บทที่ 18 งานเลี้ยง
ยามสนธยามาเยือนท้องฟ้าก็เริ่มมืดทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวบาง ที่เรือนถูกบ่าวในเรือนจุดโคมไฟประดับตามระเบียงทางเดินเพื่อเพิ่มแสงสว่าง
สวี่หยางเตรียมตัวตามคำสั่งของเสิ่นเกาหลานนางเรียกสาวใช้มาคอยปรนนิบัตินางสองคน หนึ่งในสองมีหลีลี่จื่อที่คอยมาช่วยจัดแจงใบหน้าและทรงผม แม้จะกลัวจนสั่นแทบไม่กล้าหายใจแต่ก็ไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นหลีลี่จื่อเบาใจที่วันนี้ฮูหยินมิได้มีอารมณ์ร้อนต่อว่า แต่กลับกันวันนี้ฮูหยินกลับเ็านิ่งมากกว่าเดิมจนน่ากลัวด้วยซ้ำไป
"วันนี้ฮูหยินช่างงดงามเหลือเกินเ้าค่ะ ในงานเลี้ยงคงไม่มีใครสามารถ่ชิงรัศมีไปได้แม้เพียงนิด ไม่ว่าผู้ใดมาเทียบเคียงล้วนด้อยรัศมีไปส่วนหนึ่งเป็แน่ " ในความเงียบสงบหลีลี่จื่อได้เอ่ยขึ้นจนสาวใช้อีกนางรีบดึงแขนให้นางหยุดพูดเพราะกลัวจะไม่ถูกใจฮูหยินจะถูกลงโทษเอาได้
แต่ทว่าสวี่หยางเมื่อได้ยินคำเยินยอจากปากของหลีลี่จื่อกลับหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
"ฮึ ฮึ เ้าเป็คนแรกที่เอ่ยกับข้าเช่นนี้ใจกล้าดีเสียจริง เอ้านี่รางวัลของเ้า " สวี่หยางหยิบเงินให้แก่หลี่ลี่จื่นห้าอีแปะเพื่อเป็ของรางวัลที่หลีลี่จื่อกล้าเอ่ยกับนางเช่นนี้ ก่อนจะลุกขึ้นย่างกรายเดินออกไปรอเสิ่นเกาหลานที่หน้าเรือน หลีลี่จื่อยิ้มกว้างดีใจไม่คิดว่าคำกล่าวชมของนางจะได้รับรางวัล จนสาวใช้ที่อยู่ข้าง ๆ ตาลุกวาว
เสิ่นเกาหลานแต่งกายเสร็จสิ้นมองดูท้องฟ้าจวบเวลางานเลี้ยงเขาจึงเดินไปรับสวี่หยางที่หน้าห้องของนางตามที่บอกนางไว้ เสิ่นเกาหยางย่ำเท้าเดินตรงไปยังห้องของสวี่หยางเห็นนางยืนรออยู่ที่หน้าห้อง เท้าทั้งสองข้างหยุดเคลื่อนไหวถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อจะต้องอยู่กับนางเพียงลำพัง หากเป็เจี่ยฟางคงจะดีไม่น้อยจากนั้นเสิ่นเกาหลานก้าวเท้าไปหานางทันที
“เ้าแต่งกายรอข้าเสร็จแล้วสินะ! เช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถิด” เสิ่นเกาหลานจ้องมองนางั้แ่หัวจรดเท้าวันนี้นางช่างแต่งกายประทินโฉมงดงามกว่าทุกวันเว้นแต่ใบหน้าของนางยังคงขาดเพียงหนึ่งสิ่งที่ทำให้เขาเหนื่อยใจ นั่นคือรอยยิ้มบนใบหน้า
“เ้าค่ะ” สวี่หยางเดินตามเขาอย่างว่าง่ายทั้งสองขึ้นบนรถม้าเดินทางไปด้วยกันโดยมีสารถีเป็ผู้บังคับนำทางไปยังงานเลี้ยง
ภายในรถม้ามีเพียงความรู้สึกอึดอันปะปนอยู่ทั้งสองต่างพากันเงียบงันไม่เอ่ยปาก สถานที่จัดงานห่างไกลจากเรือนของเสิ่นเกาหลานอยู่มากจึงทำให้การเดินทางเนินนานกว่าที่คิด สวี่หยางรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องอยู่จนน่าอึดอัดใจจึงเอ่ยถามให้รู้ความ
“ท่านจ้องมองข้ามาั้แ่รถม้าเคลื่อนออกมา มีอันใดเอ่ยมาเถิดเ้าค่ะทำเช่นนี้ข้าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง” คำพูดของสวี่หยางแววตาท่าทางทำให้ผู้ที่ฟังอยู่ไม่พอใจหวนคิดถึงยามที่นางอยู่กับเสิ่นจิ้นทันที
“เฮอะ! หากผู้ที่นั่งอยู่กับเ้าเป็เสิ่นจิ้นเ้าคงไม่มีท่าทีเช่นนี้หรอกสินะ จนทุกวันนี้ข้าไม่แน่ใจว่าผู้ใดกันแน่คือสามีของเ้า”
“อย่าหาเื่ได้มั้ยเ้าคะมีเื่อันใดรีบเอ่ยมา”
“ข้าหาเื่อย่างนั้นหรือ? หรือว่าไม่จริงดูสีหน้าของเ้ายามอยู่กับข้าราวกับข้าบังคับฝืนใจ ข้าเป็สามีของเ้าเหตุใดถึงจะจ้องฮูหยินของตนเองมิได้กัน!!!” เสิ่นเกาหลานขยับเข้าใกล้สวี่หยางก่อนจะยื่นมือไปคว้าแขนของนางให้ขยับมาใกล้เขามากกว่าเดิม เขาจ้องมองใบหน้าเ็าของนางที่กำลังเงยหน้าจ้องเขาอย่างเขม็งยิ่งทำให้เขาควบคุมตนเองไม่ได้
“ปล่อยข้านะ ข้าเจ็บ!!” เขารีบคลายมือที่บีบนางไว้แน่นก่อนจะคุมสติของตนเองสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เขาจะโมโหและชวนนางทะเลาะมิได้เพราะค่ำคืนนี้เขา้าให้นางเคียงข้างโดยไม่มีเื่ให้หมางใจกัน
“ข้าจะยอมปล่อยเ้าก็ได้ สิ่งที่ข้าจะบอกคือใบหน้าของเ้ายามที่พบปะผู้คนข้าอยากให้เ้าละทิ้งใบหน้าเ็าไร้ความรู้สึกเสียที หากผู้ใดเห็นจะคิดว่าการที่เ้ามาอยู่ที่เรือนของข้าไม่มีความสุขแม้แต่น้อย”
“แล้วมันไม่จริงหรือเ้าคะ ั้แ่ข้าเยี่ยงย่างกรายเข้ามาที่เรือนของท่านไม่มีวันใดที่ข้ามีความสุขเลยสักนิด หากไม่ได้ทำเพื่อตระกูลข้าคงไม่ฝืนทนเช่นนี้” สวี่หยางตวาดใส่เขาด้วยน้ำเสียงเย็นะเืก่อนจะเบือนหน้าหนีเปิดผ้าม่านที่บังลมออกมองทอดสายตาไปด้านนอกไม่อยากจะสนใจผู้ที่อยู่ด้านในอีก
คำพูดของสวี่หยางที่เอ่ยออกมาทำให้เสิ่นเกาหลานนิ่งเงียบเพราะสิ่งที่นางเอ่ยออกมานั้นเป็ความจริงที่เขาไม่สามารถหาข้อกังขามาต่อเถียงนางได้! เขาทำได้เพียงกำมือแน่นสงบสติอารมณ์โทสะของตนให้ผ่อนปรนก่อนจะถึงงานเลี้ยงที่ถูกจัดขึ้น
โคมไฟมากมายถูกจุดตามทางเดินเสียงผู้คนคละคลั่งไม่ว่าจะเป็เสียงกลองเครื่องดนตรีมากมายที่กำลังแสดงให้ผู้ที่มางานชม สวี่หยางที่นั่งอยู่ในรถม้าเริ่มตื่นตัว รถม้าหยุดการเคลื่อนไหวเสิ่นเกาหลานขยับกายเปิดม่านเดินออกไปด้านนอก ยื่นมือมาให้สวี่หยางเพื่อจับลงจากรถม้า แม้ว่านางจะไม่อยากจับแต่ทว่าภายในสายตาผู้อื่นนางคือฮูหยินของเขา วันนี้จึงเป็วันที่นางจะต้องแสร้งเป็ฮูหยินที่รักของเสิ่นเกาหลานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ยื่นมือไปจับเสิ่นเกาหลานเพื่อเดินลงจากรถม้าและเดินเข้างานเลี้ยงพร้อมกับเขา
ภายในงานเลี้ยงมีของที่หายากมากมายวางขายด้วยเช่นกันหรือแม้แต่ของที่เป็ที่นิยมก็ถูกวางขายในราคาของพ่อค้าด้วยกัน สวี่หยางเดินเคียงข้างเสิ่นเกาหลานแต่ทว่าสายตาคอยลอบมองสิ่งของระหว่างทางเข้าตลอดทาง จนเขาพานางเดินมาโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับทั้งสอง สวี่หยางเห็นผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันใบหน้าเริ่มปรากฏรอยยิ้ม โน้มตัวลงคารวะอย่างนอบน้อม
“สวี่หยางคารวะท่านพ่อคารวะท่านแม่เ้าค่ะ” ท่านพ่อท่านแม่ที่นางคารวะคือท่านพ่อของเสิ่นเกาหลาน ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นสวี่หยางจึงรีบลุกขึ้นมาประคองแขนของนางให้มานั่งข้างตนเองด้วยความยินดี
“โฮ๊ะ ๆ สะใภ้ของข้าวันนี้ช่างงดงามเสียจริงมานั่งข้าง ๆ ข้าเถิด ข้าคิดไว้แล้วว่าเ้าต้องเดินเคียงคู่กับเสิ่นเกาหลานคงเหมาะสมไม่มีผู้ใดเทียบเลยด้วยซ้ำท่านพี่ว่าเช่นข้าหรือไม่เ้าคะ บุตรสาวของใต้เท้าสวี่ช่างงดงามทั้งใบหน้าและกิริยาจริง ๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าพาสวี่หยางมานั่งลงเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ก่อนจะหันไปถามสามีของตนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง
“บิดาเป็เช่นไรบุตรสาวย่อมเป็เช่นนั้น ั้แ่เ้าเข้ามาอยู่ที่เรือนตระกูลเสิ่นมีเื่อันใดขาดตกบกพร่องหรือไม่? หากมีเื่อันใดที่เ้า้าแจ้งข้าได้ตลอดเวลา ข้ามิอยากทำให้บุตรสาวของสหายต้องลำบากเดี๋ยวใต้เท้าสวี่จะตำหนิเอาไว้”
“ไม่เลยเ้าค่ะท่านพ่อ ขอบคุณที่ท่านพ่อและท่านแม่เมตตา” สวี่หยางยิ้มกว้างตอบทั้งสองก่อนทุกคนจะพากันกินอาหารที่ถูกจัดวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
สักพักมีชายชราผู้หนึ่งที่ดูจะเป็หัวหน้าพ่อค้าที่ใหญ่ที่สุดยกมือขึ้นเพื่อให้การแสดงทุกอย่างหยุดลงเพื่อป่าวประกาศแจ้งยินดีที่ทุกคนมางานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ก่อนจะบอกให้ทุกคนสนุกสนานกับงานเลี้ยงดื่มด่ำกันให้เต็มที่ เสียงโห่ร้องดีใจดังกระหน่ำก่อนที่เสียงดนตรีจะบรรเลงอีกครั้ง
ท่านพ่อท่านแม่เดินดูสิ่งของที่วางขายเพื่อนำไปต่อยอดให้ร้านตนเองส่วนสวี่หยางนางนั่งที่เก้าอี้ไม่ได้ไปที่ใดสายตาจับจ้องไปที่นางคณิกาที่ร่ายรำอยู่เบื้องหน้ามือของนางยื่นจับจอกสุราดื่มรสชาติหอมหวานติดขมเล็กน้อยแต่เมื่อดื่มไปแล้วกลับทำให้นางชื่นชอบ แม้รู้ว่าข่มแต่ก็อยากจะลิ้มลอง
“เ้านั่งคอยข้าที่นี่สักครู่ ข้าจะเดินไปดูของกับท่านพ่อ” เสิ่นเกาหลานเห็นสวี่หยางสนใจการแสดงจึงสะกิดให้นางนั่งรอเขาอยู่ที่นี่ สวี่หยางพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันไปมองการแสดงต่อ
เสิ่นเกาหลานลุกขึ้นเดินไปหาท่านพ่อของตนระหว่างทางเข้ามาเขาเห็นของหายากหากนำไปขายที่ร้านคงทำกำไรได้ไม่น้อยจึงจะชักชวนท่านพ่อไปดูเพื่อตัดสินใจ
สวี่หยางนั่งดื่มสุราหมดหลายจอกหันซ้ายหันขวายังไม่เห็นวี่แววของเสิ่นเกาหลานนางจึงลุกขึ้นเดินออกไปรับลมด้านที่ไม่มีผู้คนเพราะยามนี้เสมือนนางจะเริ่มมึนเมาเล็กน้อยหากเดินรับลมคงจะดีขึ้น