ผู้าุโมาซีนที่กำลังเดินนำทางอยู่ข้างหน้า อยู่ดีๆ ก็พูดขึ้นโดยไม่หันหน้ากลับมามองผู้ที่กำลังเดินตาม น้ำเสียงชราแฝงเอาไว้ด้วยความคาดหวังและเอ็นดูอยู่เล็กน้อย
"มิเนอร์วาเ้ารู้หรือไม่เหตุใดสถาบันแห่งชีวิตของพวกเราถึงได้สอนศิษย์ด้วยหลักคำสอนมากกว่าการลงลึกในรายละเอียดที่พวกเขามี"
การสอนด้วยหลักคำสอนแปลกๆ นี้ย่อมมีที่มาที่ไป มิเนอร์วาเองก็ยังคงไม่เข้าใจถึงข้อดีในโลกอันวุ่นวายที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เคยเห็น การใช้ชีวิตตามใจอยาก ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใด ขอเพียงแค่ไม่ทำร้ายจนพิการหรือล้มตาย ถ้าเป็โลกเช่นนี้จริงเด็กหนุ่มสามารถจินตนาการล่วงหน้าได้เลย ว่ามันต้องเป็โลกที่วุ่นวายสับสน ผู้คนจะแก่งแย่งทำร้ายซึ่งกันและกัน ความละโมบโลภมากจะปรากฏขึ้นทุกที่ ความเกียจคร้านจะเข้าเกาะกิน ความอิจฉาริษยาจะปะทุขึ้นในใจ ความกระหายอยากจะเข้าสิงสู่ ความยึดมั่นถือมั่นจะถูกฝังอยู่ในสันดาน และสุดท้ายตัณหาที่น่ากลัวจะเริ่มบ่อนทำลายความเป็มนุษย์
เด็กหนุ่มใหันขวับไปมองสตรีข้างกายในทันที เกรเซียก็ตอบสนองทันควันจ้องมองประสานสายตากลับไป หญิงงามเพียงยกยิ้มชี้แจง
"ข้าเพียงหาข้ออ้างมาเที่ยวเล่น ที่ตามมาครั้งนี้ก็แค่คิดว่าในอนาคตข้าอาจจะต้องมาหาเ้า แต่จะเป็เื่ยากถ้าไม่รู้วิธีติดต่อเ้า ท่านพ่อก็อนุญาตแล้วข้าปลอดภัยแน่นอน 7 วันต่อจากนี้ข้าจะอยู่เป็เพื่อนเ้า"
"7วัน…ผู้าุโที่นี่พวกท่านแยกห้องชายหญิงใช่หรือไม่ขอรับ?"
เด็กหนุ่มใหนักยิ่งกว่าเดิมรีบลนลานถามชายชราผู้เดินนำอยู่หัวขบวน
"จะไปมีสิ่งแบบนั้นได้อย่างไร พวกเ้าจะอยู่ร่วมกันหรือแยกกันอยู่ใครจะมาสนใจที่นี่ทุกคนล้วนทำเพื่อชีวิตตัวเอง"
มิเนอร์วากำลังจะยกมือขึ้นมาทักท้วงเรียกอีกฝ่าย ก็ได้แต่ต้องหยุดมือค้างไว้กลางอากาศ ปากที่กำลังอ้าเล็กน้อยเตรียมส่งเสียงพูดก็พะงาบๆ อยู่สองครั้ง ทำได้แค่เพียงกลืนคำลงคออย่างจนใจ
'อา…นั่นสินะใช้ชีวิตตามใจเื่ของเ้าใครสนกัน'
ราวกับตระหนักได้ถึงสัจธรรมแห่งชีวิตบางอย่าง จิตใจของเด็กหนุ่มค่อยๆ เปิดใจยอมรับความจริงตรงหน้าทีละน้อย ในเมื่อห้ามไม่ได้ก็ต้องคล้อยตาม อยู่ที่ตัวเองแล้วว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้มากน้อยแค่ไหน
"ถ้าอย่างนั้นข้าเลือกพักห้องเดียวกับนางแต่ข้าของสองเตียงได้หรือไม่ขอรับ?"
"ตอนแรกข้านึกว่าเ้าจะเป็เด็กฉลาด ทำไมตอนนี้ถึงได้โง่นัก เ้าจะซื้อบ้านขนาด5ห้องหรือจะสร้างห้องเดียว 10 เตียงไว้อาศัย ใครจะสนกันขอแค่เ้ามีปัญญาเอาตัวรอดได้เท่านั้นก็พอแล้ว"
ราวกับสัจธรรมที่พึ่งจะตระหนักได้เมื่อกี้ปะทุขึ้นมาอีกครั้งเด็กหนุ่มถอนหายใจรำพันในใจอย่างปลงตก
'นั่นสินะ…ที่นี่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใด จะซื้อบ้าน 10 หลัง 100 หลังก็ไม่มีใครมาห้ามสำคัญที่ว่ามีปัญญาซื้อไหม แต่ในขณะเดียวกันเป็เพราะไร้กฎเกณฑ์ต่อให้มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน แต่ถ้าไม่มีปัญญาปกป้องก็จะถูกแย่งชิง ยิ่งมีทรัพย์สินหรือของมีค่าที่มากเกินความสามารถที่จะปกป้องของตัวเอง สิ่งของเ่าั้ล้วนแต่จะนำพาอันตรายมาให้ตัวเอง ในอนาคตข้าคงต้องเก็บทุกอย่างไว้ที่ท่านอาจารย์เพื่อความปลอดภัย'
แต่ราวกับตระหนักได้อีกว่าเ้าพวกไร้อารยธรรมเ่าั้ล้วนมองโฉมงามเป็กระเบื้องเคลือบแจกันหยก หากมีความสามารถมากพอพวกมันย่อมต้องรุมเข้ามาฉกชิงไปไม่สนใจหน้าไหนอย่างแน่นอน มิเนอร์วามั่นใจในทันทีว่าอย่างน้อยดีมัวร์ต้องมีเส้นสาย ที่สามารถให้ความปลอดภัยแก่เกรเซียได้อย่างแน่นอน จึงกล้าให้ตามมาอย่างไร้กังวล เหมือนกับที่มันใช้เส้นสายบีบไล่ให้เด็กหนุ่มต้องมาอาศัยอยู่ในที่แปลกพิสดารเช่นนี้ สถานที่ที่แม้แต่ในฝันของเด็กหนุ่มก็ไม่เคยจินตนาการถึง
'หรือแผนแตกแล้วมันจึง้าปิดปากข้าเสียที่นี่? และเกรเซียที่มาในครั้งนี้ก็เพื่อจะยืนยันที่อยู่ข้าด้วยตาตัวเอง? นางถูกหลอกใช้หรือเต็มใจมาทั้งที่รู้กัน?'
คำถามสารพัดถูกตั้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องบทสรุปสุดท้ายมิเนอร์วาก็ได้แต่ต้องทำใจยอมรับ ยังคงเป็เฉกเช่นดังเดิม ในเมื่อไม่ให้ข้าเลือก ข้าก็แค่ทำตาม ส่วนลูกจะผิดเหมือนกับบิดาด้วยไหมนั้นมันสำคัญตรงไหน เหมือนกับคำสอนของสถานที่แห่งนี้ 'ใครจะสนกัน!' และในความเป็จริงก็เป็เช่นนั้นคิดไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ ผิดหรือไม่ผิด? ถ้าจับไม่ได้ก็ให้ถือว่าไม่ผิดไว้ก่อน
"ช่างลึกซึ้งเหลือเกินนะขอรับ ข้าล่ะชื่นชมในตัวท่านผู้ก่อตั้งเสียเหลือเกิน"
มิเนอร์วาเกิดความรู้สึกชื่นชมผู้สร้างคำสอนนี้อย่างแปลกประหลาด
"ใช่ไหมล่ะ! ข้าว่าแล้วข้าดูคนไม่ผิดในที่สุดก็เข้าถึงแล้วสินะดีๆ ฮ่าๆ ๆ ๆ แล้วเ้ารู้ไหมว่าที่แท้แล้วลึกๆ ลงไปท่านยังได้แฝงคำสอนไว้อีกชั้น นี่ข้าถูกชะตากับเ้าหรอกนะถึงเล่าให้ฟัง ถ้าเป็ศิษย์ปกติทั่วไป ข้าย่อมไม่สนใจ"
"ผู้าุโเมตตาแล้ว"
"อันที่จริงแล้วสิ่งที่แฝงเอาไว้นั้นคือการบอกใบ้เป็นัยใจความว่า จนกระทำทุกวิธีเพื่อเอาตัวรอด!"
เกรเซียจ้องมองเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลทองหน้าตาน่ารักด้านข้างด้วยแววตาสงสาร
"มิเนอร์วา เ้ารู้ไหมเหตุใดผู้คนในโลกเื้ัถึงได้เรียกตัวเมืองชั้นนอกแห่งนี้ว่าเขตปกครองพิเศษแห่งกรุงฮัลเฟนด์? มันไม่ได้เป็เพราะความคล่องตัวทางทหารที่ผู้ปกครองที่นี่สามารถโยกย้ายได้อย่างอิสระ ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง"
"แต่เป็เพราะผู้ปกครองของเมืองหลวงชั้นนอกนั้นแข็งแกร่งเกินไป จึงทำได้แค่เพียงต้องสยบไว้แต่ไม่ถึงกับล้างทำลายให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ไม่เพียงจะใช้ประโยชน์ได้ แต่ยังสามารถให้ความช่วยเหลือได้ในบางโอกาส อีกทั้งทางฝั่งเราก็ดูเหมือนจะได้ข้อตกลงที่พอใจจึงไม่จำเป็ต้องปฏิเสธข้อตกลงของอีกฝ่าย สิ่งนี้ไม่ใช่ความลับศิษย์ทุกคนล้วงล่วงรู้"
มิเนอร์วาที่เดินตามหลังพยักหน้าหงึกๆ ราวกับอนุมานคาดเดาสิ่งใดได้บ้างแล้ว
'ที่แท้ท่านผู้นั้นก็แข็งแกร่ง อีกทั้งยังแข็งแกร่งจนสามารถกดดันพวกราชวงศ์ได้ หือ…เสียงอะไรกันทำไมโหวกเหวกแบบนี้?'
เสียงเจ๊าะแจ๊ะจอแจของผู้คนพูดคุยผสมปนเปกัน เสียงดนตรีบรรเลงเคล้าเสียงนารีหัวร่อต่อกระซิกดังออกมาเป็ระยะ เสียงนั้นดังชัดขึ้น ราวกับปลายทางของเสียงนั้นคือจุดหมายของพวกมันทั้งสาม เบื้องหน้าตรงสุดทางเดิน ชายชราหยุดเดินลงพยักหน้าให้กับคนเฝ้าประตูทั้งสอง พวกมันทั้งคู่โค้งหัวเคารพกลับก่อนที่จะหลีกทางให้ เสียงประตูไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกผลักเปิดออก ยิ่งตอกย้ำช่วยให้เสียงภายในนั้นชัดยิ่งกว่าเดิม าุโมาซีนเดินนำหน้าเข้าไปแล้วกล่าวเสียงดัง
"ท่านผู้นำ ข้าได้นำศิษย์ผู้นั้นมาส่งตามบัญชาท่านแล้วขอรับ"
มิเนอร์วาและเกรเซียยืนเหม่ออยู่หน้าประตูจ้องมองภาพเบื้องหน้าจนหลงลืมว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ ภาพของห้องโถงใหญ่ ที่บนเวทีใหญ่มีบันไดหินแกะสลักเป็ทางยาวขึ้นไปหาบัลลังก์ที่สร้างขึ้นจากวัสดุมีค่าต่างๆ พวกมันกำลังส่องแสงระยิบระยับล้อเล่นกับแสงไฟ บนบัลลังก์นั้นนั่งไว้ด้วยชายวัยกลางคน คนผู้นี้ไว้ผมยาวสีดำ หนวดและเคราก็ล้วนแต่มีสีดำ มีเพียงแค่ดวงตาเท่านั้นที่มีสีฟ้าอ่อน ใบหน้าที่ผ่านประสบการณ์มามากมายรวมทั้งกรามทรงเหลี่ยมที่เข้ารูปกับใบหน้านั้น ต่อให้ไม่สามารถเรียกได้ว่าหล่อแต่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ชายผู้นั้นนั่งพิงหัวด้วยมือซ้าย ในขณะที่มือขวาโอบกอดสตรีหน้าตางดงาม ที่นุ่งเสื้อผ้าผืนบางน้อยชิ้นหยอกล้อป้อนผลไม้อย่างสนุกสนาน ส่วนตรงเท้าซ้ายขวาล้วนมีสตรีหน้าตาดีคอยปรนนิบัติรับใช้ไม่ขาด
ถ้าไม่นับมารดาและเกรเซียที่ยืนตะลึงอยู่ด้านข้าง มิเนอร์วาค่อนข้างมั่นใจว่าพวกนางเ่าั้ก็นับได้ว่าเป็สตรีที่มีความงดงามมากกว่าสาวงามตามปกติที่เคยได้พบเจอ สายตาทั้งคู่ของเด็กหนุ่มรีบสอดส่องสภาพแวดล้อมภายในห้อง ไกลออกมาจากบัลลังก์ใกล้ขอบเวทีถูกนั่งไว้ด้วยผู้ที่คาดว่าน่าจะเป็าุโ 9 ท่าน บ้างแก่ชรา บ้างเป็ชายวัยฉกรรจ์ ทั้ง 9 คนนั่งอยู่กับพื้นเวที ด้านหน้ามีโต๊ะไม้ขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยอาหารเครื่องดื่มวางอยู่ ที่ด้านล่างเวทีถึงจะคาดคะเนเอาจากสายตาแต่ก็มั่นใจได้ว่ามีประมาณ 20 กว่าคนทุกคนล้วนทำแบบเดียวกันกับาุโทั้ง 9
สิ่งเดียวที่ห้องนี้มีเหมือนกันก็คือบนโต๊ะด้านหน้าของทุกคนล้วนมีอาหารและเครื่องดื่มวางอยู่ โดยเฉพาะข้างกายของทุกคน ล้วนมีสตรีเลอโฉมมากหน้าหลายตาคอยร้องรำปรนนิบัติพัดวี มอบความสำราญสบายจิตอยู่ไม่ห่าง
"ลำบากเ้าแล้วมาซีน ไปนั่งที่เ้าเถอะ เ้าหนูเข้ามา ข้าเปิดประชุมสภาาุโให้แก่เ้าโดยเฉพาะเลยนะ อย่าทำให้ข้าผิดหวังซะล่ะ"
เสียงของตัวตนที่นั่งทอดสายตาอยู่บนบัลลังก์สูง พูดขึ้นด้วยแววตาคาดหวังรอคอย ทันทีที่ได้ยินเสียงราวกับถูกบังคับร่างกายให้ทำตามคำสั่งอีกฝ่ายยากปฏิเสธ มิเนอร์วาก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้องโดยมีเกรเซียเดินตามอยู่ด้านหลัง สัญชาตญาณเบื้องลึกถูกกระตุ้นในทันที เด็กหนุ่มพุ่งออกไปข้างหน้ากางแขนออกบังร่างกายอรชรของเกรเซียเอาไว้ อีกทั้งยังแผ่หมอก์อนธการออกมาอย่างเต็มกำลัง แต่ดูเหมือนพลังิญญาส่วนใหญ่จะถูกจำกัดขอบเขตเอาไว้จึงแผ่ออกมาได้ไม่มากนัก
"แล้วกัน! เ้าเด็กนี่ใจกล้าซะด้วย เพื่อโฉมงามถึงกับกล้ายืนบังสายตาของพวกข้า"
หนึ่งในเก้าผู้าุโที่นั่งอยู่้าตบเข่าฉาดใหญ่ เอ่ยอย่างถูกใจ สาเหตุที่มิเนอร์วาพุ่งออกไปบังเกรเซียไว้นั้นเป็เพราะทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา มันก็ััได้ถึงสายตาที่ราวกับมองทะลุความลับทุกสิ่งบนร่างกาย แม้แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ในสายตาจำนวนมากที่รุมจ้องมองมา โดยเฉพาะเ้าของสายตาที่กำลังนั่งยิ้มมองอยู่บนบัลลังก์อย่างไม่แยแสผู้นั้น ั์ตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นราวกับท้องทะเลไร้ก้นบึ้งที่เก็บกักความลับเอาไว้มากมาย มันไม่ได้เอ่ยหรือแสดงท่าทีใดเพียงจ้องมองอย่างเ้าเล่ห์ราวกับว่านี่คือสิ่งที่มันคาดหวัง
"ขออภัยผู้าุโทุกท่าน ข้าแค่ไม่อยากให้เพื่อนสมัยเด็กของข้าได้รับอันตราย"
"อันตราย? ลูกหลานของเหนืุ์เนี่ยนะ จะเกิดอันตรายใดกัน พ่อของนางจ่ายค่าคุ้มครองเป็เวลา 7 วันมาแล้ว ย่อมไม่มีอันตราย ฮ่าๆ ๆ"
พวกมันทั้งหมดหัวเราะแทบจะพร้อมกัน เมื่อเห็นท่าทีไม่รู้เื่รู้ราวของเด็กหนุ่ม มิเนอร์วายังคงหวาดระแวง ไม่ไว้ใจพวกกลุ่มคนเบื้องหน้าที่เรียกตัวเองว่าสภาาุโ เกิดการพังทลายจากภาพที่เคยคาดหวังของปราชญ์ทรงพลัง ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับการกดขี่จากราชวงศ์ ทำตามหลักคำสอนตามใจตัวเองจนกระทั่งสามารถมีพื้นที่ปกครองเป็ของตัวเอง และสิ่งพิสูจน์ยืนยันการพังทลายของมโนคตินั้น คือภาพเบื้องหน้าในห้องโถงกว้างซึ่งถูกใช้เป็พื้นที่จัดประชุมสภาาุโแห่งนี้นั่นเอง
'ข้าพลาดตรงไหนกัน? ที่นี่มันซ่องโจรชัดๆ ทั้งข่มขู่ เรียกค่าคุ้มครอง รังแกเด็ก ที่นี่มันโรงเรียนระดับสูงแบบไหนกัน?'
เด็กหนุ่มตั้งคำถามในใจอย่างสับสน ทุกอย่างที่คิดกลับไม่ใช่ความจริง ไร้ซึ่งใบหน้าชราอ่อนโยนใจดีกับทุกชีวิต ไม่มีกลุ่มคนในมาดอาจารย์คอยชี้แนะศิษย์ สิ่งที่มีคือกลุ่มคนที่กินเหล้าเมายาสนุกสนานอยู่กับสตรีนุ่งน้อยห่มน้อย ความคิดเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือในตอนนี้คือ อยากกลับบ้านไม่อยากที่จะเรียนต่อแล้ว แต่ก็ทำได้แค่คิดเพียงเท่านั้น
"ฮ่าๆ ๆ เ้าหนูไหนๆ ก็มาแล้ว จะรีบกลับไปไหน คุกเข่าคารวะท่านผู้นำซะสิ"
หนึ่งในาุโทั้ง 9 ้าเวทีราวกับมันเดาทางความคิดของเด็กหนุ่มในตอนนี้ได้ สายลมเย็นก่อตัว ราวกับพร้อมจะปล้นชิงของสำคัญภายในร่าง มันก่อตัวคุมขังมิเนอร์วาไว้ด้านในก่อนจะกดทับร่างกายส่วนบนทั้งหมด บังคับให้เด็กหนุ่มต้องคุกเข่าอย่างไร้ทางเลือก ในตอนแรกเด็กหนุ่มยังคงดิ้นรนต่อต้านแต่เมื่อเหลือบไปเห็นเกรเซียที่ไม่ได้รับอันตรายใดก็รู้สึกโล่งใจ เลิกต่อต้านในทันทียอมให้สายลมพัดพาไป ถึงจะกำลังคุกเข่าแต่มิเนอร์วาย่อมมีความหยิ่งทะนงเป็ของตัวเอง ในสภาพที่คุกเข่าด้วยขาขวา ขาซ้ายและลำตัวยังคงตั้งตรงแน่วแน่ไม่ยอมสยบโดยสิ้นเชิง อยู่ในท่าคุกเข่าแค่เพียงหนึ่งข้าง
"นั่นปะไร! พวกท่านเห็นกันหรือไม่? ถึงแม้จะมาจากครอบครัวธรรมดาที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมอ่อนแออย่างตัวเมืองชั้นใน แต่ลูกเสือลูกพยัคฆ์ล้วนไม่อาจกลายเป็ลูกหมาลูกแมวได้!"
ยังคงเป็หนึ่งในาุโท่านเดิมที่กล่าวออกมา าุโท่านนี้เป็ชายวัยชรา ใบหน้ากลม รูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ บนใบหน้ามีหนวดเส้นเล็กขดโค้งอยู่ตรงมุมปากของแต่ละข้าง ดูจากท่าทีแล้วน่าจะชมชอบมิเนอร์วาเป็อย่างมาก
"าุโใหญ่มันก็ยังไม่แน่หรอก ถึงยังไงก็ไม่เคยเจอโลกกว้างที่โหดร้าย!"
มิเนอร์วาที่กำลังคุกเข่าหนึ่งข้างจ้องมองไปยังผู้ที่กำลังคัดค้านผู้าุโใหญ่
'โลกกว้าง? เ้าคงไม่เคยโดนราชันย์เทพข่มขู่ด้วยไฟประลัยกัลป์สินะ หึ'
ราวกับกำลังเย้ยหยันให้กับคำพูดของอีกฝ่ายเด็กหนุ่มไม่ได้สนใจนั่งฟังพวกโจรเ่าั้พูดคุยเกี่ยวกับประวัติความเป็มาของตนอยู่เงียบๆ
"เ้ารู้หรือไม่ เหตุใดเ้าพวกนั้นถึงชอบดูถูกเหยียดหยัน ว่าพวกเราวังมรณะสาบสูญไม่มีปัญญาสอนศิษย์ อีกทั้งยังนินทาว่าร้ายพวกเราวังมรณะสาบสูญอยู่ตลอดเวลา"
หนึ่งในเก้าาุโ้ายังคงยิงคำถามใส่เด็กหนุ่ม
"ตามคำสอนของพวกท่าน ข้าไม่จำเป็ต้องรู้หรือสนใจเลยสักนิด เพราะมันไม่เกี่ยวกับข้า ถึงแม้ข้าจะต้องอาศัยและเรียนที่นี่ แต่ข้าก็คิดว่าคำสอนของท่านผู้ก่อตั้งนั้น สั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว"
มิเนอร์วาตอบโดยไม่ลังเล สายตาจ้องมองขึ้นไปทางบัลลังก์ ถึงแม้จะยังคงมีความประหม่าไม่มั่นใจตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่ได้ถูกสั่นคลอนให้กลัวจนไม่กล้าพูดสิ่งใด จากประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับการสั่งสอนมาจากสองราชันย์เทวะ สถานการณ์ตรงหน้านี้ไม่ได้ทำให้จิตใจของเด็กหนุ่มสั่นไหวแม้แต่น้อย
"ข้าถูกใจเด็กคนนี้ เข้าเรียนได้ไม่ถึงหนึ่งวันก็เข้าถึงหลักคำสอนแล้ว ในนามของัอัสนี ข้าสนับสนุนเ้าเด็กนี่ 1 เสียง"
ที่แท้ผู้ที่ถูกเรียกว่าาุโใหญ่ก็ใช้ชื่อว่าัอัสนี และการสนับสนุนนี้มิเนอร์วาย่อมไม่เข้าใจ อีกทั้งยังไม่คิดจะสนใจ อีกฝ่ายเป็ใครชื่ออะไรตนยังไม่รู้จักเลย นับประสาอะไรจะไปอยากรู้จักกับบุคคลที่ทำตัวดิบเถื่อนไร้อารยะเหล่านี้
"ัสมุทร สนับสนุน 1เสียง"
บุคคลที่เรียกตัวเองว่าัสมุทรก็เป็หนึ่งในาุโที่นั่งปะปนอยู่กับทั้งเก้าคน ถึงแม้จะมีบุคลิกเงียบขรึมแต่เห็นได้ชัดว่าต้องเป็ที่ชื่นชอบของอิสตรีอย่างแน่นอน ใบหน้ารูปไข่ ผมหน้าม้าสั้นสำหรับบุรุษสีฟ้า แววตาคมกริบ หล่อเหลาเป็อย่างมาก
"ัอัคคี งดออกเสียง"
"ัปฐี งดออกเสียง"
"ัวายุ งดออกเสียง"
"พยัคฆ์อุดร เห็นด้วย 1เสียง"
"พยัคฆ์ประจิม งดออกเสียง"
"พยัคฆ์ทักษิณ งดออกเสียง"
"พยัคฆ์บูรพา งดออกเสียง"
4 พยัคฆ์ 5 ัที่กำลังเปิดโหวตออกเสียงอยู่ในตอนนี้ คือผู้าุโลำดับ 1 ถึง 9 เป็ตัวตนที่แข็งแกร่งรองลงมาจากผู้นำของพวกมันที่นั่งดูอย่างเงียบๆ 4 พยัคฆ์มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ทั้งหมดภายในเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ พวกมันแบ่งแยกอาณาเขตกันอย่างชัดเจน ส่วนทางด้าน 5 ันั้นคือ ัผู้พิทักษ์ที่คอยรักษา และแสดงอำนาจของวังมรณะสาบสูญต่อบุคคลภายนอก หลังจากทั้ง 9 ลงคะแนนเสียงเรียบร้อยทั่วทั้งห้องพลันเงียบสงัดลง ราวกับเสียงพูดคุยหัวเราะและเสียงดนตรีทั้งหมด รู้ว่า่เวลานี้คือ่เวลาสำคัญ ทุกคนที่นั่งอยู่ภายในห้องแห่งนี้พร้อมใจกันมองไปยังผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
"เห็นด้วย 3 เสียง งดออกเสียง 6 ข้าขอประกาศต่อเหล่าอาจารย์ทุกท่าน ศิษย์ผู้นี้จะกลายเป็ศิษย์สายนอกระดับ 1 และเนื่องจากมีเพียงพยัคฆ์อุดรที่เห็นด้วย ดังนั้นส่งไปใช้ชีวิตในโซนเขตเหนือ เลิกสภา"
น้ำเสียงองอาจเปี่ยมด้วยอำนาจ สั่งการประกาศผลลัพธ์ออกมาอย่างง่ายๆ แววตาของท่านผู้นำที่เคยจับจ้องเด็กหนุ่มในตอนนี้ได้หลับตาลง มุมปากยกยิ้มน้อยพึงพอใจ สะบัดมือทำท่าทางเป็นัยว่า
'หมดธุระของเ้าแล้ว ออกไปได้'
"โอ๊ย! ผู้ใดกัน?"
ทันทีที่สิ้นเสียงของท่านผู้นำ มิเนอร์วาที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็โดนบุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งเดินปรี่มาตบหัวเข้าฉาดใหญ่ อีกฝ่ายชี้ไม้ชี้มือไปทางประตูบอกให้เดินตามมันไป มันไม่รอให้มิเนอร์วาถามอะไรก็เดินนำออกไปแล้ว เด็กหนุ่มหันกลับไปมองท่านผู้นำที่ยังคงนั่งหลับตา ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ โค้งตัวเคารพอย่างสุภาพไปทางบัลลังก์ทีหนึ่ง สลับสายตามองไปยังาุโัอัสนีและาุโท่านอื่นอีก 8 คนที่เหลือ ก่อนจะมาหยุดลงที่มาซีน แล้วทำความเคารพด้วยความซึ้งใจ
เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าศิษย์สายนอกระดับ 1 คือสิ่งใด แต่รู้ว่ามันต้องเป็สถานะอย่างหนึ่งแน่นอน ส่วนผู้ที่งดออกเสียงเ่าั้ พวกท่านก็ยังไม่ได้ตัดอนาคตอีกฝ่ายทิ้งซะทีเดียว ต้องเรียกว่าความสามารถของเด็กหนุ่มยังไม่เข้าตาพวกท่าน พวกเขาเลยยังไม่คิดจะสนับสนุนในตอนนี้ แต่อนาคตนั้นก็ไม่แน่ ส่วนทางด้านผู้าุโมาซีนที่ทำหน้าที่ในการนำทางเด็กหนุ่ม ก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณที่สั่งสอนตัวเองถึงแม้ว่าจะเป็่เวลาแค่ไม่นานแต่สอนก็คือสอน
'ไม่แน่อาจจะยังมีศิษย์สายนอกระดับ 2 3 4…5 อยู่อีกก็เป็ได้'
หลังจากกวาดตามองรอบหนึ่ง ราวกับพึ่งนึกขึ้นได้มิเนอร์วาหันขวับ มองไปยังัวายุด้วยสีหน้าถมึงทึงไม่พอใจ อีกฝ่ายก็ััได้ถึงสายตานั้น มันทำเพียงนั่งชันเข่าเอนหลังอย่างสบายใจ มือหนึ่งโอบกอดอิสตรีผมสั้นใบหน้าสวย ยกยิ้มอย่างยั่วยุ ปากกำลังคาบองุ่นที่สตรีข้างกายป้อนให้ มันยกมืออีกข้างขึ้นมาหงายและกวักเรียกเด็กหนุ่มอย่างท้าทาย ราวกับกำลังจะบอกว่า
'ถ้าเ้าอยากลองของก็เข้ามาสิเ้าหนู ข้าจะเป็คู่ต่อสู้ให้'
และแน่นอนมิเนอร์วาไม่ใช่คนโง่เขลา ย่อมมองเจตนาอีกฝ่ายออก จึงสะบัดหน้ากลับมามองหญิงสาวข้างกาย ในใจเอ่ยขึ้นอย่างพึงพอใจ
'หึ ท่านแกร่งกว่าข้าแล้วยังไง ผู้หญิงของข้าสวยกว่าสตรีข้างกายเ้ามากมายนัก ด้านนี้ท่านแพ้ข้า!'
'ศิษย์ข้า เ้ากับนางตกลงคบหาดูใจกันแล้วหรือ? ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นเ้าบอกความในใจกับนาง?'
เสียงของอาจารย์ที่เงียบหายไปตั้งนานทักท้วงขึ้นมาอย่างสงสัย มิเนอร์วาลุกลี้ลุกลนไม่ตอบอาจารย์ คว้ามือเกรเซียเดินตามบุรุษผู้นั้นออกไป เสียงเพลงบรรเลงขึ้นมาอีกครั้ง เหล่าผู้คนกลับมาพูดคุยหยอกล้อกันอย่างเป็ปกติ รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างคาดหวัง บนมุมปากของผู้นำที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ มันหัวเราะชอบใจมือปัดป่ายโฉมงามรอบตัวอย่างมีความสุข ราวกับโจรปล้นสวาท ราวกับท่าทางเคร่งขรึมก่อนหน้านั้นเป็เพียงสิ่งที่มันฝืนทำขึ้นมาให้สมกับตำแหน่งของตัวเอง
ในที่สุดมิเนอร์วาก็เดินตามบุรุษร่างกำยำผู้นี้ทัน ทางด้านหลังยังคงเป็เกรเซียที่เดินยิ้มอย่างพึงใจ
"เ้าหนูดูจากหน้าตาเ้าแล้วน่าจะอายุไม่เท่าไหร่ ข้าคือศิษย์สายในระดับ 3 มีชื่อว่ามาร์เต้ ข้าได้รับคำสั่งให้พาเ้าไปเอาสิ่งของสำหรับเอาตัวรอด อธิบายถึงสถานการณ์โดยรวมที่จำเป็และพาเ้าไปส่งที่ที่พักตรงประตูสู่เขตเหนือ"
"รบกวนท่านแล้ว"
มิเนอร์วารู้สึกซึ้งใจถึงจะพึ่งโดนอีกฝ่ายเขกหัวมาก็ตาม ระหว่างที่กำลังเดินไปชายที่ชื่อมาร์เต้คนนี้ก็อธิบายถึงสถานการณ์ต่างๆ ภายในพื้นที่ส่วนเหนือ มันเล่าว่าทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองพิเศษนี้ ล้วนต้องเอาตัวรอดดิ้นรน พื้นที่ด้านนอกกำแพงของสถาบันล้วนเป็พื้นที่สีแดงมีอันตรายมากมายที่พร้อมเกิดขึ้นได้เสมอ สัตว์อสูรดุร้ายมากมาย สัตว์วิเศษที่ซ่อนเร้น สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่หิวกระหาย และมนุษย์ผู้โลภโมโทสัน
พื้นที่ภายในสถาบันล้วนอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่เป็ศิษย์หรือไม่ก็ทำคุณงามความดีให้แก่สถาบันเท่านั้นถึงจะสามารถอาศัยอยู่ได้ วังมรณะสาบสูญยังขึ้นชื่อว่าเป็สถาบันที่มีพื้นที่ปกครองขนาดใหญ่ เป็อันดับหนึ่ง สิ่งนี้เป็เพราะเขตปกครองพิเศษนี้มีพื้นที่เกือบจะเทียบเท่าพื้นที่เขตเมืองชั้นในและใจกลางสองเขตรวมกัน และด้วยความเป็เอกเทศไร้กฎเกณฑ์นี้ สิ่งของผิดกฎหมาย หรือของหายากทุกชนิดล้วนสามารถซื้อขายผ่านตลาดใต้ดินของที่นี่
โดยไม่ต้องแคร์สายตาของพวกราชวงศ์ เรียกได้ว่าเป็บ้านป่าเมืองเถื่อนโดยแท้จริง แต่พวกมันก็มีเส้นแบ่งแยกถึงความดีเลวอยู่เช่นกัน เป็เพราะว่าพวกมันจะไม่ทำร้ายจนถึงตายหรือพิการ แต่ก็อย่าได้คิดประมาทแม้แต่กับคนธรรมดา ถ้าเผลอพลาดเพียงนิดอาจถูกเด็กที่พึ่งหัดวิ่งแทงมีดเข้าใส่ได้ สนทนากันอยู่นานก็เดินมาถึงอาคารหินสามชั้นหลังหนึ่ง ด้านในมีโต๊ะลงทะเบียน ที่ว่างเปล่าไร้คนเฝ้า
"ข้าจะนั่งรอตรงนี้ เดินไปลงทะเบียนเอาเอง ป้ายยืนยันสถานะอยู่ในตู้ด้านหลังชั้นล่างสุด เลือกเอาอันที่เ้าชอบได้เลย แล้วเดินไปหยิบชุดตรงตู้ด้านข้างเลือกเอาอันที่เ้าชอบได้เลยเช่นกัน ข้าพึ่งสังเกตว่าเ้าไม่มีเสื้อผ้าติดตัวมา ส่วนของใช้ประจำวันล้วนไม่มีให้ไปหาเอาเอง เสร็จแล้วก็เดินขึ้นไปชั้นสองเลือกหยิบหนังสือเล่มที่ถูกใจเ้ามาสักเล่มหนึ่งแล้วรีบลงมา อย่ายืนอ่านนาน ข้าต้องรีบไปส่งพวกเ้าไปที่พักแถวประตูทิศเหนือ ยิ่งมืดยิ่งอันตรายเ้าเข้าใจใช่หรือไม่? ส่วนเ้าพกของสิ่งนี้ไว้เมื่อถึงเวลาทางเราจะส่งคนไปรับตัวเ้า และนำกลับไปส่งให้ที่สถาบันหลวงหรือเ้าจะแวะลงที่บ้านของตัวเองก็ได้แล้วแต่เ้า แต่หาทางไปเมืองหลวงเอาเอง ไปเถอะข้าจะรออยู่ตรงนี้"
มิเนอร์วาไม่ได้กล่าวแย้งอะไรเดินไปลงบันทึกชื่อบนกระดาษขาวที่วางเอาไว้ กรอกข้อมูลทุกอย่างไปตามความเป็จริงเพราะถึงอย่างไรตัวตนระดับพวกเขาก็คงสืบประวัติความเป็มาของตนมาหมดแล้ว ไม่จำเป็ต้องปกปิด ยกเว้นที่เด็กหนุ่มมีอาจารย์อยู่แล้วถึงสอง หนึ่งเทพหนึ่งัแถมยังเป็ตัวตนระดับราชันย์เทวะ หลังสุ่มเลือกหยิบป้ายออกมาอย่างไม่แยแส มิเนอร์วาก็เดินกลับมาหามาร์เต้ทันทีไม่เดินไปเลือกเสื้อผ้าที่อยู่อีกตู้ มาร์เต้ถามขึ้นทันที
"ดูเ้ามั่นใจในตัวเองมากเลยนะ ก็ดีไปหาเอาเองข้างนอกก็แล้วกัน ไปเถอะขึ้นไปหยิบมาสักเล่มหนึ่งข้าจะรอ"
มิเนอร์วาพยักหน้าหงึกๆ เดินขึ้นไปยังชั้นสองพลางคิดในใจว่า
'แล้วชั้นสามล่ะมีอะไรและขึ้นไปได้ไหม?'
แต่ก็ได้แค่คิด ถึงยังไงอีกฝ่ายก็ไม่ได้บอกให้ขึ้นไป ไม่เลือกทำตัวสอดรู้สอดเห็นย่อมดีกว่า หลังเดินวนไปวนมา 2 รอบ เด็กหนุ่มไม่พบเล่มที่ถูกใจเลยสักเล่มก็เลือกหยิบออกมาส่งๆ หนังสือบนชั้นนี้ทุกเล่มแทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวกับความแปลกประหลาด พิสดารแผลงอิทธิฤทธิ์ ตรงกันข้ามกับเป็หนังสือธรรมดาที่อาจจะสอนเกี่ยวกับวิธีการเอาตัวรอดซะส่วนใหญ่ เช่นหนังสือตกปลา ล่าสัตว์ ทำอาหาร ใช้ชีวิตในป่า ศิลปะป้องกันตัว มิเนอร์วาเข้าใจสิ่งที่มาร์เต้พูดทันที อย่ายืนอ่านนาน…นั้นหมายความว่าอย่าเสียเวลาอ่านสิ่งที่ไร้ประโยชน์รีบไปหยิบและรีบกลับมาซะ
'ฮะๆๆ สำหรับพวกท่านหนังสือพวกนี้อาจไร้ประโยชน์แต่สำหรับข้าผู้ไม่เคยพบเจอโลกวิปลาสแบบนี้มาก่อนหนังสือเล่มนี้ล้วนสำคัญสำหรับข้า'
มิเนอร์วาประชดตัวเอง ตัวมันเองตระหนักได้นานแล้ว ว่าตัวเองต่อสู้ไม่เป็ ถึงจะบอกว่าไม่เอาถึงตายหรือพิการ แต่การชกต่อยใช้ความรุนแรงย่อมต้องมีอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเล่มที่เด็กหนุ่มเลือกก็คือ หนังสือสอนศิลปะป้องกันตัวเองด้วยมือเปล่า ที่เรียกว่า 'หมัดมวย' มันไม่ได้กลัวอีกฝ่ายปาไฟ เสกสายฟ้าใส่เพราะอย่างไรก็มีหมอก์อนธการคอยลดทอนความรุนแรง แต่หมัดที่เกิดจากแรงกายภาพล้วนๆ จำนวนหลายหมัดย่อมน่ากลัวมากกว่า
อีกฝ่ายแข็งแกร่งไม่พอโดนหมอกมืดลดความเร็วก็ช่างไปเถอะ แต่ถ้าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากพอจนหมอก์อนธการรั้งไม่อยู่เช่นนั้นก็ได้แต่ทำใจยินยอมรับความเ็ปแล้ว หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยทั้งสามคนก็พากันเดินไปยังสถานที่ส่งตัวอีกแห่งหนึ่ง ระหว่างทางมาร์เต้ก็ยังคงเล่าเื่เกี่ยวกับการเอาตัวรอดต่างๆ นานา อีกฝ่ายยังอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในของวังมรณะสาบสูญอีกด้วย ภายในวังมรณะสาบสูญนี้แบ่งแยกศิษย์ออกเป็ 4 สาย ศิษย์แต่ละสายจะถูกแบ่งออกเป็ 3 ระดับ เนื่องจากที่นี่ไร้กฎระเบียบ การปกครองจึงเป็แบบผู้แข็งแกร่งสั่งการผู้อ่อนแอ และทางสถาบันก็ได้แบ่งระดับความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอตามสถานะของศิษย์
โดยแบ่งออกเป็ศิษย์สายนอก 3 ระดับ ศิษย์สายใน 3 ระดับ ศิษย์สายหลัก 3 ระดับ และสุดท้ายสถานะศิษย์ที่สูงที่สุดและจะมีเพียงผู้ที่าุโหรือท่านผู้นำคัดเลือกด้วยตัวเอง พวกเขาจะมีเพียง 9 คนเท่านั้นถ้าหากไม่มีพยัคฆ์หรือัเกิดขึ้นใหม่ นั่นคือศิษย์ผู้สืบทอด จะเป็ศิษย์เอกเพียงหนึ่งเดียวของท่านผู้นำหรือไม่ก็ของ 4 พยัคฆ์ 5 ั ปัจจุบันตำแหน่งศิษย์ผู้สืบทอดยังคงมีที่ว่างไว้มากถึง 5 ที่