หลี่ซื่อซึ่งยืนอยู่ตรงประตูนั้นเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน นางได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกับหันหลังกลับจนเกือบจะชนเข้ากับใครคนหนึ่งจนต้องถอยหลังด้วยความตกใจ…และเห็นว่าเป็นวังซื่อที่ยืนอยู่ตรงนั้นกำลังมองออกไปด้านนอกด้วยสีหน้าที่หลากหลายอารมณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ทั้งสับสน ตกใจ หวาดกลัวและรู้สึกผิด
สะใภ้รองพึมพำเหมือนอยากกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ก็เปลี่ยนใจไม่พูดออกไป ทั้งสองคนต่างคนต่างยืนนิ่งอยู่สักพัก ทันใดนั้นวังซื่อก็สังเกตเห็นบางอย่าง นางรีบเหลือบมองหลี่ซื่ออย่างรวดเร็วพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อแล้วเริ่มก้มหน้าร้องไห้
หลี่ซื่อที่เห็นว่าวังซื่อกำลังร้องไห้เสียงสะอึกสะอื้นก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย แล้วก็เป็นครั้งแรกที่แม้แต่จะพูดปลอมสักคำนางก็ยังไม่อาจทำได้ เมื่อหันกลับไปอีกครั้ง ถังฉือเย่ก็ถูกพาตัวไปเสียแล้ว นางจึงไม่จำเป็นต้องปลอบใจอะไรวังซื่ออีก ดังนั้นจึงพูดแต่เพียงว่า
“ไปกันเถอะ”
วังซื่อเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย จากนั้นก็ซับน้ำตาก่อนจะพูดน้ำเสียงยังไม่หายสะอื้นดี “ข้ายังต้องซื้อสีผึ้งทาปากสักหน่อย คราวก่อนเย่เอ๋อร์ไม่ได้ซื้อให้ข้า”
...................................................................
ในเวลาเดียวกันนั้นเกี้ยวที่ถังฉือเย่ถูกมัดอยู่ในนั้นก็ได้เดินทางข้ามถนนสามสายมาอย่างรวดเร็ว เลี้ยวอีกมุมถนนจึงจะมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหนิว แต่แล้วกลับมีคนสองกลุ่มเริ่มตะโกนโห่ร้องทะเลาะวิวาทกัน จนกลายเป็นความโกลาหล ชาวบ้านที่ขายของกันอยู่แถวนั้นก็พากันหลบเลี่ยงไปคนละทิศละทางด้วยความตกใจ
เกี้ยวเล็ก ๆ นั้นถูกบังคับให้หยุด ชายผู้เป็นหัวหน้ารีบโบกมือเร็ว ๆ ให้ถอยหลังไประยะหนึ่ง จากนั้นก็หลบซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็ก ๆ
ชายร่างใหญ่กล่าว “ไปสอบถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” ก่อนที่ชายร่างเล็กคนหนึ่งในกลุ่มจะปลีกตัวรีบวิ่งไปดู ไม่นานนักเขาก็กลับมารายงาน
“เป็นคนของเถ้าแก่ซ่งกับเถ้าแก่หานกำลังทะเลาะกันอยู่ แต่เพราะเหตุใดไม่อาจทราบได้ ข้าเห็นว่าเถ้าแก่หานโกรธมาก ไม่ยอมให้ใครเข้ามาไกล่เกลี่ย จากนั้นก็วิวาทลงไม้ลงมือกัน”
“เราควรจะเลี่ยงไปดีหรือไม่?” อีกคนถามหวั่น ๆ แต่ผู้เป็นหัวหน้ากลับสั่งเสียงเข้ม
“ไม่ต้อง รอก่อน นางไม่ตื่นมาภายในสองชั่วยามนี้หรอก”
เมื่อได้ยินคำสั่ง หลายคนก็พากันนั่งยอง ๆ ริมกำแพงเพื่อคลายเหนื่อย พวกเขาพูดพลางหันไปมองการทะเลาะวิวาทตรงนั้นด้วยความสนใจ
ถังฉือเย่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ พร้อมกับสัมผัสรสเค็มของสนิมในปาก หูได้ยินเสียงฝีเท้าก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มีความสามารถทางการต่อสู้กัน นางกลัวว่าตัวเองจะไม่อาจทนไหวแล้วสลบไปอีกครั้งจึงกัดลิ้นตัวเองเป็นอย่างแรกเมื่อรู้สึกกำลังสะลึมสะลือ เพื่อใช้ความเจ็บปวดทำให้ตัวเองรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา นางกัดลิ้นตัวเองแรง ๆ จนรู้สึกเจ็บมาก ๆ
หญิงสาวคิดใคร่ครวญประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนจะวิเคราะห์ตำแหน่งของทั้งสี่คนอย่างละเอียด ก้มมองตัวเองที่ตอนนี้ถูกมัดเอว มัดขา และมือทั้งสองข้างก็ถูกมัดไพล่หลัง นอนพิงอยู่ในเกี้ยวซึ่งจอดหลบอยู่ในซอยแคบ ๆ หลายคนกำลังนั่งอยู่ห่างจากตัวเกี้ยวนี้ไปประมาณสิบก้าวและไกลออกไปก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังทะเลาะวิวาทกันอยู่!
ถังฉือเย่รู้สึกขอบคุณคนกลุ่มนั้นที่ก่อเรื่องทะเลาะกัน รวมทั้งความโชคดีของตัวนางเอง นางพยายามแกะเชือกอย่างยากเย็น ไม่มีทางเลยที่มันจะขาดหากไม่เอาไปถูกับส่วนไหน…เหลียวมองด้านหลังก็ไม่มีแม้แต่ฟางสักเส้น นางจึงไถลตัวลงไปด้านล่างพลางใช้ปลายเท้าเปิดหน้าต่างออก และทอดสายตาออกไปด้านนอก เห็นซอยแคบ ๆ นี้เงียบเชียบมาก เพราะฉะนั้นคนพวกนี้จึงกล้าที่จะปล่อยนางไว้อย่างสบายใจ
แต่แล้วฉับพลันนั้นเอง! เสียงตะโกนเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นลอยมาไกล ๆ “เห็นเลือดแล้ว! เริ่มฆ่ากันแล้ว! รีบถอยออกไป!”
เจ้าสี่คนที่อยู่ในซอยอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความตื่นเต้น พลางหันมาพูดคุยกระซิบกันเบา ๆ ในตอนนั้นเองถังฉือเย่ตัดสินใจยืดตัวขึ้นแล้วค่อย ๆ ลงจากเกี้ยว คิดในใจว่าหากพวกเขาซื้อนางมาไม่ว่าจะใช้เพื่อเป็นสาวใช้ นางบำเรอ หรืออะไรก็แล้วแต่ เช่นนั้นแล้วหากถูกจับได้ก็คงไม่คิดฆ่าหรือทำร้ายนางแน่ เพราะหากนางต้องตายมิเท่ากับว่าเงินที่เขาจ่ายไปต้องสูญเปล่าหรอกหรือ ดังนั้นนางจึงต้องหนี…หนีเท่านั้นเผื่ออาจมีทางรอด!
ถังฉือเย่เดินได้ช้ามาก ๆ เพราะหัวเข่าและขาของนางนั้นถูกมัดด้วยเชือกแน่นหนาบีบรัดจนรู้สึกเจ็บไปหมด หญิงสาวพิงหลังกับกำแพงแล้วค่อย ๆ กระเถิบไปข้างหน้าทีละก้าว จนถึงมุมเลี้ยว ซึ่งชายทั้งสี่คนนั้นยังไม่ทันสังเกตเห็น
หญิงสาวลอบระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา ระยะทางสั้น ๆ แค่นี้แต่นางกลับตื่นเต้นจนเหงื่อไหลโทรมกาย พยายามหายใจทางปาก จากนั้นก็มองไปทางฝั่งนั้นก็เห็นเพียงชายสองคนกำลังนั่งยอง ๆ จ้องมองอะไรบางอย่างด้วยความสนุก
ถังฉือเย่จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก คิดกำลังจะเดินหนีต่อ แต่แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีมือของใครบางคนมาตบเบา ๆ ที่ไหล่ นางสะดุ้งเฮือกยืดตัวขึ้นด้วยความตกใจ พร้อม ๆ กับที่ชายคนนั้นเอามือมาปิดปากของนางไว้ ก่อนจะพยุงให้ลุกขึ้นแล้วใช้มือเปล่าแทนมีดตัดเชือกที่มือของนางออก
หญิงสาวตั้งสติ พลางสะบัดเชือกออกแล้วหันมาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธเคือง แม้ไม่ถูกคนพวกนั้นฆ่า แต่จะต้องมาตกใจตายเพราะเขากระนั้นหรือ ตัวก็ใหญ่โตแต่ทำเหมือนพวกวิญญาณ จู่ ๆ ก็โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้
“ขอโทษ” ฉีจิงกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ข้ามีธุระนิดหน่อยจึงล่าช้า”
“ช่างเถอะ!” ถังฉือเย่ยังมีอารมณ์กรุ่น ๆ “มิตรภาพของกระต่ายตัวหนึ่ง ที่แท้ก็ยังไม่เพียงพอ”
“ไม่ใช่!” ชายหนุ่มไม่ได้เป็นคนชอบโต้เถียง หากเป็นสถานการณ์ปกติ เขาคงไม่พูด แต่ครั้งนี้กลับตั้งใจที่จะอธิบาย “เดิมทีข้าอยู่ที่บ้าน เพราะอยากรู้ว่าจะมีเบาะแสอะไรหลงเหลืออยู่ในกองเพลิงบ้าง”
“แล้วพบอะไรบ้างไหม?” นางพูดเสียงเบาลง รู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อยที่ทำเกินกว่าเหตุ ทั้งที่ฉีจิงเป็นคนที่มาช่วยเป็นคนแรก
“ข้าพบน้ำมันตุงหยดหนึ่งข้างนอกบ้าน และก็ยังมีร่องรอยของถังเล็ก ๆ อีกฝ่ายคงจะใช้คบเพลิงน้ำมันตุงโยนเข้าไปในกองหญ้าจากทางกำแพงด้านนอก”
ถังฉือเย่พยักหน้า สายตาที่มองเขานั้นอ่อนแสงลง จนชายหนุ่มถามย้ำกลับมาว่า
“เช่นนั้นก็เลิกโกรธได้แล้ว?”
“ข้าไม่โกรธก็ได้ แต่เจ้าต้องช่วยอะไรข้าเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไร?” คิ้วหนาของฉีจิงเลิกขึ้น มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสงสัย “เจ้าจะให้ข้าช่วยอะไรงั้นหรือ?”
ถังฉือเย่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนบอกเขาพร้อมกับดวงตาที่วาวแสงขึ้นอย่างน่ากลัว “จากถนนนี้ไป และตรงไปเรื่อย ๆ จะมีโรงเหล้าชื่อซื่อฟาง ถังหย่งหมิงเจ้ารู้จักใช่หรือไม่ เจ้าจงไปทำให้เขาให้สลบแล้วพามาที่นี่”
ฉีจิงใช้สมาธิใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเมื่อก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เขาจึงพยักหน้าแล้วหันหลังเดินจากไปตามทางที่ถังฉือเย่บอกเมื่อครู่ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนักชายหนุ่มก็พาตัวถังหย่งหมิงกลับมา…ต้องชื่นชมที่เขาทำงานได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ถังฉือเย่จึงยกโทษให้ในทันที
หญิงสาวมองดูที่มือและเท้าทั้งสองของถังหย่งหมิงก็รู้ได้ว่าคุณชายสี่ตระกูลถังผู้นี้น่าจะถูกทำให้สลบแล้ว หลังจากนั้นนางจึงทำท่าทางให้เขาพาถังหย่งหมิงไปไว้ในเกี้ยว แล้วค่อยนั่งยอง ๆ รอดูอยู่ตรงนั้น เพื่อเฝ้าดูเหตุการณ์ที่จะเกิดต่อไปในอนาคตอย่างใจจดใจจ่อ
ฉีจิงดึงเสื้อของนางลง แต่หญิงสาวปัดออก ชายหนุ่มจึงต้องดึงแขนนางพร้อมกับพูดอย่างเสียมิได้ “ไปดูด้านนอก มันจะเห็นชัดกว่า”
เมื่อนั้นแหละถังฉือเย่จึงเดินวนรอบคนกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่งเพื่อไปโรงน้ำชาที่อยู่ด้านนอก และหากนั่งข้างในจะสามารถมองเห็นเจ้าพวกคนร้ายทั้งสี่คนนั้นรวมทั้งเกี้ยวเล็ก ๆ ที่จอดอยู่ได้อย่างชัดเจนมากกว่า
ยามนี้คนสองกลุ่มนั้นยังคงทะเลาะวิวาทกันไม่หยุดเพราะเจ้าหน้าที่ทางการยังไม่มา ก่อนที่เสี้ยวอึดใจต่อมาเหตุการณ์ความวุ่นวายบนถนนจะคลี่คลายลง เจ้าสี่คนนั้นจึงกลับมาแบกเกี้ยวต่อโดยไม่ทันสังเกตน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนไปของเหยื่อที่นั่งอยู่ในเกี้ยว
“ไป! ตามไปดูกัน” ถังฉือเย่พูดอย่างตื่นเต้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะยืนขึ้นพร้อมนาง
“เจ้าจะตามไปดูแน่หรือ?”
“แน่สิ!” นางกล่าวอย่างหมายมาด “ข้าอยากรู้นักว่าคนพวกนั้นจะทำหน้ายังไงเมื่อเห็นว่าคนที่ถูกจับมาไม่ได้เป็นข้า”
พูดเสร็จทั้งสองคนก็พากันเดินออกไปจากโรงน้ำชา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ถังฉือเย่สังเกตว่าฉีจิงนั้นดูคุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองแห่งนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะไปทางไหนหรือคลาดกันไปสักพัก สุดท้ายชายหนุ่มก็จะสามารถตามหานางจนเจอจากนั้นพวกเขาก็เฝ้าดูเกี้ยวน้อย ๆ นั้นเคลื่อนตัวเข้าไปทางประตูหลังของคฤหาสน์หลังใหญ่
ฉีจิงเหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาอีกครั้ง เพื่อพานางขึ้นไปนั่งบนกำแพงอย่างนุ่มนวลซึ่งมีต้นไม้ใหญ่คอยกำบังสายตาของคนด้านล่างได้อยู่มาก
หลังจากอดทนรอดูอยู่ไม่นานนักก็เห็นชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูทางเข้า คิ้วเขาขมวด หางตาตกลงมา รูปร่างไม่อ้วนไม่ผอม แต่ที่ท้องกลับมีขนาดใหญ่ราวกับตั๊กแตนตำข้าว ส่วนคนที่อยู่ข้าง ๆ เป็นชายอีกคนในวัยกลางคนที่นางพบเจอมาวันนี้
เมื่อเจ้าตั๊กแตนเฒ่าเห็นเกี้ยวเข้ามา เขาก็หัวเราะ พลางลูบเคราและกล่าว “มาแล้วหรือ?”
ชายหนุ่มวัยกลางคนยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วบอกว่า “นายท่าน ครั้งนี้สาวน้อยจากตระกูลถังผู้นี้สดใสมาก โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของนางเพียงแค่พริบตาเดียวก็สามารถหลอกล่อจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ นางเป็นปีศาจโดยกำเนิดจริง ๆ”
เมื่อได้ยินทุกถ้อยคำ ฉีจิงจึงอดไม่ได้ที่จะหันมามองหญิงสาวข้างกาย แขนเล็ก ๆ ข้างหนึ่งของนางยังคงเกาะแขนของเขาอยู่ พร้อมกับจ้องมองไปข้างล่างอย่างตั้งใจ ดวงตาคู่นั้นเป็นประกาย เหมือนกำลังรอการแสดงที่ยอดเยี่ยมอยู่ และดูเหมือนถังฉือเย่จะไม่รู้สึกอะไรกับคำดูถูกของอีกฝ่ายเลยสักนิด
เจ้าตั๊กแตนเฒ่าไม่ได้โกรธเคือง แต่กลับหัวเราะอย่างเสียงดัง “เช่นนั้นก็รีบเปิดให้ข้าดูเร็ว ๆ! ดูท่าแล้วคืนนี้ข้าจะได้เข้าหอ”
สิ้นคำสั่งชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าก็หัวเราะกับชายชราพลางเปิดผ้าม่านออก ทันทีที่เจ้าตั๊กแตนเฒ่ามองเข้าไปด้านใน รอยยิ้มของเขาก็หายไปในทันที จนชายร่างใหญ่นั้นลังเล เขาไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไร เมื่อเห็นสีหน้าของตาเฒ่าไม่สู้ดีนั้น เขาก็ถึงกับผงะไป
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?”
“อะไรหรือขอรับนายท่าน?” ชายผู้นั้นยังไม่รู้เรื่องรู้ราวจึงหันไปมองด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเพราะคนที่อยู่ภายในเกี้ยวไม่ใช่สตรีรูปร่างบอบบาง แต่กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังนั่งงอตัวอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกันนั้นชายผู้เป็นพ่อบ้านก็ถึงกับต้องถลึงตาจนแทบหลุดมานอกเบ้าด้วยความตกใจ แล้วพูดติด ๆ ขัด ๆ เหมือนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่า
“ถัง…ถังหย่งหมิง!?”