โบรานรู้สึกภูมิใจ และรู้ดีว่าลูกชายตนเองมองเขาเป็ต้นแบบ โบเวนได้ฟังเื่ราวการออกล่าสัตว์ป่าเล็กใหญ่ จากปากพ่อของตนเอง หรือจากคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง ั้แ่จำความได้จนถึงปัจจุบัน ถึงอย่างนั้นโบรานก็อยากให้ลูกชายของเขา ได้มองเห็นทางเลือกมากกว่าการเป็พรานป่า มองเห็นอย่างอื่นมากกว่านี้ มองออกไปให้ไกลกว่าหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้
“ลูกเ้าโตพอที่จะตัดสินใจอะไรเองได้แล้ว” กู๊ดเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี ถึงแม้ว่าเขาจะกระอักกระอ่วนใจที่จะต้องเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสอง เพื่อไม่ให้การต่อล้อต่อเถียงบานปลายไปมากกว่านี้
“โบรานเ้าก็ตามใจลูกเ้าสักครั้ง จะให้ลูกชายของเ้าอยู่แต่ในหมู่บ้านตลอดคงไม่ได้” วิลเลมพูดเสริมด้วยอีกแรง
โบรานรู้สึกตัวอีกทีก็ตกเป็เป้าสายตาของคนหมู่มาก จนคิดว่าต้องพูดอะไรบางอย่าง เพื่อทำให้สถานการณ์คลี่คลาย “เดี๋ยวน้องสาวของเ้ากับคุณจีเซลมาถึง รู้ว่าเ้าจะไปกับพ่อ น้องคงจะขอไปด้วย คงต้องมาอธิบายกันอีก”
“ท่านพ่อข้าคิดว่าไม่เป็เช่นนั้นหรอก ปกติอิลซ่าหมกตัวอยู่แต่กับหนังสือ ไม่ติดแจกับข้าเหมือนเมื่อก่อน”
“ใช่ พักหลังข้าพบอิลซ่าที่บ้านของคุณจีเซลอยู่บ่อยๆ ดูเหมือนว่าหมู่บ้านของเราจะมีหมอเพิ่มอีกคน ฮะ ฮะ ฮ่า”
กู๊ดเสริมทัพด้วยอีกแรง เพราะเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของโบเวนั้แ่อายุสี่ขวบ ในตอนที่เขาเล่าเื่ราวการต่อสู้ของตนเองและเื่ราวของโบราน ให้โบเวนฟัง จึงตัดสินใจช่วยพูดอีกแรง
“ก็ได้” โบรานถึงจะให้โบเวนลูกชายของเขาเองตามไปด้วย แต่ยังคิดไม่ตก จะอธิบายให้ลูกสาวและภริยาของตนฟังเช่นไร
“เย้! ในที่สุดข้าก็จะได้ออกไปล่าสัตว์เสียที” โบเวนะโดีใจยกใหญ่
“เ้าไม่พูดขอบคุณลุงกู๊ดหน่อยรึ” โบรานพูดปรามลูกชายของตน ไม่ให้ดีใจเกินเหตุ
“ขอบคุณครับท่านพ่อ ขอบคุณครับลุงกู๊ด” โบเวนโค้งขอบคุณทั้งสอง
“เ้าไม่ลืมใครไปรึ” วิลเลมพูด
โบเวนทำท่าทางนึกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง “ข้าต้องบอกเื่นี้กับน้องสาว” หันมองไปทั่วหาน้องสาวของตนเองว่ามาถึงหรือยัง
ไอเดนมองยืนเหตุการณ์ ถึงกับยิ้มแห้งๆ เมื่อได้ยินคำตอบของโบเวน และท่าทางไร้เดียงสาไม่รู้ว่าวิลเลมจะสื่อว่าอย่างไร ชายร่างท้วมและผอมยืนอยู่ข้างๆ ทั้งสองแอบมีรอยยิ้มแห้ง ๆ เช่นเดียวกัน
“เอาน่า หัวหน้าหมู่บ้านเด็กมันยังไม่รู้ความ” กู๊ดหันมาพูดกับวิลเลมด้วยสีหน้าแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
“ข้าก็ถามไปอย่างนั่นแหละ” วิลเลมพยายามแสดงอาการเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ทางนั้น คุณจีเซลกับน้องของเ้าเดินมานั่นแล้ว”
โบรานผายมือไปทางที่ทั้งสองกำลังเดินมา เพื่อให้ลูกชายของเขาที่กำลังกวาดสายตาไปทั่วหันไปมอง
“นับั้แ่คุณจีเซลย้ายมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน ข้าก็ไปให้รักษาอาการวิงเวียนศีรษะอยู่บ่อยครั้ง” โคโรพูดพร้อมสายตาอันเป็ประกายราวกับว่ากำลังอยู่ในห้วงความฝันที่เขาออกแบบได้
“แค่เมาค้างก็ไปหาหมอ คุณจีเซลไม่ตะเพิดเ้าออกมาก็เป็คุณแก่เ้าเพียงใดแล้ว” ฮอร์ตันรีบพูดดึงสติสหายของเขาในทันที เมื่อเห็นสีหน้าและแววตา
“นางเป็หมอคนเดียวในหมู่บ้านหรือครับ” ไอเดนถาม
“ใช่ คุณจีเซลเป็หมอเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน ย้ายมาอยู่เมื่อสามปีก่อนเห็นจะได้” โคโรตอบ
“เอ่อ ว่าแต่หมู่บ้านเราไม่เคยขาดหมอเลยเนอะ พอหมอคนเก่าออกไป ไม่นานหมอคนใหม่ก็มาทันที” ฮอร์ตันพูดตั้งคำถามลอยๆ
“เ้าก็คิดมากไป เื่บังเอิญล่ะมั้ง” โคโรถึงจะตอบส่งๆไปเช่นนั้น แต่เขาก็พูดไม่เต็มปากเต็มคำไปเสียทีเดียว
ไอเดนได้ฟังทั้งสองคนพูด เกิดความสงสัยอยู่ไม่น้อย แสดงว่ามีหมอหลายต่อหลายคนเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ยังไม่รู้แน่ชัด หมอแต่ละคนใช้เวลาอยู่ในหมู่บ้านนี้นานเพียงใด
“ก็เป็ไปได้นะ” ไอเดนยืนเหม่อลอยคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง มองไปยังชายชราที่รับเขามาเลี้ยงดู
“เมื่อกี้เ้ากล่าวว่าอันใดรึ” ฮอร์ตันถามหลังจากได้ยินเสียงพึมพำของเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ไม่มีอะไรหรอกครับ ข้าเผลอพูดลอยๆ ไปเอง” ไอเดนตอบด้วยท่าทางเป็กันเอง
“อิลซ่า ทางนี้”
ทั้งสองหันหน้ามายังต้นทางของเสียง อิลซ่าเห็นพี่ชายของตนเอง โบกมือด้วยสีหน้าท่าทางเริงร่า รอยยิ้มบนใบหน้าแทบจะฉีกถึงรูหู
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” จีเซลหญิงสาวอายุยี่สิบสามปี ดูจากสีหน้าและแววตาในวันนี้เหมือนว่าจะตื่นเช้ากว่าปกติ เธอโค้งศีรษะลงเล็กน้อย “ใกล้ได้เวลาออกเดินทางหรือยังคะ” น้ำเสียงเธอมีความนุ่มนวล แฝงไปด้วยความแข็งกร้าวมีความทะนงในตนเอง
ไอเดนมองและสังเกตทุกการกระทำของจีเซล ั้แ่แรกเห็นจนพูดจบประโยค ด้วยความสงสัยจึงฉุกคิดขึ้นได้ จีเซลเป็หมอต้องมีความรู้ทางด้านสมุนไพรมากกว่าขั้นพื้นฐานทั่วไป และมีความเป็ไปได้ เธอจะสามารถสกัดน้ำยาอีลิกเซอร์ได้ ซึ่งจะมีความทะนงในตนเองก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร
กู๊ดหัวหน้าในการเดินทางหันมองไปยังเกวียนม้าที่เรียงราย “เท่าที่สังเกต เหลือแค่ตรวจดูล้อรถเกวียนอีกรอบ น่าจะได้เวลาเดินทางแล้ว”
“อิลซ่า ข้าจะออกไปล่าสัตว์กับท่านพ่อ เ้ารอฟังเื่ราวการเดินทางของพี่ชายที่แสนดีคนนี้ อยู่บ้านอย่างมีความหวังได้เลย” โบเวนยืดอกพูดด้วยความรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ จะต้องเป็เื่ราวที่แสนวิเศษแน่นอน
อิลซ่าเด็กหญิงอายุแปดขวบ เห็นพี่ชายของเธอดีใจออกหน้าออกตาก็มีความรู้สึกน้อยใจ “ท่านพ่อแล้วข้าล่ะ ข้าไปด้วยได้หรือไม่” ส่งสายตาออดอ้อนดูเศร้าหมองไปยังพ่อของเธอ
“ไม่ได้ ลูกจะปล่อยให้แม่อยู่คนเดียวได้เช่นไร”
“ท่านอาจารย์ ข้าไปกับท่านได้หรือไม่คะ”
“อิลซ่า เ้าลืมหนังสือที่ข้าให้ไปทำความเข้าใจแล้วรึ หลังจากข้ากลับมา ข้าจะทดสอบความเข้าใจของเ้า เข้าใจหรือไม่” จีเซลรู้สึกหนักใจ เมื่อเห็นสายตาของลูกศิษย์เพียงคนเดียวของเธอ
“ข้าเข้าใจแล้ว” อิลซ่าคอตกในทันที เมื่อรู้ว่าไม่มีใครยืนอยู่เคียงข้างเธอเลยสักคน
“เดี๋ยวข้าจะเดินไปส่งลูกสาวของเ้าเอง แล้วข้าจะบอกกล่าวกับภริยาของเ้าให้” วิลเลมเห็นท่าทางอันเป็ทุกข์ จึงพูดเพื่อให้โบรานลดความกังวลลง
“ข้าต้องรบกวนหัวหน้าหมู่บ้านเสียแล้ว” โบรานโน้มตัวลงลูบศีรษะลูกสาว “ไว้พ่อจะพาออกไปเดินเที่ยวเล่นในที่ ที่ลูกอยากไป” เขาพูดอย่างอ่อนโยน
“ทุกคนได้เวลาออกเดินทางแล้ว” กู๊ดพูดเสียงดังกึกก้องไปทั่วทิศทาง ให้ทุกคนที่จะออกเดินทางในครั้งนี้ได้ยิน หลังจากนั้นทุกคนได้พูดร่ำลากัน และเดินไปประจำตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละคน
“ไอเดนเ้าตามมากับข้า” โคโรจับไหล่ของไอเดนเดินนำหน้าไปก่อน
“ครับข้าขอไปพูดกับปู่ก่อน” ไอเดนเดินเข้าไปหาวิลเลม
ฮอร์ตันมองแผ่นหลังของเด็กน้อยก้าวเท้าเดินออกไป เมื่อเห็นแท่งเหล็กสีดำเหน็บอยู่ด้านหลังสะเอวก็ขมวดคิ้วมองราวกับว่ามีอะไรมาสะกิดใจของเขาในทันที
“ปู่ ข้าไปก่อนนะครับ” ไอเดนโค้งศีรษะลง
“อืม” วิลเลมพยักหน้ารับ
ไอเดนหันหน้าไปมองเด็กหญิงยืนนิ่งเงียบคอตกอยู่ข้างกับชายชรา แต่ไม่ได้พูดทักทายอะไร จากนั้นหันหลังเดินไปยังขบวนม้าเกวียน
อิลซ่าสายตาของเธอในตอนนี้ ดูเลื่อนลอยเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ถ้ามองจากภายนอก ลึกๆในใจตอนนี้ คงรู้สึกคล้ายกับว่ากำลังโดดเดี่ยวเหลือเธอเพียงคนเดียว
ขบวนม้าเกวียนกว่าห้าเกวียนเรียงรายกันเป็แนวยาว เกวียนแรกบรรทุกเสบียงอาหารสำหรับเดินทาง ซึ่งกู๊ดประจำตำแหน่งเกวียนนี้กับโบรานที่หูตาไว และโบเวนก็ประจำตำแหน่งที่ม้าเกวียนแรกเช่นกัน
ถัดมามีเกวียนม้าสามเกวียนบรรทุกข้าวสาลีเต็มเกวียน กองพะเนินสูงกว่าศีรษะของชาวบ้าน ซึ่งเป็กระสอบจากข้าวสาลีครึ่งแปลงใหญ่แรกที่ต้องเก็บเกี่ยวเสร็จก่อน เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับของใช้หรือสินค้าอื่นๆ แต่ละเกวียนม้าที่บรรทุกข้าวสาลี จะมีชาวบ้านเดินตามติดทั้งสองข้างของเกวียน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงที่อาจจะเกิดขึ้น
พอเดินมาถึง ไอเดนเห็นหญิงสาวนั่งอยู่บนเกวียนม้าที่เปิดโล่งไม่มีหลังคา เธอหันมามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“สวัสดีครับ ข้าชื่อไอเดน”
“อืม ข้าชื่อว่าจีเซล” เธอพยักหน้าตอบรับ จากนั้นเธอใช้ผ้าสีทึบผืนใหญ่คลุมศีรษะตนเอง นั่งนิ่งสงบไม่ไหวติง ราวกับว่าเธอได้ปิดประตูการสนทนาลงอย่างฉับพลัน โดยไม่สนใจคู่สนทนาจะรู้สึกเช่นไร
ทิ้งปมความสงสัยให้ไอเดนที่เริ่มทักทายก่อนไว้มากมาย แต่ไม่อาจถามให้สิ้นสงสัยในเวลานี้
เกวียนสุดท้ายเป็รถม้าสำหรับนั่ง ซึ่งฮอร์ตันเป็ผู้คุมบังเหียน มีไอเดนกับจีเซลเป็ผู้โดยสาร ส่วนโคโรเดินอยู่ด้านข้างม้าเกวียนนี้ คอยระวังภัยจากทางด้านหลัง
ขบวนค่อยๆ เคลื่อนที่ออกไปตามลำดับ ผ่านร่มเงาของเมฆก่อนใหญ่มหึมาที่บดบังแสงแดด จนิัได้ััถึงแสงจากดวงอาทิตย์ ในวันที่แดดได้แผดเผาไปทั่วผืนดิน ขบวนเคลื่อนที่ออกมาจากหมู่บ้านได้ระยะหนึ่ง ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย หลังจากได้รับร่มเงาของต้นไม้สูง และลมพัดโชยแทรกเข้ามากระทบร่างกายเบาๆ
ไอเดนนั่งเหม่อลอย เมอรี่กับนีฟส์จะอยู่ห่างไกลแค่ไหนในตอนนี้ ถ้าเทียบเป็ระยะทางก็ไม่อาจคำนวณได้ แต่ถ้าหากเทียบเป็วัน คงจะอยู่ห่างไกลกันประมาณสองถึงสามวันเห็นจะได้ เพราะความเร็วของขบวนในปัจจุบันกับการก้าวเดินทีละก้าวไม่ได้แต่ต่างกันแม้แต่น้อย ซึ่งแตกต่างจากเมอรี่กับนีฟส์ที่รถม้าวิ่งได้รวดเร็วเต็มฝีเท้า
“ไอเดน ไอเดน”
“เ้าหนู!”
ฮอร์ตันเค้นเสียงออกมาจากลำคอ ปลุกให้ไอเดนตื่นจากภวังค์ความคิด ชายผู้มีหนวดเครายาวนั่งอยู่ด้านหน้าทำหน้าที่ควบคุมบังเหียนให้ม้าลากเกวียนก้าวเดินไปตามขบวน เสียงทุ้มของเขากับคำที่คุ้นหู ทำให้ไอเดนตาเบิกกว้างรีบหันในทันที
“คร่า ครับ”