พูดคุยก่อนเข้าเนื้อหา : ต้องขอโทษจริงๆน่ะครับที่ห่างหายไปนานอีกทั้งยังมาแค่ 50% อีก่นี้ไรท์ทำโอทีทุกวันเลยทำเอาเขียนได้ทีละนิดๆต้องขอขอบคุณทุกท่านจริงๆที่ยังตามอ่านกันอยู่และขอโทษด้วยจริงๆที่มาช้าน่ะครับ
จักรพรรดิชิงลอบวางแผนในใจมันพึ่งได้รับสารลับจากชายแดนจากถังมู่เนื้อหาในจดหมายไม่ได้มากมายหากทว่ากลับสร้างความตื่นตะหนกให้จักรพรรดิชิงอย่างมหาศาล
เื่ที่ตงเจี้ยนสือสามารถเอาชนะผู้เฒ่าอินทรีทองได้ชั่งหน้าใก็จริงหากทว่าการที่มีชายหนุ่มปริศนาคนหนึ่งสามารถสังหารเหล่าทหารของแคว้นเสวียนไปได้หลายพันหลายพันคนในการโจมตีเพียงครั้งเดียวกลับน่าใยิ่งกว่า
จริงอยู่ที่ว่าเหล่ายอดฝีมือระดับเก้าที่เป็รองเพียงยอดฝีมือขั้นแก่นแท้ลมปราณนั้นแข็งแกร่งก็จริงและสามรถพูดได้อย่างเต็มปากว่ายอดฝีมือระดับเก้าคนหนึ่งแข็งแกร่งเทียบเท่ากับทหารกล้าพันคนทว่าแต่จะให้ยอดฝีมือระดับเก้าสังหารกองกำลังทหารของเหล่าแคว้นให้ได้ในครั้งเดียว.....นี่ก็คงเป็เื่เพ้อฝัน!
จักรพรรดิชิงคิดเอาเองว่าเว่ยเมิ่งจะต้องใช้อาวุธวิเศษระดับสูงหรือวิชาลับที่ทรงพลังบางอย่างแน่ๆบุรุษวัยกลางคนในชุดสีเขียวยิ้มอย่างเป็มิตร “ตามสบายเถิด” จักรพรรดิชิงโบกมือ
แน่นอนว่าคำว่า‘ตามสบายเถิด’เป็เพียงคำกล่าวตามมารยาทเท่านั้นจักพรรดิชิงยิ้มรอให้เว่ยเมิ่งพูดต่อเพื่อที่จะได้สนทนาเพิ่มอีกลเกน้อย
และแน่นอนว่าเว่ยเมิ่งย่อมไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อบอกให้ตามสบายเว่ยเมิ่งก็ทำตัวตามสบายจริงๆ.....
เว่ยเมิ่งพนักหน้าให้จักรพรรดิเล็กน้อยเหมือนทักทายเพื่อนรุ่นเดียวกันชายหนุ่มหันมาพูดคุยกับตงฟางซานโดยไม่สนใจจักรพรรดิชิงอีกเลยซักนิด
“......................”
จักพรรดิชิงรู้สึกเป็ส่วนเกินอย่างน่าน้อยใจเหมือนเด็กสาวคนหนึ่งที่รอให้เด็กชายที่ตนแอบชอบมาคุยด้วยแต่เด็กชายกลับไม่สนใจและเอาแต่คุยกับคนอื่นโดยไม่หันมาแลปล่อยให้เด็กสาวเฉาตายอยู่ตรงนั้น...
“แค่กๆจริงสิท่านผู้เฒ่าข้ามีเื่จะบอกกับท่านอยู่พอดี” จักรพรรดิชิงไอแห้งๆเข้ามาขัดการสนทนาของหลานปู่
“ฝ่าาโปรดกล่าวมา”ตงฟางซาน
“......อาทิตย์หน้าจะมีการเลี้ยงฉลองให้กับแม่ทัพถังข้าไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่าพอจะให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ได้ด้วยหรือไม่ข้าคิดว่าแม่ทัพถังคงจะปลาบปลื้มมากแน่ๆที่ท่านมาด้วย”จักรพรรดิชิงพยายามหว่ายล้อมบิดาของสหาย
ถึงแม้จะเคยเจอกันเพียงไม่กี่ครั้งแต่ดูเหมือนแม่ทัพถังมู่จะให้ความเคารพแก่ตงฟางซานน่าดูเลยทีเดียวจักรพรรดิชิงเลยใช้จุดนี้เป็ข้ออ้างให้ตงฟางซานมาเข้าร่วมงานเลี้ยงเผื่อที่จะมีโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ดีๆให้มากขึ้น
“จริงสิคุณชายเว่ยเองก็มาด้วยกันเถิด ในวันนั้นมีรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นมากมายไม่แน่คุณชายเว่ยอาจจะได้พอเจอเื่ที่น่าสนใจก็ได้” จักรพรรดิชิงพยายามยั่วยุอีกฝ่ายด้วยคำว่า‘รุ่นเยาว์ที่โดดเด่น’
ต่างกลับตงฟางซานที่กลังลูบเครานึกว่าจะไปดีหรือไม่เว่ยเมิ่งกล่าวอย่างไม่สนใจ “ไม่ล่ะฝ่าา ข้าไม่ว่าง” เว่ยเมิ่งให้คำตอบง่ายๆที่ชวนให้คนที่เป็จักรพรรดิกระอักเืตาย
เฮ้ยข้าเป็จักรพรรดิน่ะ จะปฎิเสธทั้งทีก็ไว้หน้าข้าบางสิ.......
“แค่กๆช่างน่าเสียดาย-”
“จริงสิท่านปู่ตอนนี้แคว้นชิงไม่มีอันตรายแล้วนี่วันพรุ่งนี้พวกเรากลับกันเลยไหม?”
จักรพรรดิชิงใจหายวาบเมื่อได้ยินประโยคของเว่ยเมิงจริงอยู่ตอนนี้แคว้นชิงอาจจะชนะากับแคว้นเสวียนแต่มันก็ยังมีปัญหาที่ยังชวนให้จักรพรรดิปวดหัวอยู่ นั้นคือตำหนักเทวะ!
การที่ตำหนักเทวะส่งคนไปช่วยทางแคว้นแสวียนก็เป็สัญญาณชัดเจนแล้วว่าพวกมันได้เลือกแคว้นเสวียนไม่ใช้แคว้นชิงเดิมทีจักรพรรดิชิงเองก็เคยส่งบรรณการพร้อมกับคำขอร้องไปอยู่เหมือนกันแต่ดูเหมือนท่าทางทางฝั่งของแคว้นเสวียนจะจ่ายให้กับตำหนักเทวะหนักกว่าของแคว้นชิงเสียแล้ว
ตงฟางซานลูบเคราพลางลอบเหลือบตาไปทางจักรพรรดิชิงมันมีชีวิตมาก็ขนาดนี้แล้วมันจะไม่รู้ความคิดในหัวของจักรพรรดิผู้นี้ได้อย่างไร?
“เ้ารีบร้อนเกินไปแล้วหมู่บ้านเราไม่ได้มีกันแค่คนสองคนต่อให้รีบเตรียมตัวอย่างไรอย่างต่ำก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนมันจะเป็อย่างไงถ้าพวกเราทำผิดพลาดจนทำให้อาหารหมดระหว่างทางหรือเ้าจะวิ่งไปกลับขนอาหารให้พวกเรา?” ตงฟางซานถอนหายใจ
‘ถือซะว่ายอมช่วยหรงเอ๋อร์ก็แล้วกัน’ผู้รุ่นปัจจุบันของหมู่บ้านน้ำตก์ตัดสินใจอยู่ที่แคว้นชิงอีกซักระยะ
จักรพรรดิชิงที่ได้ยินก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกยังมีเวลาอีกอย่างต่ำหนึ่งเดือนที่จะโน้มน้าวเหล่ายอดฝีมือลึกลับพวกนี้ให้อยู่ที่แคว้นชิงจักรพรรดิชิงลอบสาบานกับตนเองว่าจะต้องทำให้พวกตงฟางซานประทับใจและยอมมาเป็กำลังให้กับแคว้นชิงให้ได้!
ทว่าในระหว่างที่จักรพรรดิชิงลอบมีความสุขในใจเว่ยเมิ่งกลับเบ้ปากออกมา “งั้นท่านก็อยู่เตรียมตัวไปแล้วกันเอาไว้เดือนหน้าข้าค่อยกลับมาใหม่” เว่ยเมิ่งหยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจในเมื่อปู่ของเขาตัดสินใจแบบนี้ก็ปล่อยให้มันเป็ไป
“ว่าแต่ท่านแม่ล่ะ?” เว่ยเมิ่งถามว่ามารดาของตน ครั้งที่แล้วไม่ได้ถามหาเพราะมั่นใจว่าท่านปู่ต้องไม่ปล่อยให้มารดาต้องลำบากหรือเป็อะไรไปแน่ ยิ่งท่านปู่ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับมารดาก็ยิ่งมั่นใจว่ามารดาต้องอยู่เป็สุขแน่นอน
“แม่เ้าน่ะหรือ?” ตงฟางซานมีสีหน้าแปลกๆชายชราเหมือนมีอะไรบ้างอย่างจุกอยู่ในลำคอแต่ไม่อยากจะพูดออกมา
“นาง......อยู่ที่ห้องนั่งเล่นในเรือนดอกไม้หิมะ” ตงฟางซานโบกมือให้เด็กรับใช้เข้ามา “เ้านำหลานข้าไปที่เรือนดอกหิมะที”
เว่ยเมิ่งเลิกคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าของปู่ของตนเองเขาเดินตามเด็กรับใช้ออกไป ปล่อยให้จักรพรรดิชิงที่มีสีหน้ายิ้มแย้มพูดคุยกับตงฟางซานกันตามลำพังต่อไป
“ถึงแล้วขอรับคุณชาย”เด็กรับใช้ก้มหัวผายมือให้เว่ยเมิ่งเข้าไปในเรือนที่มีดอกไม้สีขาวประดับไปทั่วก่อนขอตัวลาจากไปทำงานของตน
“ขอบใจเ้ามากน่ะ”เว่ยเมิ่งยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าไปในเรือนที่มีกลิ่นดอกไม้หอมที่มีเอกลักษณ์ผสมกับกลิ่นของน้ำตาล....
กลิ่นหอมของดอกไม้และสมุนไพรจางๆลอยเข้าจมูกของเว่ยเมิ่งในระหว่างที่เดินเข้าไปชายหนุ่มกระพริบตาปริบๆพลางคิดในใจ ‘นี่มัน....กลิ่นขนม?’
เว่ยเมิ่งเดินไปเรือยๆกลิ่นของขนมต่างๆยิ่งเด่นชัดขึ้นพร้อมๆกับเสียงพูดคุยอย่างออกรสของสตรีหลากหลายนางที่เริ่มเด่นชัดขึ้นแน่นอนว่าหนึ่งในเสียงนั้นมีเสียงที่เว่ยเมิ่งคุ้นเคยอยู่
ชายหนุ่มดินเข้าไปในห้องที่ตอนนี้มีหญิงสตรีหลายคนกำลังนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนานขนมมากมายหลายชนิดถูกวางไว้บนโต๊ะดูจากร่องรอยแล้วคงไม่ได้กินแค่นิดหน่อยเป็แน่
เหมือนกับรู้ว่ามีผู้มาใหม่เหล่าสตรีที่กำลังนั่งกินขนมอยู่หันไปมองก็ใที่มีบุรุษแปลกหน้าเข้ามาแต่ที่อุทานอย่างใที่สุดก็คือสตรีนางหนึ่งที่ถือขนมอย่างเต็มไม้เต็มมือ
“เว่ยเมิ่ง!?” ตงฟางฮูหยินะโอย่างยินดี
“ท่านเป็ใคร!?” เว่ยเมิ่งแทบจะบ้าตายเมื่อเห็นมารดา (?)
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
“ท่านเป็ใคร!?”เว่ยเมิ่งแทบจะบ้าตายเมื่อเห็นมารดา
มารดาในความทรงจำของเขาเป็สตรีที่งดงามเป็อันดับหนึ่งมาโดยตลอดนางมีผิวที่ขาวนวลราวกับหิมะ ผมสีดำยาวและดวงตาหงส์ที่คล้ายส่องประกายราวกับดวงดาวจนราวกับว่านางคือนางเซียนที่จุติมายังโลก
อย่างไรก็ตามสตรีเบื้องหน้าของเขา......นางมีผิวที่ขาวนวลเช่นเดิมมีผมสีดำยาวเช่นเดิมมีดวงตาที่ส่องประกายเช่นเดิมที่เปลียนไปก็คือนางไม่ได้เหมือนนางเซียนที่จุติลง...แต่เหมือนซาลาเปาลูกอวบใหญ่ที่พึ่งถูกคีบออกมาเสียมากกว่า!
เว่ยเมิ่งหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกตงฟางฮูหยินเห็นสีหน้าของลูกชายก็หัวเราะรวน แก้มสีขาวอวบๆเด้งไปมายิ่งตอนนี้นางใส่ชุดสีขาวยิ่งขับนางให้เหมือนซาลาเปาเดินได้ลูกหนึ่ง
“แม่....ท่านสบายดี?” เว่ยเมิ่งนึกคำจะพูดไม่ออก
“มาๆเว่ยเมิ่ง เ้ามาได้จังหวะพอดี ดูขนมนี่สิพึ่งอบเสร็จใหม่ๆเลยน่ะ”ท่านแม่ซาลาเปาหยิบขนมที่ส่งกลิ่นหอมชวนให้ผู้คนน้ำลายส่อส่งให้ลูกชาย
เว่ยเมิ่งฝืนยิ้มรับขนมชิ้นนั้นมาดวงตาที่แฝงไว้ด้วยความสดใสและกระตือรือร้นของมารดาทำเอาเขาปฏิเสธไม่ลง เขาส่งมันมันลงเข้าปากอย่างไม่ไยดีความหวานแตกกระจายไปทั่วลิ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ะเิไปทั่วปาก
“ฮี่ๆอร่อยมาเลยใช่หรือไม่?” ท่านแม่ซาลาเปาเอ่ย
เว่ยเมิ่งได้แต่พยักหน้า“อยู่ที่นี้ท่านสบายดีใช่มั้ย?”
ท่านแม่ซาลาเปาชี้ไปที่พุงของตนเอง“เ้าคิดว่าแม่อยู่สบายดีหรือไม่เล่า?”
“....................”
เว่ยเมิ่งนิ่งเงียบไปแวบหนึ่งก่อนจะเหลือบมองไปยังเหล่าสตรีที่อยู่รอบๆพวกนางก็คือเหล่าสาวใช้คนสนิทของท่านแม่ซาลาเปาที่พึ่งรับใช้ตงฟางฮูหยินในตอนที่นางย้ายมาอยู่ในแคว้นชิง
พวกนางไม่ได้โง่เมื่อเห็นว่าเว่ยเมิ่งเหลือบมองมายังพวกนางเหล่าสาวใช้ก็รีบจากไปทันที เว่ยเมิ่งเมื่อเห็นคนนอกจากไปแล้วก็เอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจของตนเองออกมา
“ท่านแม่ข้าว่าท่านกลับไปที่หมู่บ้านพร้อมกับข้าเลย-”
“เ้าคิดเป็ห่วงเื่แม่กับพ่อของเ้าหรือ?”
“.....................”
ท่านแม่ซาลาเปายิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวของเว่ยเมิ่งอย่างเอ็นดู“ไม่ต้องเป็ห่วงแม่หรอก แม่กับพ่อของเ้าไม่ใช้เด็กๆที่แยกแยะไม่ออกเสียหน่อยถึงแม้พวกเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่พวกเราก็เคารพซึ่งกันและกันอยู่เสมอ”
“แต่-”
“ไม่มีแต่!แม่รู้ว่าตอนนี้เ้าอยากกลับไปหาพี่สาวเ้าขนาดไหนแล้ว เ้ารีบกลับไปก็ดีเหมือนกันปล่อยนางไว้คนเดียวแบบนั้นไม่รู้จะสร้างเื่วุ่นๆอีกรึเปล่าเ้าไปเถอะแม่ดูแลตนเองได้” ท่านแม่ซาลาเปาหยิกแก้มของเว่ยเมิ่งทีหนึ่งก่อนจะะโเรียกสาวใช้ให้กลับเข้ามา
“ถ้างั้น....ไว้เดือนหน้าข้าจะกลับมาและกันน่ะท่านแม่”เว่ยเมิ่งถอยหายใจและยิ้มจางเอ่ยลากับมารดาของตน
ท่านแม่ซาลาเปาโบกมือลาชายหนุ่มเว่ยเมิ่งเดินจากออกไปพร้อมกับที่เหล่าสาวใช้เดินกลับเข้ามา ตงฟางฮูหยินมองร่างบุตรชายที่จากไปด้วยความเอ็นดู
“ถ้าข้าเดาไม่ผิดยัยหนูนั้นจะต้องเริ่มเคลื่อนไหวแล้วแน่ๆ”ตงฟางฮู หยินเอ่ยกับตนเองเบาๆพลางหยิบขนมเข้าปาก