของผู้นำตระกูลซู พวกเขาก็อดรู้สึกเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอยไม่ได้ คล้ายกับกำลังฝันอยู่จริง ๆ
"ซูเก๋อ เ้า..."
ซูอี้พินิจพิจารณาซูเก๋ออย่างถี่ถ้วน บุตรชายก็ยังคงเป็บุตรชายคนเดิม ทว่ากลับกลายเป็แปลกหน้าขึ้นมาทันใด ซูอี้ต้องสูดลมหายใจเข้าลึกหลายครั้ง จึงพอจะสงบอารมณ์ลงได้
เขาลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามว่า "สิ่งที่ท่านผู้นำตระกูลกล่าวเมื่อครู่ เป็เื่จริงหรือ?"
ผู้นำตระกูลซูคงไม่ว่างถึงขนาดมาจับมือกับบุตรชายของเขาเพื่อมาร่วมกันหลอกเขาหรอกกระมัง?
"เป็เื่จริงขอรับ" ซูเก๋อพยักหน้าต่อหน้าบิดามารดา เขาไม่จำเป็ต้องเสแสร้งวางตัวถ่อมตน
"เช่นนั้นเหตุใดก่อนหน้านี้เ้าถึงไม่บอก..." ซูอี้ขมวดคิ้ว "หากท่านผู้นำตระกูลไม่เดินทางมาถาม ข้าก็คงไม่รู้เื่เลย"
ซูเก๋อเกาศีรษะอย่างกะอักกะอ่วน "แต่ท่านพ่อก็ไม่ได้ถามนี่ขอรับ"
เขาย่อมอยากจะอวดอ้างความสำเร็จของตนต่อหน้าบิดามารดาอยู่แล้ว ทว่าด้วยนิสัยเข้มงวดของบิดา จึงทำให้อารมณ์นั้นต้องดับลงไป
"เอาล่ะ ซูเก๋อเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว รีบให้เขาไปพักผ่อนเถิด"
ซุนเหลียนย่อมภาคภูมิใจในตัวบุตรชายเช่นกัน ทว่าสิ่งที่นางใส่ใจยิ่งกว่าคือบุตรชายเหน็ดเหนื่อยหรือไม่ หิวหรือไม่ และถูกรังแกมาหรือไม่ต่างหาก