(จบ) ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย

    ตอนที่ 47 ทุกอย่างมีลางบอกเหตุ

    ตอนที่ 47 ทุกอย่างมีลางบอกเหตุ


            “เฮ้อ...”


            เซี่ยเหล่าเอ้อร์ถอนหายใจ ก่อนหันหลังเดินออกไป


            เขาคิดว่านางคงสัมผัสได้


            แม้เขาพยายามเลียนแบบเจ้าของร่างเดิมเพียงไหน เขาก็ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ต่อให้มีความทรงจำทั้งหมด แต่คนไม่ใช่ก็คือไม่ใช่


            นางคงตกหลุมรักเจ้าของร่างเดิมมากเสีย จนมีแค่ผีสางเท่านั้นที่สัมผัสถึงไม่ได้


            ทุกอย่างมีลางบอกเหตุ


            เมื่อนึกถึงเซี่ยต้ายาที่พ้นขีดอันตรายมาแล้ว สามารถย้ายไปนอนห้องเดียวกับเซี่ยเสี่ยวหย่าและเซี่ยเหมียวเหมียวได้ แต่นางกลับไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ คิดว่าก่อนหน้านี้นางไม่ได้เอาใจใส่เซี่ยต้ายา แต่ที่จริงแล้วเป็นห่วงจริง ๆ อย่างนั้นหรือ


            อาการของฝาแฝดสาหัสกว่า นางสามารถย้ายไปนอนเฝ้าไข้ในห้องลูกชายฝาแฝดได้โดยไม่ต้องกังวล


            ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเขาที่ต้องคล้อยตามสถานการณ์โดยไม่ได้รับรู้สิ่งใด


            วันรุ่งขึ้น


            ไป๋เพ่ยเพ่ยขึ้นเขาไปตั้งแต่เช้า นางรับปากกับหวงต้าเสิ่นว่าจะเตรียมยาสมุนไพรให้หวงจวนจึงต้องช่วยเหลืออย่างไม่บิดพลิ้ว


            แม้จะมีสมุนไพรตากแห้งที่บ้านบ้างแล้ว แต่ตากแห้งเอาไว้ได้เพียงไม่นาน บางอย่างก็ไม่พอ บางอย่างยังต้องขึ้นมาเก็บบนเขา


            กระทั่งนางกลับจากจัดการเสร็จสรรพ หวงต้าเสิ่นก็มาหาถึงที่บ้านแล้ว


            ไป๋เพ่ยเพ่ยค้นถุงยาแล้วบอกอีกฝ่ายว่าวันนี้ให้กินยาและพรุ่งนี้ต้องกินยาตัวใด รวมถึงวิธีการต้มยา


            “ที่บ้านมียาไม่พอ ข้าจึงเก็บมาให้ท่านพอใช้สองวันนี้ก่อน วันมะรืนข้าจะไปดูอาหารหวงจวนที่บ้านท่าน แล้วจะเอายาไปให้ด้วย”


            “... ขอโทษที่รบกวนเจ้าด้วย”


            ไป๋เพ่ยเพ่ยเห็นหวงต้าเสิ่นหน้าไม่สู้ดีจึงรีบถาม “มีอะไรหรือ พี่สะใภ้ เกิดอะไรขึ้นกับหวงจวนหรือเปล่า?”


            “เปล่า ๆ นางสบายดี ขอโทษที่รบกวนเจ้าด้วย ตอนนี้เจ้ายุ่งอยู่ ข้าไม่รบกวนแล้ว พอดีมีธุระต้องไปทำ ข้าขอตัวก่อนกลับล่ะ” นางรับถุงยาแล้วรีบจากไป


            เดิมทีไป๋เพ่ยเพ่ยอยากตามไปดู ทว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายหลบเลี่ยงก็ได้แต่ข่มความต้องการไว้ ตั้งใจจะทำตามแผนเดิมจนถึงวันมะรืน


            กระทั่งได้พบป้าหลิวจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


            ที่แท้หลังหวงต้าเสิ่นพาหวงจวนกลับมา ลูกสะใภ้ของนางก็โวยวายยกใหญ่ บอกว่าที่บ้านไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้ออยู่แล้ว ยังนำตัวกลับมาเลี้ยงดูให้สิ้นเปลืองอีก ไม่เท่ากับพยายามทำลายครอบครัวอยู่หรือ


            “เรียกได้ว่าด่าสาดเสียเทเสียเลยทีเดียว” ป้าหลิวกระซิบบอก “ข้าไม่ทันสังเกตมาก่อนว่าลูกสะใภ้หวงต้าเสิ่นจะใจกล้าเพียงนี้ คิดว่านางนุ่มนวลบอบบาง และขยันขันแข็งมาตลอด นึกไม่ถึงว่าคนที่ดูหัวอ่อนปานนั้นจะปากคอเราะรายไม่เบา ...”


            “หวงต้าเสิ่นมีลูกชายกี่คนหรือ”


            “คนเดียว เจ้าลืมหรือ นางมีลูกสาวสองคน ลูกชายหนึ่งคน คนโตกับคนที่สามเป็นผู้หญิง คนกลางเป็นผู้ชาย เขาแต่งงานกับเด็กสาวสกุลหลิ่วจากครอบครัวพี่สะใภ้ของนาง เด็กสาวผู้นั้นทำงานขยันขันแข็ง เมื่อแต่งเข้ามาแล้วช่วยงานได้มาก และยังดีต่อลูกชายนางด้วย ...” ป้าหลิวเล่าสถานการณ์ในตระกูลหวงให้ฟัง 


            ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาในตระกูลหวงเลย กระทั่งเกิดอุบัติเหตุกับหวงจวนในครั้งนี้ ลูกสะใภ้ของนางถึงได้โวยวาย เพียงเท่านั้นทุกคนจึงได้รู้ว่าที่แท้ลูกสะใภ้ตระกูลหวงก็เอาเรื่องไม่น้อย


            อย่างไรก็ตาม ป้าหลิวก็ยังเข้าอกเข้าใจ


            ทุกวันนี้ทุกคนต่างมีชีวิตลำเค็ญ หวงจวนดูเหมือนจะต้องอยู่บ้านเดิมไปอีกนาน ทั้งยังต้องใช้เงินรักษาตัว หากลูกสะใภ้ไม่ถือสาถึงนับว่าแปลก


            ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ออกความเห็น ดูเหมือนนางจะเข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้หวงต้าเสิ่นถึงได้ดูสงสารลูกสาวและไม่ต้องการให้หย่าร้างเช่นนั้น


            การ ‘หย่าร้าง’ หมายถึงต้องกลับไปอยู่บ้านเดิม


            หวงต้าเสิ่นย่อมรู้นิสัยลูกสะใภ้ดี และคิดว่านางคงยอมรับได้ยาก จึงลังเลและเพียงถามหาคำอธิบายจากตระกูลเกา


            ต่อให้จะเพียงพาตัวกลับมารักษามากแค่ไหน แต่ลูกสะใภ้นางก็ยังคัดค้าน หากต้องหย่าร้างจริง ๆ อาจทำให้ยิ่งเดือดร้อนมากกว่านี้


            ทุกครอบครัวล้วนมีปัญหา!


            พวกนางสะพายมันสำปะหลังกลับบ้านกันคนละตะกร้า


            มันสำปะหลังเป็นของดี ให้พลังงานสูง สามารถกินทั้งหัวได้ จะนำมาต้ม ผัด บด หรือเคี่ยวเป็นอาหารคาวหวานได้ทั้งนั้น รวมถึงนำไปแปรรูปเป็นแป้งมันได้ด้วย


            เมื่อกลายเป็นแป้งมันแล้วยิ่งทำได้หลายอย่างเช่นเดียวกับแป้งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมมันสำปะหลัง เส้นมันสำปะหลัง บัวลอยแก้ว และอื่น ๆ อีกมากมาย


            สามารถทำได้หลายอย่างคล้ายแป้งสาลี เพียงแค่ได้ผลลัพธ์ต่างออกไปเล็กน้อย


            หลังแช่มันสำปะหลังก็หั่นเป็นชิ้น ตากให้แห้ง ก่อนบดเป็นผงด้วยเครื่องโม่ ก็จะได้แป้งมันสำปะหลังออกมา


            หลังได้แป้งมันสำปะหลังรอบแรก ไป๋เพ่ยเพ่ยก็พาทุกคนทำเกี๊ยว


            เหลือเชื่อ เซี่ยเสี่ยวหย่าแปลกใจระคนยินดีเมื่อได้ยินว่าครอบครัวจะทำเกี๊ยว แม้ไม่อยากออกมาก็ยังอาสาจะช่วย


            “ท่านแม่ วันนี้เราจะกินเกี๊ยวกันจริงหรือ?”


            “จริงสิ มีแป้งมันแล้วไม่ใช่หรือ เราจะทำเกี๊ยวแป้งมันกัน”


            คนที่เหลือแม้จะนิ่งเงียบ แต่ในแววตาก็มีคำว่า ‘คาดหวัง’ ฉายชัด


            ไป๋เพ่ยเพ่ยรับหน้าที่กำกับ ส่วนคนอื่น ๆ ลงมือทำเหมือนเช่นเคย


            ผักป่าถูกเด็ดลงมาจากบนเขา ผัดรวมกับเครื่องปรุงที่นางเตรียมเอาไว้ ไม่นานกลิ่นก็หอมฟุ้ง 


            เซี่ยเหมียวเหมียวยังไม่ตักลงจาน ไป๋เพ่ยเพ่ยสั่งลูกสะใภ้เหอเหลียนให้เติมแป้งมันสำปะหลังลงในอ่างและเติมน้ำลงผสมขณะคนให้เข้ากัน


            เมื่อก่อนครอบครัวเคยทำแป้งเกี๊ยว เหอเหลียนเข้าใจโดยง่าย ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ผสมแป้งและนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน


            “โห! เป็นก้อนแป้งแล้ว!” เซี่ยเสี่ยวหย่าเอ่ยเริงร่า “ท่านแม่ ดูสิ เหมือนแป้งสาลีจริง ๆ ด้วย มันสามารถนวดเป็นก้อนได้ด้วย หมายความว่าต่อไปครอบครัวเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเกี๊ยวกินแล้วใช่ไหม?”


            ไป๋เพ่ยเพ่ยยิ้มบอก “ใช่แล้ว มีแป้งมันสำปะหลังอยู่ เราสามารถทำเกี๊ยวกินได้ตลอด ไม่เพียงแค่เกี๊ยว ยังทำขนมมันสำปะหลังและเส้นได้ด้วย อยากกินสิ่งใดก็ทำได้ทั้งนั้น”


            ระหว่างพูดคุยก็แบ่งแป้งเกี๊ยวเป็นชิ้น ๆ ผู้หญิงในบ้านต่างมารวมตัวช่วยกันห่อเกี๊ยวโดยไม่ต้องรอให้ไป๋เพ่ยเพ่ยสั่ง


            แม้ไม่มีไส้เนื้อ ทว่าสำหรับคนที่ไม่ได้กินอาหารดี ๆ เป็นกิจจะลักษณะมานาน ชนิดที่ว่าไม่มีปัญญากินนอกจากช่วงวันตรุษและเทศกาล เกี๊ยวตรงหน้านี้ก็นับว่ามากเกินคาดฝันแล้ว


            ไม่นานเกี๊ยวมันสำปะหลังก็ถูกห่อทีละตัว ก่อนวางลงบนจาน


            “ท่านแม่ เราตั้งหม้อต้มเกี๊ยวเลยได้ไหม ข้าเห็นว่าห่อได้เยอะแล้ว”


            คนที่กล้าพูดเช่นนี้หนีไม่พ้นเซี่ยเสี่ยวหย่า นางห่อเกี๊ยวไปได้ไม่กี่ตัวกลับตั้งท่าจะกินพวกมันแล้ว


            อย่างไรเสียนางก็เป็นลูกสาวบังเกิดเกล้าของเจ้าของร่างเดิม ต่อให้ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ต้องการเข้าข้าง ก็ต้องทำตามนิสัยของเจ้าของร่างเดิมต่อไป จึงยิ้มพลางพยักหน้าอนุญาตให้อีกฝ่ายต้มน้ำ


            หลังมีของกินมาล่อ เซี่ยเสี่ยวหย่าก็สลัดความขี้คร้านออกไป เติมฟืนก่อไฟตั้งเตาอย่างกระฉับกระเฉง ไม่นานน้ำในหม้อก็เดือดปุด ๆ

            ยกจานมาเทเกี๊ยวลงต้มด้วยไฟแรงเป็นเวลา 25 นาที ก่อนลดเป็นไฟอ่อนและต้มต่ออีก 10 นาที กระทั่งสุกได้ที่ไป๋เพ่ยเพ่ยก็ตักขึ้น


            ชั่วขณะนั้นคนตระกูลเซี่ยได้กลิ่นหอมอบอวล พากันมาออกันในห้องครัว


            “ท่านแม่ กินได้หรือยัง” เซี่ยเสี่ยวหน้าอดใจรอไม่ไหว


            “ได้แล้ว!


            สิ้นคำนั้นเด็กสาวก็คว้าชามมาตักในทันใด


            แต่ละชามมีเกี๊ยว 15 ตัว นางตักให้ไป๋เพ่ยเพ่ยและเซี่ยเหล่าเอ้อร์ก่อน ตามด้วยตนเอง


            ส่วนที่เหลือเป็นของพี่ชายและคนอื่น ๆ เห็นได้ชัดว่าเซี่ยเสี่ยวหย่าค่อนข้างมีอำนาจในบ้านตระกูลเซี่ย ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าข้ามหน้าข้ามตาพี่ชายทั้งสาม


            ไป๋เพ่ยเพ่ยเหลือบมองพลางคาดเดา ทว่าไม่ได้พูดออกมา


            “ท่านแม่ กินเร็วเข้า!” เซี่ยเสี่ยวหย่าตักเพียงสามชามก็เรียกเซี่ยเหมียวเหมียวมาตักเอง ขณะเดินถือชามของตนเองไปกิน


            แม้เจ้าตัวจะเอาแต่ใจ แต่ก็รู้ว่าหากพ่อแม่ไม่กินก่อน นางในฐานะลูกสาวก็ไม่อาจขยับตะเกียบได้ จึงได้แต่กล่าวเร่ง


            “ร้อนขนาดนี้จะรีบไปไหน” ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยขณะคีบเกี๊ยวขึ้นเป่า

    คล้ายกับเรื่อง(จบ) ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย ที่คุณอ่าน