ตอนที่ 6
ภายในอาคารอิฐสีน้ำตาลในตรอกเก่าๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากสะพานบลูเลคไม่ไกลนัก บริเวณโถงทางเดินโทรมๆ บนชั้นหกของอาคาร หญิงวัยสี่สิบเ้าของใบเส้นผมสีดำในชุดเดรสสีหม่นวางตะกร้าผลไม้ลงบนพื้นกระเบื้องสีน้ำตาลเก่าๆ พลางเอื้อมมือไปทุบหลังของตัวเองเบาๆ
“มาเยี่ยมแม่ของรูบี้หรอจ๊ะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยทักชายหนุ่มสองคนในชุดสูทสีเทาที่ก้าวเท้าออกมาจากประตูลิฟต์อย่างเป็มิตร
“ครับ” ชายหนุ่มที่ดูอายุอ่อนกว่าผู้มีเส้นผมสีน้ำตาลเข้มหันมาตอบยิ้มๆ ขณะที่สองเท้าของเขาก้าวไปยังประตูห้องของฮาน่าอย่างมั่นคง
“ดีจังเลยนะที่มีญาติแบบพวกเธอแวะมาให้กำลังใจฮาน่าน่ะ” เธอเอ่ยชมญาติห่างๆ ของฮาน่า โดยไม่วายที่จะรำพันออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงเพื่อนบ้านผู้น่าสงสารที่ยังทำใจเื่การตายของลูกชายคนเล็กไม่ได้เสียที
ทั้งสองเพียงแค่ส่งยิ้มจางๆ ไปให้หญิงเ้าของเส้นผมสีดำหม่นที่ตอนนี้เข้าใจว่า พวกเขาเป็ญาติกับผู้ตาย โดยไม่คิดจะแก้ต่างอะไร
ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงประตูห้องของฮาน่า อีวานสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปพยักหน้าให้แซ็กหนึ่งที แล้วจึงเอื้อมมือด้านที่สวมโซ่เอาไว้ไปจับขอบประตูตามขั้นตอนที่คู่มือการนำทางิญญาระบุเอาไว้
วูบ~~~
ชั่วเวลาที่ฝ่ามือของอีวานััขอบประตูเสียงลมก็ดังอื้ออึงอยู่ที่ข้างหูทั้งสองข้างของพวกเขา ในวินาทีถัดมาบรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดราวกับไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตพำนักอยู่ที่นี่
ชั่วเวลานี้อีวานรู้สึกราวกับว่า เขาไม่ได้อยู่ในอาคารหลังเดิมทั้งที่ทิวทัศน์รอบตัวไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย
ความเงียบงันอันเป็เอกลักษณ์ของโลกคนตายทำให้แซ็กหันไปสบตากับอีวานครู่หนึ่ง อาจเป็เพราะพวกเขาไม่เคยนำทางิญญามาก่อน จึงไม่รู้ว่าการก้าวเข้ามาในโลกของคนตายจริงๆ แล้วเป็อย่างไร
แซ็กจับลูกบิดแล้วค่อยๆ ผลักประตูเข้าไปในห้องเล็กๆ อันทรุดโทรม เขาก้าวไปยังตำแหน่งของิญญาที่พวกเขาต้องนำทางตามที่ดวงิญญาได้ส่งพิกัดเอาไว้
ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างของอีวานสำรวจห้องอย่างเงียบๆ ชั่วขณะนั้นดวงตาของเขาพลันสะดุดกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่แปะอยู่บนฝาตู้เย็นขึ้นสนิมที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหน้าต่างนัก
เพียงอึดใจเดียวแซ็กก็เดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเด็กชายที่กำลังวาดรูปด้วยสีเทียนอยู่มุมหนึ่งของห้อง
“ไงรูบี้ เราไปกันเถอะ” แซ็กเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มๆ พลางยื่นมือไปเบื้องหน้ารอให้เด็กน้อยหันมาตอบรับ
“ครับพี่” เด็กชายวัยห้าขวบในชุดเสื้อยืดสีเหลืองเก่าๆ เงยหน้าขึ้นมาขานรับแซ็กด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายอันเบิกบาน
รูบี้วางมือจากสีเทียนแท่งน้อยแต่โดยดีแล้วยันตัวลุกขึ้นจากพื้นห้องอันสกปรก ในนาทีถัดมาฝ่ามือเล็กๆ ของเขาก็คว้าฝ่ามือใหญ่อันอบอุ่นของพี่ชายในชุดสูทสีเทาเอาไว้
แซ็กคลี่ยิ้มกว้างให้รูบี้อย่างนึกเอ็นดู จากนั้นเขาก็ออกแรงดึงเ้าของฝ่ามือน้อยๆ ให้เดินไปด้วยกันด้วยท่วงท่าอันอ่อนโยนตามประสาคนรักเด็ก
“ถามได้ไหมว่า นั่นคืออะไร?” อีวานเลื่อนสายตาไปมองกระดาษที่แปะอยู่บนฝาตู้เย็นพลางเอ่ยถามรูบี้ด้วยความข้องใจ
ชายหนุ่มไม่รู้ว่าสัญลักษณ์ที่วาดอยู่บนกระดาษสื่อถึงอะไร กระนั้นแล้วเขาก็พอจะเดาว่า มันต้องไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่นอน
“แม่ของผมเขียนเอาไว้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” รูบี้ตอบพี่ชายเ้าของดวงตาสีฟ้าสว่างอันงดงามอย่างซื่อๆ พลางกะพริบตามองทั้งสองอย่างไร้เดียงสา
“คงจะเป็พวกลัทธิประหลาดล่ะมั้ง ไม่มีอะไรหรอก พวกเราไปกันดีกว่าเนอะ” แซ็กเอ่ยปัด แล้วก้มลงเอ่ยกับรูบี้ยิ้มๆ จากนั้นจึงจูงมือเด็กน้อยมุ่งหน้าไปที่ประตูอย่างอารมณ์ดี
“ครับ!” รูบี้ขานรับด้วยสุ้มเสียงอันสดใส จากนั้นเขาก็ะโโลดเต้นตามพี่ชายตัวใหญ่ไปที่ประตูอย่างเบิกบาน
อีวานกลอกตาหนึ่งที จากนั้นเขาก็ปรายตามองกระดาษที่แปะอยู่บนตู้เย็นแวบหนึ่ง แล้วจึงก้าวตามแซ็กกับรูบี้ไป
วูบ~~~
เมื่อพวกเขาก้าวพ้นประตูห้อง เ้าของฝ่ามือน้อยๆ ที่แซ็กกุมอยู่เมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปเหลือเพียงแซ็กกับอีวานที่ถูกส่งกลับมายังโลกคนเป็ ซึ่งหมายความว่า…
…การส่งิญญาดวงแรกไปยังแท่นตัดสินชะตาของพวกเขาลุล่วงไปได้ด้วยดี
“แปลกดีนะ เมื่อกี้เขายังจับมือนายอยู่เลย” อีวานเอ่ยทักยิ้มๆ จากนั้นเขาก็เงี่ยหูฟังโลกที่เต็มไปด้วยเสียงของรถราและสรรพสิ่งยังมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกยากจะทำใจเชื่อว่า เมื่อครู่นี้เขากับแซ็กไปที่โลกคนตายกันมา
“ก็นะ ตอนนี้เขาคงอยู่ที่แท่นตัดสินชะตาแล้วล่ะ” แซ็กเอ่ยพลางเดินนำอีวานไปยังประตูลิฟต์ด้วยท่าทางสบายๆ
ด้วยหน้าที่ของพวกเขา ทั้งสองจึงรู้คร่าวๆ ว่า แท่นตัดสินชะตามีหน้าที่ตัดสินสิ่งที่ดวงิญญาเคยกระทำเอาไว้เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้นำทางพวกเขาไม่มีทางรู้ว่า คนที่พวกเขานำทางจะถูกส่งไปที่ไหนหลังจากถูกตัดสินชะตา
หน้าที่เดียวของพวกเขาก็คือการนำทางผู้ที่ตระหนักว่า ตัวเองสิ้นลมแล้วไปยังประตูทางเข้าของแดนตัดสินชะตา
โดยมีโซ่ข้อมือที่พวกเขาสวมอยู่ทำหน้าที่เป็อุปกรณ์คอยเปลี่ยนประตูโลกคนเป็ให้กลายเป็ประตูโลกคนตาย ซึ่งมีเพียงผู้นำทางิญญาเท่านั้นที่สามารถใช้มันได้ โดยอาศัยข้อมูลของิญญาที่ตระหนักว่า ตัวเองตายไปแล้วเป็กุญแจที่จะนำทางิญญาไปสู่แท่นตัดสินชะตา โดยมีสื่อกลางซึ่งทำหน้าที่เป็ประตูที่อยู่ใกล้ๆ นั้นนำพวกเขาไปสู่แดนตัดสินชะตา
“เด็กเล็กๆ แบบนั้นไม่มีอะไรให้ตัดสินหรอก” อีวานเอ่ยถึงสิ่งที่เด็กน้อยจะต้องเผชิญหลังจากนี้ด้วยสุ้มเสียงอันสุขุมราวกับว่า เขาพอจะเดาชะตากรรมหลังจากนั้นของรูบี้ได้เลาๆ
“ฉันว่าบางทีแท่นตัดสินชะตาคงจะส่งให้เขากลับมาเกิดใหม่อะไรแบบนั้น” แซ็กเอ่ยถึงเนื้อหาในคู่มือที่อ่านผ่านๆ ด้วยท่าทางอันมั่นอกมั่นใจระคนน่าหมั่นไส้พลางกดปุ่มลิฟต์ไปด้วย
อีวานกลอกตาให้กับท่าทีอวดเบ่งอันขัดตาของแซ็กหนึ่งที เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกเขาก็ก้าวเท้าตามแซ็กเข้าลิฟต์ไปโดยไม่คิดที่จะเอ่ยอะไรกับอีกฝ่ายสักคำ
เมื่อพวกเขาเดินกลับมาถึงสำนักงานิญญาที่ตั้งอยู่ในย่านการค้าภายในเมืองนาฟรี่ย์ก็เกือบเที่ยงวันแล้ว แซ็กกับอีวานจึงแวะถามตำแหน่งของโรงอาหารกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่อยู่ตรงกลางโถงชั้นหนึ่ง
ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงโรงอาหารที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคาร แซ็กพาอีวานไปรับอาหารที่จุดจ่ายอาหารสไตล์โฮมเมด จากนั้นพวกเขาจึงเลือกนั่งที่โต๊ะซึ่งอยู่ติดกับกระจกที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของอาคารรอบๆ
…ซึ่งการมองทิวทัศน์ของอาคารสูงที่อยู่ล้อมรอบจากชั้นสองก็ไม่ใช่ภาพที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่นัก
“เอามาแค่นั้นจะไปพออะไร” แซ็กหรี่ตามมองมื้อเที่ยงของอีวานแล้วบ่นกระปอดกระแปดออกมาด้วยความขัดใจ
ทั้งที่เขาอุตส่าห์กำกับให้พนักงานตักมื้อเที่ยงลงบนจานของอีวานเยอะหน่อยแท้ๆ ไม่รู้ว่าอีวานเอาจังหวะไหนไปส่งสัญญาณให้พนักงานตักอาหารใส่จานให้น้อยแบบนี้
“พูดมากน่ะ” อีวานเอ่ยนิ่งๆ พลางบิดฝาขวดน้ำไปด้วยราวกับว่าเขาเลือกที่จะเมินความจู้จี้อันน่ารำคาญของแซ็ก
แซ็กยู่ปากราวกับว่า เขากำลังคิดหาคำพูดมาบ่นคนกินน้อยที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน แต่กระนั้นก็มีชายหนุ่มผมทองคนเมื่อเช้าก้าวเข้ามาขัดจังหวะการเทศนาของเขาเสียก่อน
“แวะมากินข้าวเที่ยงเหรอ ให้ตายสินายน่าจะบอกฉันว่า จะกลับสำนักงานตอนเที่ยง ฉันจะได้พาไปเลี้ยงข้าว” ชายหนุ่มผมทองผู้มีนามว่าแกร์เร็ตเดินถือแก้วมัจฉะที่ซื้อมาจากคาเฟ่ใกล้ๆ พลางหย่อนก้นนั่งลงข้างๆ กับแซ็กไปด้วย
“ไม่ล่ะอาหารที่นี่ก็อร่อย” แซ็กยักไหล่หนึ่งที จากนั้นก็เอ่ยพลางใช้ส้อมจิ้มไก่ผัดผักรวมเข้าปากด้วยท่าทางกวนๆ
“คนอย่างนายเนี่ยนะ? ขอล่ะ ใครๆ ก็รู้ว่าครัวของบ๊อบบี้ขายอาหารอร่อยที่สุดในมิติกึ่งกลาง คนที่ไปกินแต่ร้านอาหารดีๆ แบบนั้นอย่างนายจะกินอาหารห่วยๆ ของที่นี่ได้ไง!” แกร์เร็ตเลิกคิ้วพลางโพล่งข้อเท็จจริงที่ว่า อีกฝ่ายคือคุณชายที่กินแต่อาหารหรูๆ ออกมาอย่างไม่ยอมแพ้
“ช่างฉันเถอะน่า” แซ็กเอ่ยปัดราวกับว่า ไม่อยากให้เพื่อนผมทองขายเขาให้อีวานฟังไปมากกว่านี้อย่างส่งๆ จากนั้นก็ตักมันบดเข้าไปปากแล้วกลืนลงท้องด้วยสีหน้าฟินๆ ราวกับว่า อาหารจืดๆ พวกนี้อร่อยเหลือเกิน
…สาบานได้เลยว่า ถ้าเงินเดือนออกมาเมื่อไหร่ เขาจะเอาเงินเดือนส่วนที่จ่ายในโลกคนเป็พาอีวานไปกินอาหารหรูๆ แน่นอน!
“เอ๋ แปลกๆ นะนายเนี่ย อ๊ะ นี่คงจะเป็โซ…” เมื่อเห็นคุณชายติดหรูอย่างแซ็กเกิดอยากจะใช้ชีวิตติดดินขึ้นมาก็พาให้เพื่อนอย่างเขาต้องหรี่ตามองด้วยความรู้สึกเหลือจะเชื่อ จากนั้นแกร์เร็ตจึงหันมาเอ่ยทักทายชายหนุ่มหน้าหล่อที่นั่งเขี่ยผักอยู่ตรงข้ามกับแซ็กอย่างเป็มิตร
“นี่คู่หูฉันอีวาน ว่าแต่คู่หูของนายไปไหนซะล่ะ?” ยังไม่ทันที่แกร์เร็ตจะเอ่ยจบ แซ็กก็รีบตัดบทเหมือนอย่างเคย โดยไม่วายที่จะทำทีไปสนใจคู่หูของอีกฝ่ายเป็การกลบเกลื่อนไปด้วย
“ไอ้หมอนั่นน่ะเหรอ ไปเข้าห้องน้ำน่ะสิ…ว่าแต่คู่หูงั้นเหรอ?!” แกร์เร็ตเอ่ยถึง ‘คู่หู’ ของเขาด้วยสีหน้าขอไปที จากนั้นก็หันมาเอ่ยเย้าแซ็กด้วยสายตาอันร้ายกาจ
“ใช่” คำตอบอันหนักแน่นของแซ็ก ทำให้ฝ่ามือที่ถือส้อมเขี่ยผักใบเขียวออกจากเนื้อไก่ของอีวานกำแน่นขึ้น
อีวานตั้งใจเงี่ยหูฟังเต็มที่ เพราะเขารู้อยู่เต็มอกว่า แซ็กกำลังปิดบังเื่บางอย่างอยู่
ถ้ามันไม่เกี่ยวกับเขา อีวานก็ไม่อยากจะรู้หรอก แต่จากที่ใครต่อใครก็เอ่ยทักแบบนี้ อีวานเดาว่า เื่ที่แซ็กปิดอยู่มันจะต้องเกี่ยวกับเขาแน่นอน!
“ความลับมันต้องแตกสักวันเพื่อน ยินดีที่ได้รู้จักนะอีวาน ฉันแกร์เร็ตมีอะไรไม่เข้าใจก็ปรึกษาฉันได้ทุกเื่” แกร์เร็ตเอ่ยเย้าแซ็กพลางหันมาส่งยิ้มให้อีวานหนึ่งที จากนั้นเขาจึงแนะนำตัวกับ ‘คู่หู’ ของแซ็กด้วยสุ้มเสียงอันมันสดใส
“อืม” อีวานเงยหน้าขึ้นมาขานรับแกร์เร็ตด้วยสุ้มเสียงที่ดูจะเป็มิตรอยู่บ้าง จากนั้นเขาจึงก้มหน้าลงจิ้มเนื้อไก่เข้าปากด้วยท่าทางอันนิ่งขรึม
“ไม่กวนพวกนายดีกว่า ไว้เจอกันนะ” อาจเป็เพราะสายตาเหลือบไปเห็น ‘คู่หู’ ที่ยืนรออยู่ แกร์เร็ตจึงหันมาเอ่ยลาทั้งสองแล้วเดินไวๆ ไปหาชายหนุ่มผิวแทนร่างสูงที่กำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตูโรงอาหาร
“พูดมากชะมัด” แซ็กบ่นอุบอิบพลางหยิบขวดน้ำของตัวเองขึ้นมากระดกไปด้วย
“ก็เหมือนนายอยู่นะ” อีวานมองท่าทีหงุดหงิดของแซ็ก แล้วเอ่ยเย้าอย่างนึกขัน
“เฮ้ ฉันไม่ใช่คนน่ารำคาญแบบนั้นสักหน่อย แล้วนั่นเขี่ยผักทิ้งทำไม?” แซ็กหันมาถลึงตาใส่อีวาน พาให้เผลอไปเห็นผักใบเขียวจำนวนมากที่ถูกเขี่ยไปรวมกันอยู่มุมหนึ่งบนจานของอีวานโดยบังเอิญ
“เื่ของฉัน” อีวานเอ่ยนิ่งๆ เมื่อถูกแซ็กพบความลับเล็กๆ ที่เขาอุตส่าห์ปิดบังคนรอบข้างอย่างเนียนๆ มาตั้งนาน
…อย่างน้อยก็สมัยยังมีชีวิตอยู่อ่ะนะ
“เสียดายของชะมัด” แซ็กมองผักใบเขียวบนจานของอีวานอย่างนึกเสียดาย กระนั้นแล้วเขาก็ไม่ได้บ่นอะไรออกมา เพราะคิดไปเองว่า อีวานคงไม่ชอบอาหารจืดๆ ของโรงอาหารเหมือนกัน
หลังจากนั่งพักกันที่โรงอาหารอยู่พักใหญ่ ทั้งสองก็ก้าวเท้าออกจากประตูลิฟต์มายังโถงชั้นหนึ่ง ชั่วขณะที่พวกเขากำลังหันมาลงความเห็นกันว่า ควรจะกลับไปยังมิติกึ่งกลางกันดีไหม โซ่ข้อมือสวมอยู่ก็เปล่งแสงออกมาเสียก่อน
“ิญญาดวงถัดไปส่งสัญญาณมาแล้ว” อีวานหลุบตามองโซ่ข้อมือพลางเอ่ยเสียงเบา ขณะที่สมองของเขากำลังรับข้อมูลที่อยู่ของิญญาที่ส่งสัญญาณเข้ามา
“ให้ตายสิ นี่เราต้องดำน้ำกันงั้นเหรอ?” เมื่อรู้ตำแหน่งของิญญาดวงดังกล่าวแซ็กก็เอ่ยเสียงหลงด้วยใบหน้าเซ็งๆ
อีวานหันมาสบตากับแซ็กเงียบๆ เป็เชิงว่า เขาเองก็จนปัญญาเหมือนกัน พาให้แซ็กได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ
แม้ว่าทั้งสองจะหงุดหงิดอยู่บ้างที่จะต้องดำน้ำลงไปนำทางิญญาที่ติดอยู่ในซากเรืออับปางั้แ่วันแรกของการทำงาน แต่ด้วยความเป็มืออาชีพ (?) พวกเขาจึงเร่งฝีเท้าไปยังตำแหน่งที่ท่าเรือตั้งอยู่ทันที
ห่างจากชายฝั่งของเมืองนาฟรี่ย์เป็เวลากว่าสองชั่วโมง บนท้องทะเลสีน้ำเงินครามอันกว้างใหญ่ ผู้นำทางิญญาในชุดสูทสีเทากำลังยืนอยู่บนเรือลำน้อยที่ลอยโคลงเคลงไปตามแรงลมด้วยท่วงท่าอันน่าเวทนา
“จบงานแล้วเราต้องเอาเรือไปคืนสินะ” แซ็กบ่นอุบพลางยกมือขึ้นมาเสยผมที่ถูกลมทะเลพัดจนไม่เป็ทรงอย่างเซ็งๆ
“หรือนายจะว่ายน้ำกลับ?” อีวานพยายามกลั้นหัวเราะแล้วเอ่ยนิ่งๆ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างของเขากำลังมองเด็กหนุ่มที่ยืนหงุดหงิดอยู่บริเวณกราบเรืออย่างนึกขัน
แซ็กทำเป็มองไม่เห็นประกายขำขันในดวงตาสีฟ้าสว่างของอีวาน โดยการทำทีตั้งท่าเตรียมะโลงไปบนผืนน้ำสีครามด้านล่าง
“เอานะ…ฉันไม่อยากโดดเลยให้ตายสิ!!!” แซ็กที่ใจไม่แข็งพอกู่ร้องออกมา ฝ่ามือของเขากระชับเสื้อสูทแน่น ขณะที่สองเท้าของเขาถอยหลังออกมาจากกราบเรือไปตามสัญชาตญาณ
อีวานหลิ่วตามองแซ็กด้วยความขบขัน กระนั้นแล้วเขาก็แสร้งทำเป็สงบนิ่ง แล้วก้าวไปหาอีกฝ่ายด้วยใบหน้าอันเรียบเฉย
“หึ กลัวอะไรนายอยากทำงานนี้ไม่ใช่เหรอ ลงไปได้แล้ว!!!” อีวานเอ่ยเสียงขรึม จากนั้นเขาก็ออกแรงผลักแซ็กไปข้างหน้าทันที
ตูม!!
ชั่วพริบตาเดียวทั้งสองก็จมหายไปท่ามกลางคลื่นระลอกใหญ่ภายใต้ผืนมหาสมุทรสีน้ำเงินครามอันน่าพรั่นพรึง เหลือไว้เพียงเรือลำน้อยที่ลอยลำโต้ลมทะเลอยู่บนผืนน้ำอย่างเดียวดาย
ติดตามตามอ่านได้ทุก วันศุกร์ และ วันเสาร์ เวลา 20.30 จ้า
สำหรับใครรอไม่ไหว ดำเนินเื่ถึง หน้า 87 (หน้า 92 แบบรวมปก) ในฉบับ ebook นะคะ