"ข้าได้เจาะศิลาูเาเข้าไปหาศิลานิลกาลจน์และชักนำอัคคีโลกันต์เพื่อเจาะตกแต่งศิลานิลกาลจน์ ศิลานิลกาลจน์นี้ผ่านการกลั่นหลอมจากลาวาใต้พิภพและอัคคีโลกันต์เป็เวลาล้านปีมีความแข็งแกร่งที่ไม่มีอาวุธใดทำให้ระคายนอกจากอัคคีโลกันต์ที่เป็ต้นกำเนิดแล้วยากจะมีสิ่งใดทำลายได้ แต่ยามเมื่อมาเจอกับแก่นอัคคีโลกันต์อเวจีเข้า ศิลานิลกาลจน์ก็เปรียบเหมือนขี้ผึ้งโดนไฟ ข้าได้ตกแต่งศิลานิลกาลจน์ให้เป็ห้องทั้งหมดสี่ห้องตามความรู้ที่ข้าพอมีมาเล็กน้อย"
"ห้องแรกเป็ห้องรวมมีแท่นศิลานิลกาลจน์ขนาดใหญ่สำหรับฝึกลมปราณและพักผ่อน หากนอนและนั่งบนหรือฝึกเดินลมปราณบนแท่นศิลานิลกาลจน์นี้ใช้เวลาเท่ากันกับสถานที่อื่น จะช่วยให้การฝึกลมปราณก้าวหน้าเร็วกว่าการฝึกในสถานที่อื่นถึงยี่สิบเท่า ศิลาที่เกิดจากการดูดปราณฟ้าดินสะสมไว้เป็ล้านปีจะมีพลังแค่ไหนหากเป็ที่ที่ข้าจากมา การพบเจอศิลานิลกาลจน์ขนาดนี้ต้องเป็ชนวนเหตุให้เกิดการเข่นฆ่าแย่งชิงเพื่อครอบครอบสิ่งวิเศษสุดในการฝึกลมปราณจนเืนองเป็ท้องธารเป็แน่แท้"
"ห้องที่สองเป็ห้องฝึกยุทธ เป็ห้องฝึกวิชาฝีมือทักษะต่าง ๆ ในการต่อสู้ประจำตัวทุกชนิดที่ข้าเคยฝึกปรือ ศาสตร์หลากหลายชนิด ตำรายุทธและวิชาฝีมือจากที่ต่าง ๆ ที่น่าสนใจที่ข้าเก็บสะสมมาจากการเดินทางไปในที่ต่าง ๆ"
ห้องที่สามเป็ห้องโอสถ การจะเป็ผู้เยี่ยมยุทธที่สามารถเดินทางไปทั่วแคว้นได้ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือวิชาฝีมือด้านการต่อสู้ และวิชาฝีมือด้านการรักษา การปรุงยาเพื่อรักษา ห้องนี้เป็ห้องสำหรับศึกษาการปรุงยาและการรักษาเพื่อช่วยชีวิต "
"สำหรับข้าวิชาการปรุงโอสถถือว่ามีความรู้เพียงผิวเผินในดินแดนที่ข้าจากมาความสามารถที่ข้ามีในการปรุงโอสถอยู่แค่ระดับเจ็ดเท่านั้นเมื่อเทียบกับนักปรุงโอสถในดินแดนที่ข้าอยู่ถือเป็นักปรุงโอสถธรรมดาทั่วไปที่พบได้ดาษดื่นในดินแดนแห่งนั้นตำราการปรุงโอสถ เทคนิกวิธีการต่าง ๆ ที่ข้ามีทั้งหมดรวมถึงตำราปรุงโอสถจากที่ต่าง ๆที่ข้าสะสมไว้ทั้งหมดล้วนอยู่ในห้องนี้"
"ห้องที่สี่เป็ห้องกาลเวลาที่ข้าสร้างจำลองขึ้นมาจากศิลากาลเวลาขนาดกลางที่ข้าเก็บสะสมไว้ระหว่างท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งพันก้อนเป็ห้องใช้สำหรับเคี่ยวกรำฝึกปรือ การเวลาในห้องนี้หนึ่งร้อยวันเท่ากันภายนอกหนึ่งวันสำหรับวันเวลาของห้องกาลเวลาที่ใช้ศิลากาลเวลาระดับกลางร้อยก้อนถือว่าธรรมดาในดินแดนระดับสูง "
" เพราะในดินแดนระดับสูงที่ข้าอยู่ห้องกาลเวลาระดับกลางสำหรับฝึกยุทธที่ใช้ศิลาระดับกลางในการสร้างมีอยู่มากมาย ที่นั่นยังมีห้องกาลเวลาระดับสูงที่ใช้ศิลาระดับสูงหนึ่งหมื่นก้อนอยู่เช่นกันเวลาในห้องฝึกยุทธระดับสูงหนึ่งพันวันเท่ากับเวลาภายนอกหนึ่งวันแต่ที่เช่นนั้นใช่เป็ที่ที่ใคร ๆ จะเข้าไปใช้งานได้ง่ายดายไม่ "
"ข้าพอมีความรู้เื่ศาสตร์พยากรณ์แบบแปลนและกลไกเล็กน้อยเมื่อข้าสร้างตำหนักนิลกาลจน์ขึ้นมา ได้จัดทำประตูกลไกเพื่อเข้าสู่ตำหนักประคูศิลาและทางเดินที่มุ่งสู่ตำหนักล้วนทำด้วยศิลานิลกาลจน์ยากจะทำลายได้ไม่ว่าจะใช้พลังสูงล้ำเพียงใดก็หามีผลไม่หากโจมตีโดยไม่ยั้งคิดผู้โจมตีจะโดนพลังสะท้อนกลับสองเท่าของพลังที่โจมตีกลับไปจนย่ำแย่"
" ข้าได้ใช้ศิลากลืนโลหิตที่มีเพียงในดินแดนระดับสูงเท่านั้นมาใช้เป็กลไกในการเปิดประตูศิลากลืนโลหิตนี้จะจดจำโลหิตผู้ที่หยดให้กลืนกินและจะทำงานเมื่อได้รับโลหิตผู้เป็เ้าของเท่านั้นโลิหิตที่ใช้หล่อเลี้ยงศิลาแล้วแต่ผู้ส้รางจะกำหนดในขั้นตอนสร้างข้าได้กำหนดโลหิตสามหยดในการหล่อเลี้ยงศิลากลืนโลหิตเพื่อให้กลไกประตูทำงาน "
" ศิลากลืนโลหิตจะจดจำเ้าของได้เพียงหนึ่งร้อยปีแล้วจะลืมเลือนเ้าของเดิมกลายเป็ไร้เ้าของหากภายในระยะเวลาร้อยปีเ้าของไม่ได้หล่อเลี้ยงด้วยโลหิตอีกครั้ง เมื่อผ่านประตูมาได้จะด้วยบังเอิญหรือมีวาสนาก็ตามก็จะเจอกับด่านทดสอบคุณธรรมสัมมาคารวะ"
"หากผู้เข้ามาไร้คุณธรรมไร้สัมมาคารวะมีเพียงความโลภและคิดฉกฉวย หากล่วงล้ำเข้าไปในเขตแท่นศิลาโดยพลการก็จะโดนปราณอัคคีโลกันต์ที่ข้าชักนำมาเป็ปราการป้องกันแท่นศิลานิลกาลจน์เผาเป็จุลในพริบตาต่อให้เป็ผู้เยี่ยมยุทธระดับสูงสุดของดินแดนนี้ก็ไม่อาจทนทานต่ออัคคีโลกันต์ได้"
"เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนข้าจะได้รับสารด่วนว่ามีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับตระกูลผู้มีพระคุณในดินแดนระดับสูงที่ข้าจากมาและสังหรณ์ว่าการกลับไปครั้งนี้อาจไม่ได้กลับมาทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นได้ ข้าจึงได้ใช้วิชาพยากรณ์ซึ่งพยากรณ์ไว้ในวันที่เดินทางกลับว่าอีกหนึ่งร้อยปีหลังจากข้าทำนายจะมีผู้มีวาสนามารับ่ตำหนักนิลกาลจน์และรับคำฝากฝังภารกิจที่ข้าไม่สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ "
"เมื่อครบกำหนดเวลาร้อยปีนั้นศิลากลืนโลหิตจะลืมเลือนข้าผู้เป็เ้าของเดิมสิ้นและพร้อมจะพบเจอนายใหม่หากมีวาสนาต่อกัน และหากชนรุ่นหลังได้ผ่านเงื่อนไขต่าง ๆจนสามารถได้เปิดอ่านตำราบันทึกฉบับนี้ได้ ถือว่ามีวาสนาต่อกัน "
"ส่วนการจะตอบรับหรือปฏิเสธต่อคำฝากฝังนั้นให้ไตร่ตรองและตัดสินใจเองหามีการบังคับไม่เพราะคำฝากฝังนั้นเป็เื่สำคัญที่ยากเย็นยิ่งหากตอบรับแล้วไม่อาจกลับคืนคำได้แต่หากแม้นไม่ยินดีตอบรับเพียงหยิบถุงสีทองหน้าตักร่างพลังงานของข้าแล้วจากไปได้ในทันที ถือเป็ของกำนัลในวาสนาที่มีต่อกันเพียงแค่นี้ และไม่ขอตำหนิใด ๆ "
"แต่หากแม้นตัดสินใจรับคำขอฝากฝังจงคุกเข่าโขกศีรษะเก้าครั้งต่อหน้าร่างพลังงาน " ขอจงไตร่ตรองใคร่ครวญก่อนตัดสินใจ"
ข้อความในตำรามีเพียงแค่นี้หลังอ่านจบกังหลงนิ่งครุ่นคิด เรียบเรียงเื่ราวที่รับรู้มาจากตำราเื่ราวเหล่านี้เหนือความคาดหมายของเขายิ่งนักล้วนเป็เื่ที่ไม่เคยได้ยินไม่เคยพบเจอในตำราใด ๆ และมิเคยได้ยินผู้ใดกล่าวถึงมาก่อน ไตร่ตรองแล้วนึกย้อนมองตัวเอง ตัวเองปัจจุบันเป็ดังขยะไร้ค่า หากแม้นสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ชีวิตตนพลิกผันได้ใยจะไม่วิเศษยิ่งเล่า ชั่วครู่จึงพึมพำออกมา
"พลังยุทธความสามารถของผู้าุโท่านนี้สูงส่งถึงเพียงไหนกันจากคำบอกเล่าเหมือนผู้าุโไม่ใช่คนในอาณาจักรอสูรนี้และจากตำราท่านเป็บุคลเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีก่อนไม่ทราบเป็ยอดคนท่านใดจากอาณาจักรไหนแต่จากวัตถุประสงค์ที่ได้บอกกล่าวคล้ายมีเื่ฝากฝัง มีเื่อันใดที่ยิ่งใหญ่ปานนั้นจนระดับความสามารถของท่านไม่อาจทำได้ ตัวข้าเป็เพียงผู้ไร้ฝีมือชีพจรโดนผนึก ไม่ทราบที่นี่จะมีวิธีแก้หรือไม่ ไม่ทราบจะมีกำลังพอรับคำฝากฝังได้หรือไม่ เห้อ...ข้าจะทำเช่นใด..."
กังหลงครุ่นคิดเดินวนไปวนมา มองไปที่ร่างสูงใหญ่ที่นั่งอย่างเหี้ยมหาญเห็นดาบใหญ่คู่กับร่างสูงใหญ่นั้นก็ให้เกิดฮึกเหิมขึ้น
"เกิดเป็ชายชาตรีผ่านมาพบเจอเื่อยุติธรรมพบคน้าความช่วยเหลือย่อมไม่อาจนิ่งดูดายหรือหลีกหนีได้ แม้ไม่รู้จักแม้รับปากแล้วความสามารถไม่เพียงพอ แต่หากรับปากแล้วทำได้แค่ไหนก็ขอทำให้สุดกำลังความสามารถก็แล้วกันเพียงนี้ถือว่าไม่ต้องละอายใจตนแล้ว ปัจจุบันตัวข้าก็มิมีอะไรที่ย่ำแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว คงต้องลองดูสักตั้งละกัน ในเมื่อวาสนาได้ชักพาให้มาพบเจอกันแล้ว อย่าได้ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปโดยเสียเปล่า"
เมื่อตัดสินใจดังนั้นกังหลงเดินไปตรงหน้าร่างพลังงานคุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับ
"หนึ่ง "
"สอง "
"สาม"
"สี่ "
"หา้ "
"หก "
"เจ็ด "
"แปด "
" เก้า "
"ครึก ๆ ๆ"
เมื่อโขกศีรษะครั้งที่เก้า ขณะหน้าผากกระทบพื้นศิลาได้เกิดเสียงครึก ๆ ที่แท่นศิลานิลกาลจน์และมีแสงสว่างเกิดขึ้น หลังจากโขกศีรษะครบเก้าครั้งกังหลงได้ลุกขึ้นนั้งและมองไปที่ร่างพลังงาน