หลี่เหยา ขมวดคิ้ว “ เ้า้าสิ่งนี้ไปทำอะไร”
หลี่อี้เฉิน เปล่าเสียงทุ้มว่า “ข้า้ารู้รายละเอียดของคดี แม้ตายก็ต้องตายอย่างกระจ่างไม่เช่นนั้นข้าคงรู้สึกไม่ยินยอม”
หากบอกตามตรงว่าจะไขคดีหลี่เหยาอาจรู้สึกว่าสมองของเขามีปัญหา หลี่อี้เฉินจึงกล่าวเป็อื่น ถึงอย่างไรหลี่อี้เฉินเ้าของร่างก็มีนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมแพ้
หลี่เหยาเค้นเสียงคราหนึ่งกล่าวว่า “ข้าอ่านบันทึกคดีแล้วจะบอกให้เ้าฟัง”
หลายวันนี้เขาเที่ยววิ่งเต้นให้กับตระกูลหลี่ แต่คดีใหญ่หลวงเกินไปไม่มีผู้ใดยินยอมยื่นมือช่วยเหลือ เมื่ออับจนหนทาง หลี่เหยาจึงเปลี่ยนวิธี คิดจะลองคลี่คลายคดีตามหาเงินภาษีกลับมา เขาอาศัยเส้นสายของตระกูลหลี่ ความสัมพันธ์กับสำนักศึกษา รวมถึงเงินทองที่มี
หลี่เหยา ได้ซื้อตัวเสมียนศาล เมืองหนานจิง ให้ช่วยคัดลอกบันทึกคดี แต่เขาไม่มีประสบการณ์สืบคดี ไม่มีความสามารถในการวิเคราะห์คดีสุดท้ายจึงล้มเลิกไป
หลี่อี้เฉิน ยกมือขัดจังหวะ แล้วกล่าวว่า “เ้าไปเขียนมา บอกกล่าวด้วยปากเปล่าไม่มีความหมาย”
รายละเอียดคดีอยู่บนตัวอักษรจำเป็ต้องครุ่นคิด ย่อยให้ละเอียด หากต้องแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งไปกับการฟังสมองคงยากจะพิเคราะห์และแยกแยะได้อย่างเยือกเย็น ความสามารถด้านตรรกะและการวิเคราะห์ของ หลี่อี้เฉินในชาติก่อนนับว่าเป็ยอดอาชาที่โดดเด่นที่สุดในรุ่น
หากเป็อดีต หลี่เหยา คงไม่สนใจเขา แต่เห็นแก่ที่พี่น้องจากการครานี้ อาจจะเป็การจากกันไปตลอดกาล เขาจึงรับปากทำตามคำขอสุดท้ายของพี่ชาย กล่าวเบาๆว่า “รอสักครู่” ก่อนจะสาวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าหายไปจากทางเดิน หลี่อี้เฉิน นั่งลงพิงลูกกรงหัวใจสับสนเต้นไม่เป็จังหวะ เขาไม่มีความมั่นใจว่าจะพลิกคดีได้แท้จริงแล้วการไขคดีเป็เพียงความหวังและความรู้สึกไม่ยินยอม เมื่อหนทางที่จะช่วยตนเองให้รอดได้มีอยู่ทางเดียว ถึงอย่างไรก็ต้องทดลองดิ้นรนก่อนตายสักครา
กระบวนการสืบสวนในยุคของเขามีการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ดูกล้องวงจรปิด ชันสูตรศพ เป็สามส่วนที่ขาดไม่ได้ ในคดีเงินภาษีสูญหายไม่มีผู้เสียชีวิต ยุคโบราณไม่มีกล้องวงจรปิด ตัวของเขาติดอยู่ในคุก ทั้งสามประการนี้จึงไม่สามารถทำได้ เคราะห์ดีที่บันทึกคดียังสามารถช่วยให้เห็นภาพสถานที่เกิดเหตุได้
“จะตายหรือรอดคงต้องดูจากนี้แล้ว…” เขาพึมพำเบาๆ
เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไปช้าๆ หลี่เหยา กลับมา ส่งกระดาษที่หมึกยังไม่แห้งสองสามแผ่นให้เขา
“หมดเวลาแล้วข้าคงต้องกลับก่อน” หลี่เย้าลังเลครู่หนึ่งกล่าวว่า “เ้าก็ถนอมตัวด้วย”
หลี่อี้เฉิน มิได้กล่าวตอบ สายตาของเขาถูกตัวหนังสือบนกระดาษเซวียนจื่อ (กระดาษชนิดหนึ่ง) ดึงดูดไปหมด
เวลากระชั้นสั้น บนกระดาษเป็ตัวอักษรหวัด หากไม่ใช่เพราะหลี่อี้เฉินเคยรับการศึกษามาหลายปีคงอ่านตัวอักษรภูติผีเหล่านี้ไม่ออก
“การศึกษายังคงมีประโยชน์เสมอหากเ้าของร่างอ่านหนังสือไม่ออก..คงจบไม่สวยแน่” หลี่อี้เฉินกล่าวกับตัวเอง
บันทึกคดีเงินภาษีสูญหาย
สามวันก่อน่เวลาหกโมงครึ่ง หลี่เสียน คุมเงินภาษีจำนวนหนึ่งเข้าเมือง ในเวลาเจ็ดโมงสิบห้า ขบวนเคลื่อนไปถึงถนนกว่างหนาน เพิ่งข้ามสะพาน พลันบังเกิดลมประหลาดหอบหนึ่ง ม้าเกิดแตกตื่นพุ่งลงแม่น้ำข้างทาง
ทันใดนั้นเกิดเสียงะเิดังก้องจนแก้วหูแทบแตก น้ำในแม่น้ำพุ่งสูงกว่าสิบเมตร ทหารที่รับผิดชอบคนเงินภาษี ะโลงแม่น้ำไปตามหาเงิน แต่หาเงินกลับมาได้เพียงหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบตำลึง เงินส่วนที่เหลือกลับหายไปราวติดปีก
นอกจากลำดับเหตุการณ์ในคดี ยังมีคำให้การของคนผ่านทางและทหารคุ้มกันเงินภาษี ที่ศาลเมืองหนานจิงไปรวบรวมมา ท่ามกลางคำให้การการมากมาย หลี่อี้เฉินพบเห็นประโยคหนึ่งที่ใช้หมึกสีแดงขีดไว้ “มารร้ายก่อกวน!”
“มารร้ายก่อกวน?” แก้วตาของหลี่อี้เฉินพลันหดตัวลง จมสู่ห้วงความคิด
เรือนด้านหลัง ศาลเมืองหนานจิง
หลังจากเหน็ดเหนื่อยตรากตรำมาสามวัน ผู้รับผิดชอบหลักในคดีเงินภาษีสูญหายก็มารวมตัวกัน
เ้าเมืองหนานจิง เฉินฮั่นกวง ถือถ้วยน้ำชากระเบื้องเคลือบสีขาววาดลายบุปผาเขียว วางฝาถ้วยลงเบาๆสีหน้าหนักอึ้ง
บุรุษผู้เป็ขุนนางชั้นที่สี่ สวมชุดขุนนางสีแดงปักลายห่านป่าโบยบินผู้นี้ ถอนหายใจเบาๆกล่าวว่า “เหลือเวลาอีกเพียงสองวันฮ่องเต้มีพระบัญชาให้พวกเราตามหาเงินภาษีกลับคืนมา ก่อนที่หลี่เสียนจะถูกปะา ใต้เท้าทั้งสองคงต้องเร่งมือแล้ว”
ใต้เท้าทั้งสองที่เ้าเมืองเฉินเอ่ยถึง คนหนึ่งเป็บุรุษวัยกลางคนสวมชุดขุนนางสีดำเสื้อคลุมกันลมสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเบ้าตาลึกเล็กน้อยนัยตาเป็สีน้ำตาลอ่อนๆ มีสายเืชนเผ่าอนาระยะทำทางใต้อยู่ครึ่งหนึ่ง
อีกคนเป็ดารุณีเยาว์วัยใบหน้ารูปไข่ห่าน สวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองวงคิ้วและนัยย์ตางดงาม ราวจิตรกรรม ผิวขาวนวลเนียน รูปร่างอรชร ในมือของนางถืออ้อยท่อนหนึ่ง แขวนถุงหนังกวางใบเล็กกับเข็มทิศไว้ข้างเอว ปลายกระโปรงแลเห็นรองเท้าขนาดกะทัดรัดปักลายเมฆา
ทั้งสองคนคือผู้ที่มาช่วยทำคดี บุรุษวัยกลางคนมีนามว่า สวีอี้ชุน สังกัดหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ที่ขุนนางต้าฉินพรั่นพรึง
หน่วยองครักษ์เสื้อแพร นอกจากมีหน้าที่สืบสวน จับกุม ไต่สวน ยังมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลทางทหาร วางแผนต่อต้านศัตรู ไม่ได้สังกัดหกกรมและมิได้ขึ้นตรงสังกัดฝ่ายทหาร แต่เป็หน่วยงานที่ขึ้นตรงกับราชวงศ์คล้ายดาบปะาที่แขวนอยู่เหนือศีรษะเหล่าขุนนาง
ขุนนางต้าฉินทุกคนล้วนเคยได้ยินประโยคหนึ่งที่ว่า “ยามตื่นไม่ทำเื่ผิดมโนธรรม ยามหลับไม่ต้องกลัวหน่วยองครักษ์เสื้อแพร”
สตรีในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองมาจากสำนักสื่อเทียนเจี้ยน (หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ จัดทำปฏิทิน) มีฐานะสูงส่งเป็สิทธิ์ของหัวหน้าสำนัก
ชายวัยกลางคนเหลือบมองชานอ้อยที่สตรีชุดเหลืองคล้ายทิ้งไว้เต็มพื้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตวัดฝ่ามือหนึ่งอากาศพลันหมุนวน รวบชานอ้อยเ่าั้มากองรวมกัน จากนั้นพยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววพึงพอใจวูบหนึ่ง ก่อนจางหาย หันไปตอบเ้าเมืองที่ยังมีสีหน้าหนักอึ้งว่า “คดีนี้คล้ายถูกปกคลุมในม่านหมอกมีความแปลกประหลาดยิ่งนัก พวกเราอาจมุ่งผิดทางก็เป็ได้”
“ใต้เท้าสวีกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” เ้าเมืองเฉินขมวดคิ้ว หลังจากสืบสวนมาจนบัดนี้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเป็ฝีมือของมารร้ายก่อกวนปล้นชิงเงินภาษีไป
“พวกเราเหลือเวลาไม่มากนักบัดนี้สิ่งที่ควรกระทำคือเร่งจับกุมปีศาจที่ก่อคดี อย่าได้คิดเื่เหลวไหล”เ้าเมืองเฉินกล่าว
บุรุษวัยกลางคนส่ายหน้าเบาๆมิได้โต้เถียง เปลี่ยนเป็กล่าวว่า “ทางด้านหลี่เสียน มีข้อมูลอะไรใหม่หรือไม่”
เ้าเมืองเฉินส่ายหน้ากล่าวว่า “นักบู๊คนหนึ่งเอาแต่ะโว่าตนเองถูกปรักปรำ แม้แต่เงินภาษีหายไปอย่างไรก็ยังไม่ทราบ”
ดารุณีชุดเหลืองกล่าวเรียบๆว่า “ข้าเคย ส่องปราณ ของเขา เขาไม่ได้โกหก”
สวีอี้ชุน กับเ้าเมืองเฉินพยักหน้าเบาๆไม่ถกเื่ของคนผู้นี้ต่อ
ในฐานะผู้ต้องหา หลี่เสียนย่อมเป็คนแรกที่ถูกลงทัณฑ์อไต่สวน ถูกตรวจสอบการเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับใช้วิชาสองปราณของสำนักสื่อเทียนเจี้ยน ยามนี้นับว่าพ้นสถานะผู้ต้องสงสัยแล้ว แน่นอนว่าการทำเงินภาษีสูญหายนับว่าหลี่เสียนบกพร่องต่อหน้าที่ ยังมิอาจพ้นจากโทษปะา
บุรุษวัยกลางคนกับเ้าเมืองต่างรู้สึกหนักอึ้ง มีสีหน้าตึงเครียด มีเพียงอรุณีชุดเหลืองที่ยังแทะอ้อยต่อไปอย่างไรความรู้สึก
ทันใดนั้นพลันมีเสียงฝีเท้าเ้าหน้าที่ศาลคนหนึ่งวิ่งเข้ามามือขวาถือกระบอกไม้ไผ่เล็กๆมือซ้ายถือถุงกระดาษเคลือบน้ำมันภายในบรรจุซาลาเปาเนื้อร้อนๆ ดารุณีชุดเหลืองมิได้ยื่นมือรับ ตาสุขใสราวกับดวงดาราเพ่งมองไปยังถุงซาลาเปาเนื้อ
เ้าหน้าที่พลันเข้าใจสถานการณ์สับเปลี่ยนเป็ยื่นถุงซาลาเปาเนื้อให้ก่อน ดรุณีชุดเหลืองกัดซาลาเปาเนื้อลูกใหญ่อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะรับกระบอกไม้ไผ่ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาเปิดอ่าน “คนของข้าบอกว่าตลอดรายทางสิบกิโล ไม่พบว่ามีไอปีศาจในน้ำ ริมฝั่งก็ไร้ร่องรอย”
เปรี้ยง! “บัดซบ ปีศาจตนใด มาชิงเงินภาษีของต้าฉินไป เราผู้เป็ขุนนางจะกำจัดมันให้สิ้นซาก!” ในที่สุดอารมณ์ที่สะกดไว้ก็ะเิขึ้น เ้าเมืองเฉินตบโต๊ะด้วยโทสะ กล่าวอีกว่า “เงินหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึง จะถูกนำไปที่ใดๆ ถึงอย่างไรมันต้องขึ้นฝั่ง จำเป็ต้องขึ้นฝั่ง นี่ผ่านมาสามวันแล้วแม้แต่ร่องรอยก็ยังหาไม่พบ”
หากนำเงินภาษีกลับมาไม่ได้เขาก็จำเป็ต้องแบกหม้อก้นดำนี้ไว้ ฮ่องเต้ย่อมไม่สนพระทัยว่าเค้าจะมีความผิดหรือไม่ เมื่อก้นของเขานั่งอยู่บนตำแหน่งนี้ย่อมต้องรับผิดชอบ วงการขุนนางก็เป็เช่นนี้ปีนป่ายขึ้นมาอย่างยากลำบากยามตกร่วงกลับง่ายดายยิ่ง
สวีอี้ชุน ระบายลมหายใจคราหนึ่ง ยกหัวข้อสนทนาเมื่อครู่กลับมาอีกครั้ง “หรือเป็เพราะการสืบสวนของเรามุ่งเป้าผิดทางนี่อาจไม่ใช่ฝีมือของมารร้าย”
เ้าเมืองเฉินหันไปมองสูดลมหายใจลึกๆคราหนึ่งพยายามสะกดเพลิงโทสะในใจ “หากไม่ใช่ปีศาจเช่นนั้นล้มปีศาจนั้นมาจากที่ใด เงินมากมายร่วงหล่นลงแม่น้ำจะหายไปได้อย่างไรเหตุใดจึงะเิกลายเป็คลื่นน้ำ กระแทกตลิ่งสองฝั่งลั่นะเื”