“งั้นเหรอ เออขอบใจนะ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์พยักหน้ารับรู้แล้วก็เดินไปที่โต๊ะเลขาหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะซะเองเขาเหลือบไปเห็นกรอบรูปตั้งโต๊ะแบบพับได้วางอยู่ เขาหยิบขึ้นมาดูข้างในเป็รูปชายหญิงคู่หนึ่งยืนโอบกันบนชายหาด ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะเป็พ่อกับแม่ของพิมพิราถัดมาเป็รูปพิมพิรายิ้มแฉ่งคนเดียวมีฉากหลังเป็พระอาทิตย์ดวงโตสีแดงซึ่งน่าจะเป็ตอนพระอาทิตย์ตกถัดมาอีกรูปเป็รูปพิมพิราสวมชุดครุย บนหัวสวมมงกุฎดอกไม้ยิ้มหน้าบานฉากหลังเป็ซุ้มดอกไม้สีสดมีป้ายแสดงความยินดีตัวเบ้อเริ่มส่วนรูปสุดท้ายเป็รูปพริ้ตตี้สาวสวยหุ่นเซ็กซี่ขยี้ใจชาย ยืนถ่ายรูปคู่กับรถสปอร์ตหรูพอมองหน้าคนในรูปเขาก็ต้องมองแล้วมองอีกเลื่อนกรอบรูปขยับเข้าขยับออกหาโฟกัสให้ชัดๆ เพราะนึกภาพไม่ออกเลยว่าพิมพิราก็แต่งตัวเซ็กซี่เป็กับเขาเหมือนกัน
‘โอ้โห...มิน่าล่ะหนุ่มๆถึงได้ตามจีบกันจัง นี่ขนาดมีข่าวลือกันไปทั่วทั้งออฟฟิตก็ยังดิสเครดิตแม่คุณไม่ได้เลยนะนี่ก็ยังเห็นตามกันเป็พรวนอยู่นั้นแหละ ถึงว่าซิ!ขาวๆ อึ๋มๆ ซะขนาดนี้พวกหนุ่มๆถึงได้เทียวไปเทียวมาอยู่นี่เอง’
เขาวางรูปไว้ที่เดิม แล้วก็หยิบแฟ้มบนโต๊ะถือเข้าห้องไป
เมื่อพิมพิรากลับมา นพก็รีบบอกว่า “คุณพะพิมครับเมื่อกี้ท่านออกมาถามหาคุณน่ะครับ”
“เหรอคะ ขอบคุณค่ะน้านพ” พิมพิราพยักหน้ารับรู้แล้วก็รีบเข้าไปพบเ้านายเธอเคาะประตูห้อง “ขออนุญาตค่ะท่าน”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์รีบบอก “เชิญครับ”
พิมพิราเปิดประตูเข้าไปแล้วเธอก็ถามว่า“ท่านมีอะไรจะใช้พะพิมเหรอคะ?”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยิ้มให้แล้วบอกว่า “เดี๋ยวผมจะออกไปซื้อของขวัญวันเกิดให้เ้าวีมันน่ะครับผมอยากจะให้คุณไปช่วยเลือกของขวัญให้เ้าวีมันหน่อย”
พิมพิราทำหน้างงๆ ‘เอ๋! จะซื้อของขวัญให้ลูกแล้วเกี่ยวอะไรกับเราล่ะหว่า...’
พลเอกณรงค์ฤทธิ์เห็นเลขาทำหน้างงก็รีบอธิบายว่า“คือว่าทุกทีคุณคุณหญิงจิตตราแม่ของเ้าวีเขาจะเป็คนเลือกของขวัญให้เ้าวีน่ะครับผมก็กลัวว่าถ้าผมไปซื้อเองเดี๋ยวจะไม่ถูกใจเ้าวีน่ะครับผมก็เลยอยากให้คุณไปช่วยเลือกให้หน่อย แบบว่าอายุไล่ๆ กันก็น่าจะรู้รสนิยมคนวัยเดียวกันน่ะครับ”
“อ๋อ ได้ซิคะท่าน” พิมพิราพยักหน้ารับปากทันทีพลเอกณรงค์ฤทธิ์ปิดแฟ้มที่อ่านค้างอยู่ฉับ แล้วพูดว่า “งั้นก็ไปกันเลยนะครับ”
เขาบอกพร้อมกับลุกขึ้นอย่างว่องไว พิมพิรารีบออกไปเก็บโต๊ะทำงานของเธอพร้อมกับบอกคนขับรถว่า“น้านพคะ ท่านจะไปข้างนอกค่ะ”
“ครับคุณพะพิม” นพพยักหน้ารับรู้แล้วก็รีบไปเตรียมรถทันทีเมื่อท่านประธานเดินออกมา พิมพิราก็สะพายกระเป๋าพร้อมจะติดตามเ้านายไปได้ทุกที่ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็เดินไปกดลิฟท์
เมื่อลงไปด้านหน้าออฟฟิตเขาก็เห็นนพเอารถมาจอดคอยอยู่แล้วพอขึ้นรถเขาก็สั่งว่า “ไปเกษรพลาซ่านะนพ”
“ครับท่าน” นพรับคำแล้วก็ขับรถออกไปตามคำสั่งเ้านาย
กว่าจะฝ่าการจราจรไปได้ก็เสียเวลาไปถึง 2ชั่วโมงจนพิมพิราแอบบ่น “เฮ้อ ติดได้ติดดี นี่ถ้านั่งรถไฟฟ้าล่ะก็แป๊บเดียวก็ถึง”
แม้ว่าเธอจะบ่นเบาๆ กับตัวเอง แต่พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ยังได้ยินเขาเลยหันไปบอกว่า“งั้นตอนขากลับเรานั่งรถไฟฟ้ากลับก็ได้ครับ”
พิมพิราใ ‘อุ้ยตาย! ท่านได้ยินด้วยเหรอ’
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยิ้มให้แล้วหันกลับไปมองถนนต่อพิมพิราแอบถอนหายใจโล่งอกเพราะกลัวว่าจะถูกเ้านายตำหนิ ‘เฮ้อ...รอดตัวไป’
เมื่อไปถึงเกษรพลาซ่า ก่อนจะเข้าไปเลือกซื้อของขวัญพิมพิราก็ถามท่านประธานว่า “ท่านคะ ท่านคิดว่าจะซื้ออะไรเป็ของขวัญให้คุณวีคะ?พะพิมจะได้เลือกถูกค่ะ”
“ผมคิดว่าจะซื้อนาฬิกาให้น่ะครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์ตอบพิมพิราพยักหน้ารับรู้
หลังจากนั้นพิมพิราก็ได้รู้ว่าสินค้าในห้างนี้แพงขนาดไหนแม้ว่าจะเคยได้ยินมาบ้างแต่ก็ยังไม่เท่ากับได้มาดูได้มารับรู้ด้วยตัวเองดังเช่นในขณะนี้เคยแต่เดินผ่านๆ ดูอยู่นอกร้าน
“เท่าไหร่นะคะ?” เธอถามพนักงานขายเสียงสูงพนักงานขายคนเดิมรีบบอกราคานาฬิกาเรือนที่คุณลูกค้ากำลังถืออยู่อีกครั้งด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า“เจ็ดล้านเก้าแสนค่ะ”
‘โอ้...แม่เ้า!’ พิมพิรารีบส่งนาฬิกาคืนให้พนักงานขายทันที ‘นาฬิกาแค่เรือนเดียวทำไมมันแพงขนาดนี้ฟร่ะ!’
หลังจากนั้นเธอก็ไม่กล้าหยิบกล้าจับนาฬิกาเรือนไหนในร้านอีกเลยได้แต่ชี้ให้เ้านายดูเพราะเธอกลัวจะทำของเขาตกเสียหายขึ้นมาจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่ายพลเอกณรงค์ฤทธิ์เลือกดูจนหมดทั้งร้านก็ยังไม่ถูกใจเลยซักเรือนเขาจึงชวนพิมพิราไปดูร้านอื่น
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินเข้าเดินออกร้านนั้นร้านนี้ช่วยกันเลือกแต่ก็ยังไม่เจอที่ถูกใจเลยซักเรือนจนรู้สึกเหนื่อย พลเอกณรงค์ฤทธิ์จึงชวนพิมพิราไปนั่งพัก “คุณพะพิมครับผมว่าเราไปหาอะไรดื่มกันก่อนเถอะครับ”
“ค่ะท่าน” พิมพิราหันไปพยักหน้าเห็นด้วยพลเอกณรงค์ฤทธิ์เดินนำพิมพิราตรงไปยังร้านกาแฟเล็กๆ ที่อยู่ในห้าง
เมื่อนั่งปุ๊บ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็สั่งเครื่องดื่มกับพนักงานว่า“ลาเต้ร้อนที่นึงแล้วก็นมเย็นที่นึงครับ”
พิมพิราแปลกใจที่ท่านประธานรู้ได้ยังไงว่าเธอจะสั่งอะไรมาดื่ม‘เอ๊ะ...ท่าน รู้ได้ไงว่าเราจะสั่งนมเย็น’
แต่เธอก็ไม่กล้าถาม จึงได้แต่นั่งเงียบมองนู้นมองนี่ไปเรื่อยจนได้ยินเสียงเ้านายถามว่า “คุณพะพิมจะสั่งอะไรเพิ่มไหมครับ?ร้านนี้เขามีสตอเบอรี่ชีสเค้กอร่อยมากนะครับ”
พิมพิราหันกลับไปมองเ้านาย เธอนึกแปลกใจอีกครั้ง‘เอ๊ะ...ท่านรู้ได้ไงว่าเราชอบสตอเบอรี่ชีสเค้ก?’
แล้วพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ไม่รอคำตอบจากเลขาเขาหันไปสั่งกับพนักงานว่า “น้องครับเอาสตอเบอรี่ชีสเค้กมาสองที่ครับ”
แล้วเขาก็หันกลับมาพูดกับเธอว่า “ถ้าคุณพะพิมได้ลองกินสตอเบอรี่ชีสเค้กของที่นี่แล้วล่ะก็ผมรับรองเลยว่าไม่มีที่ไหนอร่อยเท่าร้านนี้อีกแล้วครับ”
“จริงเหรอคะท่าน ขอบคุณค่ะ”พิมพิราพยักหน้ารับรู้
เมื่อเครื่องดื่มกับของว่างที่สั่งไปมาเสิร์ฟพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็พูดว่า “ขอบคุณครับ”
พนักงานเสิร์ฟยิ้มรับแล้วก็ถอยออกไปพลเอกณรงค์ฤทธิ์ยกแก้วลาเต้ขึ้นจิบ แล้วก็หยิบส้อมตัดแบ่งขนมตักเข้าปาก พิมพิรามองขนมในจานตรงหน้าแล้วตักกินบ้าง‘อืมห์...อร่อยอ่ะ’
ดวงตาหวานเป็ประกายวิบวับอย่างมีความสุขขึ้นมาทันที
“อร่อยใช่ไหมครับ”พลเอกณรงค์ฤทธิ์ถามพร้อมกับยิ้มให้ พิมพิรารีบเคี้ยวรีบกลืนขนมแล้วตอบว่า “ค่ะท่านอร่อยมากค่ะ”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยิ้มรับแล้วก็ไม่ชวนเลขาคุยอีก จนกระทั่งพิมพิรากินสตอเบอรี่ชีสเค้กจนหมด
“สตอเบอรี่ชีสเค้กของที่นี่เขาอร่อยมากๆจนผมมากินบ่อยๆ เลยล่ะครับ” เขาเล่าให้ฟัง และเมื่อพิมพิราดื่มนมเย็นหมดแล้วเขาก็สั่งเช็คบิล“น้องครับ เช็คบิลด้วยครับ”
พนักงานรีบเข้ามาบริการอย่างว่องไวทันใจเพียงครู่เดียวก็นำบิลมายื่นให้ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็จัดการจ่ายเงิน พิมพิราเหลือบมองบิลแล้วก็แทบลมจับเมื่อรู้ราคานมเย็นที่เธอดื่มและสตอเบอรี่ชีสเค้กที่เธอกินเข้าไป ‘จ๊าก! นมเย็นแก้วเดียวเกือบสองร้อย สตอเบอรี่ชีสเค้กชิ้นละเกือบสามร้อย ทำไมมันแพงขนาดนี้ฟร่ะ!?’
หลังจากนั้นท่านประธานก็ชวนคุณเลขาไปเดินเลือกของขวัญต่อกว่าจะเลือกได้ก็เล่นเอาเดินกันทั่วทั้งห้าง เมื่อเลือกได้แล้วพนักงานขายก็จัดการห่อของขวัญตามคำสั่งลูกค้าทันทีพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็รูดเครดิตการ์ดจ่ายปื้ดๆ จ่ายแบบชิลๆ แค่สิบล้านกว่าๆ เอง
เมื่อซื้อของเสร็จปั๊บก็กลับกันปุ๊บแถมขากลับท่านประธานยังชวนคุณเลขานั่งรถไฟฟ้ากลับอีกต่างหาก พิมพิราจึงได้รู้ว่าพลเอกณรงค์ฤทธิ์ไม่เคยใช้บริการรถไฟฟ้าเลยจึงเป็หน้าที่เธอจัดการซื้อตั๋วให้และคอยบอกว่าต้องทำยังไงบ้าง พลเอกณรงค์ฤทธิ์ทำตามที่พิมพิราบอกอย่างเก้ๆกังๆ ตามประสาคนไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้า
จนกระทั่งถึงสถานีปลายทางซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบริษัทพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็เสียบบัตรโดยสารเข้าเครื่องตามที่พิมพิราบอกแต่เพราะเป็บัตรโดยสารแบบเที่ยวเดียวจึงไม่มีบัตรคืนมา ทำให้พลเอกณรงค์ฤทธิ์ซึ่งมัวแต่รอจะรับบัตรคืนเหมือนที่เห็นคนอื่นๆเขาได้คืน จนพิมพิราต้องรีบดันหลังท่านประธานให้เดินออกไปก่อนที่แผงกั้นจะปิด “ท่านคะเดินไปเลยค่ะ”
เมื่อท่านประธานเดินออกไปแล้ว พิมพิราก็แตะบัตรของตัวเองกับเครื่องแล้วเดินตามออกไปหลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินจากสถานีรถไฟฟ้าไปจนถึงบริษัท
“โห...แค่แป๊บเดียวก็ถึงแล้วถ้ารู้งี้นะผมไม่มัวนั่งรถให้เสียเวลาหรอกครับครั้งหน้าเรานั่งรถไฟฟ้าไปนะครับคุณพะพิม มันเร็วดีผมชอบ”
“ค่ะท่าน” พิมพิรายิ้ม
เมื่อถึงบริษัท ท่านประธานก็กลับไปนั่งทำงานต่อกว่านายนพจะขับรถฝ่าการจราจรกลับมาถึงที่บริษัทก็เสียเวลาไปตั้งเกือบ 3 ชั่วโมงเพราะตอนขากลับเป็่โรงเรียนใกล้เลิก การจราจรจึงเริ่มๆ จะติดอย่างมหาโหด
เมื่อใกล้จะถึงเวลาเลิกงานท่านประธานก็เรียกเลขาเข้าไปพบ “คุณพะพิมครับเชิญข้างในหน่อยครับ”
“ค่ะท่าน” พิมพิราตอบอินเตอร์คอม แล้วก็รีบเข้าไปตามคำสั่งทันที“ท่านมีอะไรจะใช้พะพิมเหรอคะ?”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยื่นกล่องของขวัญกล่องหนึ่งให้คุณเลขาพร้อมกับอมยิ้ม“ผมให้คุณครับ”
“อะไรคะเนี่ย? ให้พะพิมทำไมคะ?ท่านให้เนื่องในโอกาสอะไรคะ?” พิมพิราทำหน้างงๆ
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ลุกจากเก้าอี้เดินอ้อมโต๊ะมายืนตรงหน้าพิมพิราแล้วเขาก็จับมือเธอให้แบออก แล้วเอากล่องของขวัญใบน้อยวางลงบนฝ่ามือขาวนวลพร้อมกับยิ้มให้“ผมให้ เพราะอยากจะตอบแทนที่คุณทำงานให้ผมดีมากๆ ดีกว่าที่ผมคาดไว้ซะอีกอีกอย่างผมอยากจะตอบแทนที่ใช้งานคุณล่วงเวลาบ่อยๆ จนทำให้คุณต้องกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆเป็ประจำ รับไว้เถอะครับ ถือว่าเป็สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากผมล่ะกัน”
“แต่ว่า...” พิมพิราปฏิเสธ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็รีบบอกว่า“อย่าปฏิเสธที่จะไม่รับนะครับ ผมซื้อมาแล้วอย่าให้ผมต้องเสียเงินเปล่าเลยนะครับ”
พิมพิราได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มๆแกมขอร้อง เธอจึงไม่อาจจะปฏิเสธได้ “ขอบคุณค่ะท่าน”
“แกะดูเลยซิครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์คะยั้นคะยอให้เธอหล่อนแกะห่อของขวัญพิมพิราได้แต่ทำตาม ครั้นพอเธอแกะกระดาษสีสวยที่ห่อออกแล้ว เธอก็เห็นว่าข้างในเป็กล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มพอเปิดออกดูหัวใจดวงน้อยๆ ของเธอแทบหยุดเต้น เพราะสิ่งที่อยู่ภายในกล่องก็คือนาฬิกาฝังเพชรแบรนด์คาเทียที่เธอเมียงๆมองๆ ตอนที่เลือกซื้อของขวัญเมื่อตอนบ่าย ด้วยความที่ดีไซน์สวยถูกใจ จนเธออดที่จะถามราคากับพนักงานขายไม่ได้แต่พอได้รู้ราคาปั๊บเธอก็เลิกคิดฝันอยากจะเป็เ้าของทันที ก็ราคาตั้งล้านสอง เธอจะเอาปัญญาที่ไหนไปซื้อได้ล่ะหรือต่อให้เธอทำงานหาเงินเก่งๆ ได้เหมือนอย่างน้องสาวตัวเองก็เหอะ เธอยังไม่ซื้อเลยก็ตั้งล้านสองซื้อบ้านได้เป็หลังเชียวนะเนี่ย!
เมื่อตั้งสติได้ เธอก็รีบปิดกล่องแล้วส่งคืนทันที“ท่านคะ ของแพงขนาดนี้พะพิมรับไม่ได้หรอกค่ะ”
ใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้มของพลเอกณรงค์ฤทธิ์เลยหุบฉับพลัน“อ้าว...ทำไมล่ะครับคุณพะพิม?”
“พะพิมี้เีเป็ข่าวค่ะ แค่นี้เขาก็เม้าส์กันจะแย่แล้วว่าพะพิมหวังจะรวยทางลัด ขืนคนอื่นรู้เข้าว่าท่านให้ของแพงๆ กับพะพิม ทีนี้ล่ะค่ะ เขาคงเอาไปเม้าส์กันสนั่นออฟฟิตว่าข่าวที่ลือๆกันอยู่คงไม่ใช่แค่ข่าวโคมลอยแน่ ท่านเอาคืนไปเถอะค่ะพะพิมรับไว้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ” พิมพิมรายื่นกล่องส่งคืนให้แต่พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ไม่ยอมรับคืนพร้อมกับรีบบอกว่า “รับไว้เถอะครับคุณพะพิมผมซื้อให้ก็เพราะผมอยากจะให้คุณจริงๆ ผมให้คุณแล้ว คุณจะใส่หรือไม่ใส่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อยส่วนเื่ที่เขาลือๆ กันอยู่ คุณก็เคยพูดเองนี่ครับว่าอีกไม่นานเขาก็เลิกพูดกันไปเองแล้วคุณจะไปใส่ใจกับเสียงนกเสียงกาทำไมล่ะครับ?”
“แต่ท่านคะ...” พิมพิราปฏิเสธ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็รีบชิงพูดขึ้นซะก่อนว่า“ไม่ต้องมีแต่ครับ ผมให้คุณแล้ว ผมไม่รับคืนหรอกนะครับ คุณพะพิมครับ รับไว้เถอะครับอย่าทำให้ผมเสียน้ำใจเลย”
เมื่อท่านประธานทำหน้าดุๆพูดแกมบังคับ พิมพิราจึงไม่อาจจะปฏิเสธต่อไปได้ เธอจำใจรับไว้พร้อมกับไหว้ขอบคุณ “ก็ได้ค่ะท่านพะพิมจะรับไว้ค่ะ ขอบคุณค่ะท่าน”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยิ้มแป้นทันทีที่พิมพิรายอมรับของขวัญจากเขา
ระยะหลังๆ มานี้ พลเอกณรงค์ฤทธิ์มักจะชวนพิมพิราไปไหนมาไหนด้วยเสมอไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด
“คุณพะพิมครับ วันอาทิตย์พรุ่งนี้คุณว่างไหมครับผมอยากจะชวนคุณไปดูที่ดินแถวลาดพร้าวด้วยกันหน่อยครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์ถามเลขาในตอนเย็นวันเสาร์ก่อนเลิกงานพิมพิราตอบได้ทันที เพราะเธอยังไม่ได้วางโปรแกรมว่าจะทำอะไรในวันอาทิตย์ซึ่งเป็วันหยุดเลย“ว่างค่ะท่าน”
พอได้ยินคำตอบของแม่เลขาหน้าหวานพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็แอบดีใจ ‘เย้ส!’
แล้วเขาก็รีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติเมื่อเห็นเลขาสาวจ้องเอาๆ ด้วยความสงสัยว่า ‘ท่านเป็อะไรหว่า? ทำไมทำท่าแปลกๆ แบบนั้นล่ะ?’
“อะแฮ่มๆ...งั้นพรุ่งนี้แปดโมงเช้าผมจะไปรับคุณที่บ้านนะครับ”
“ค่ะท่าน” พิมพิราตอบรับ ยังไม่ทันจะขอตัวท่านประธานก็เรียกอีก “เอ่อ คุณพะพิมครับ”
“คะท่าน” พิมพิราขานรับพร้อมกับรอฟังว่าท่านประธานจะใช้อะไรเธออีก
“คือว่าเย็นนี้ เขาเชิญผมไปดูการแสดงโขนเื่รามเกียรติ์ตอนหมุมานเผากรุงลงกาที่.......น่ะครับผมก็เลยอยากจะชวนคุณไปดูด้วยกันน่ะครับ ไปเป็เพื่อนผมหน่อยนะครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์ชวนด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ในใจแอบลุ้นแทบตาย...กลัวถูกปฏิเสธแทบแย่!
“ค่ะท่าน” พิมพิรารีบตอบตกลงทันที เพราะเธอชอบดูการแสดงนาฏศิลป์เป็ชีวิตจิตใจเลยล่ะเธอยิ้มดีใจ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยิ้มหน้าบาน เพราะไม่เสียเที่ยวที่เขาอุตส่าห์ไปแอบถามกับสมศรีจนได้รู้ว่าแม่เลขาหน้าหวานมีรสนิยมยังไง? มีไลฟ์สไตล์แบบไหน?ซึ่งสมศรีก็รีบสาธยายให้ฟังแบบไม่มีหมกเม็ด
เขาชำเลืองดูนาฬิกาแล้วก็บอกว่า “ถ้างั้นเดี๋ยวหกโมงเย็นผมไปรับที่บ้านนะครับนี่ก็ใกล้จะเลิกงานแล้วผมว่าคุณพะพิมรีบกลับไปแต่งตัวเถอะครับ”
“อ้าว...ทำไมต้องกลับไปแต่งตัวใหม่ด้วยล่ะคะท่านใส่ชุดนี้ไปดูไม่ได้เหรอคะ?” พิมพิราย้อนถามอย่างงุนงง เธอก้มมองตัวเอง เพราะชุดเสื้อสูทกับกระโปรงที่เธอสวมอยู่ก็ดูเรียบร้อยดีนี่นา
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ส่ายหน้าแล้วรีบบอกว่า“คือว่าเป็รอบปฐมทัศน์น่ะครับ”
พิมพิราก็ยังทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจอยู่ดีพลเอกณรงค์ฤทธิ์จึงต้องอธิบายเพิ่มว่า “คือรอบปฐมทัศน์เขาจะเชิญแต่คนดังๆ อย่างพวกดาราเซเลบ นักธุรกิจใหญ่ๆ กับนักข่าวไปกันน่ะครับ ผู้ชายก็จะใส่ทักซิโด้ ส่วนผู้หญิงก็จะแต่งชุดราตรีไปดูกันน่ะครับไม่มีผู้หญิงคนไหนแต่งสูทไปดูหรอกครับ”
“อ๋อ เข้าใจแล้วล่ะค่ะ” พิมพิราพยักหน้าถึงบางอ้อทันที‘มีแต่พวกไฮโซไฮซ้อว่างั้นเถอะ’
“ถ้างั้นพะพิมขอตัวก่อนนะคะ” เธอบอกพลเอกณรงค์ฤทธิ์รีบพยักหน้าอนุญาต “เชิญครับ อ้อ คุณพะพิมครับแต่งให้สวยที่สุดเลยนะครับเพราะเดี๋ยวต้องไปเจอนักข่าวถ่ายรูปเอาไปลงหน้าสังคมด้วยนะครับ”
“ค่ะท่าน” พิมพิรารับคำ แล้วก็เดินออกจากห้องไปเก็บโต๊ะทำงานแล้วก็รีบกลับบ้านไปอาบน้ำแต่งตัว
เมื่ออาบน้ำเสร็จ พิมพิราก็พันผ้าขนหนูไว้ แล้วออกมานั่งแต่งหน้าเกล้ามวยผมให้เข้ากับชุดที่เธอจะใส่พอแต่งหน้าทำผมเสร็จ เธอก็เปิดตู้เสื้อผ้าหาชุดเดรสที่เธอเคยใส่ตอนงานเลี้ยงปัจฉิมนิเทศน์
“เอ...อยู่ไหนนะ?” เธอหาจนหมดทั้งตู้แต่ก็ไม่พบชุดเดรสราตรียาวที่เธอ้าเลย “อยู่ไหนล่ะเนี่ย? ก็จำได้ว่าใส่ไว้ในตู้นี่แหละแล้วมันไปไหนกันนะ?”
พลัน! เธอก็นึกขึ้นได้ว่า“อุ้ยตาย! ลืมไปเลยว่าตอนย้ายห้อง เราเอาใส่กล่องให้แม่เอาไปไว้ที่บ้านแล้วนี่นาแย่ล่ะซิมีชุดนั้นชุดเดียวซะด้วยซิ ทำไงดีล่ะยัยพะพิมเอ้ย?แล้วจะเอาชุดที่ไหนใส่ไปล่ะเนี่ย?งานนี้มีแต่ไฮโซไฮซ้อแถมท่านยังย้ำแล้วว่ามีนักข่าวด้วยขืนแต่งตัวสะเหร่อๆไปล่ะก็...คงได้ทำให้ท่านขายหน้าแย่แน่ๆ เลย พี่โรสก็เคยบอกแล้วว่าถ้าต้องตามท่านไปออกงานด้วยล่ะก็ต้องแต่งตัวเริ่ดๆ เข้าไว้ห้ามทำให้ท่านขายหน้าเด็ดขาด แล้วนี่เราจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย?”
เธอมองไปมองมา แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับกระเป๋าเสื้อผ้าของน้องสาวซึ่งวางแอบอยู่ด้านล่างของตู้เสื้อผ้า“อุ้ย! นี่มันกระเป๋าของละลินนี่ ลืมไปเลยว่าละลินทิ้งเอาไว้เผื่อตอนกลับมากรุงเทพนี่นาไหนดูซิ...เผื่อจะมีชุดไหนพอจะยืมใส่ไปงานได้มั่งน้า”
เธอรีบยกกระเป๋าเสื้อผ้าของน้องสาวมาเปิดดูทันทีมือเรียวหยิบเสื้อผ้าที่พับซ้อนๆ กันเอาไว้ออกมาดู พอเกือบจะถึงก้นกระเป๋าเธอก็ดีใจจนแทบจะะโโลดเต้น“เย้! เจอแล้ว โชคดีจริงๆ ที่ละลินทิ้งชุดราตรีไว้ด้วย”
พิมพิรารีบหยิบชุดเดรสที่พับใส่ถุงพลาสติกใสไว้3 ชุดมาคลี่ดูทันที เธอเอามาทาบกับตัวแล้วส่องกระจกดู
“อึ่ย! ตัวนี้สั้นจังไม่เอาหรอก” เธอติทันที แล้วก็หยิบชุดใหม่ขึ้นมาดู
“ไอ้หย่า!ตัวนี้ก็ผ่าซะสูงเชียว” เธอรีบวางชุดลง แล้วก็หยิบชุดต่อไปขึ้นมาทาบ
“ว้า ตัวนี้ก็โป๊จังข้างหลังเปิดหมดเลย”
พอเหลือบไปดูนาฬิกา เธอก็รีบๆ เลือกเพราะเกือบจะหกโมงแล้ว“เอาตัวนี้แหละ ขืนชักช้าเดี๋ยวจะไม่ทัน”
จากนั้นพิมพิราก็กวาดเสื้อผ้าตัวอื่นๆยัดลงกระเป๋าแล้วเก็บเข้าตู้เอาไว้อย่างลวกๆ เธอรีบตะกุยตะกายหาชุดชั้นในมานุ่ง แล้วรีบสวมชุดเดรสของน้องสาวโดยเร็วถึงแม้ว่าชุดจะเล็กไปนิดนึงสำหรับตัวเธอที่อวบกว่าน้องสาวนิดหน่อยแต่พอจะใส่ได้อยู่
เมื่อแต่งตัวเสร็จก็รีบเติมหน้าอีกนิดให้เข้ากับชุดแล้วเธอก็รีบสวมรองเท้าคว้ากระเป๋าถือใบน้อยออกจากห้องลงไปข้างล่างทันที พลเอกณรงค์ฤทธิ์มาถึงก่อนเวลานัดห้านาทีเมื่อรถจอดปั๊บ พิมพิราก็เดินออกจากอาคารมาพอดี พลเอกณรงค์ฤทธิ์มองเธออย่างตกตะลึง‘แม่เ้าโว้ย!’
ก็ทุกวันๆ เห็นแต่คุณเลขาหน้าหวานใส่แต่ชุดสูทกระโปรงยาวเหนือเข่านิดเดียวซะจนชินตาเทียบกับขณะนี้มันช่างแตกต่างกันลิบลับเลยล่ะ ชุดเดรสเกาะอกสีแดงสดชายกระโปรงรัดรูปยาวถึงข้อเท้าแต่ผ่าสูงโชว์เรียวขาขาวๆจนใครต่อใครต้องหันไปมองตามจนต้องเหลียวหลังเลยเชียว
ใบหน้าสวยหวานแต่งแต้มเครื่องสำอางไว้อย่างบรรจงแบบมืออาชีพเพราะพิมพิรานั้นเคยช่วยพิมไพลินผู้เป็น้องสาวแต่งหน้าอยู่บ่อยๆ จนฝีมือเข้าขั้นไม่แพ้มืออาชีพเลยล่ะ
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ได้แต่นั่งตะลึงมองอยู่ในรถจนพิมพิราเดินไปถึงตัวรถ ส่วนนพก็อึ้งไปเลย จะไม่ให้อึ้งได้ไงล่ะ ก็สวยขนาดส่งเข้าประกวดนางงามได้เลยอ่ะอกเป็อก เอวเป็เอว ก้นงอนเด้งซะจนได้สัดส่วนนางงามแท้ๆ กะดูคร่าวๆ น่าจะซักราวๆ ‘37...25...38สูงร้อยกว่าๆ ชอบมะ...ชอบม่า...’ เพลงฮิตของเจ๊ฮาย อาภาพรแว๊บขึ้นมาในหัวสมองของเขาซึ่งยังนั่งตะลึงมองตาค้าง
พิมพิราเปิดประตูเข้ามานั่งในรถแล้วเธอก็ถามทันทีว่า“ท่านมารอนานรึยังคะ? ขอโทษนะคะที่พะพิมแต่งตัวช้าไปหน่อยน่ะค่ะ”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์สะดุ้ง! “อ่ะ! ไม่...ไม่นานครับ ผมก็เพิ่งจะมาถึงนี่แหละครับ”
เขาตอบแล้วก็หันไปสะกิดคนขับรถที่เอาแต่มองเลขาคนสวยจนแมลงวันแทบจะบินเข้าปากได้
“นพ นพ ไอ้คุณนพ! ไปได้แล้ว”เขาเรียกคนขับรถเสียงเข้มพร้อมกับตบไหล่คนที่มัวแต่ตะลึงตาค้าง ผั๊วะ!
นพสะดุ้ง “คะ...ครับ ครับท่าน”
จากนั้นเขาก็รีบหันไปปลดเบรกมือใส่เกียร์ขับรถออกไปทันที
พอไปถึงสถานที่จัดงาน คุณหญิงสายสมรผู้จัดงานก็รีบเข้าไปทักทาย“สวัสดีค่ะท่าน ขอบพระคุณนะคะที่อุตส่าห์มาเป็เกียรติในวันนี้ค่ะ”
“สวัสดีครับคุณหญิงก็คุณหญิงให้เกียรติเชิญทั้งทีผมจะไม่มาได้ยังไงล่ะครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์ทักทายตอบแล้วหันไปแนะนำตัวคุณหญิงสายสมรกับเลขา “คุณพะพิมครับนี่คุณหญิงสายสมรผู้จัดงานนี้ครับ”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ