“จริงด้วยพี่ฟางช่างมีความสามารถจริงๆ ความคิดนี้ยอดเยี่ยมมาก!”
เหล่าคุณชายทั้งหลายต่างก็พากันชื่นชมแทบจะปรบมือออกมาเสียด้วยซ้ำ จากนั้นก็หันมองทางติงเหว่ยอย่างกังวลใจและรอคำตอบจากนางด้วยความตื่นเต้น
ในสมัยใหม่พ่อในครอบครัวสกุลติงมีแนวคิดให้ความสำคัญกับเพศชายและดูถูกเพศหญิงตั้งแต่เล็กได้สอนลูกสาวให้อ่านออกเขียนได้ โดยใช้เพียง “กลอนราชวงศ์ถัง 300 บท” แต่สำหรับลูกชายกลับเป็นสูตรอาหารและตำราอาหารต่างๆ
ติงเหว่ยชื่นชอบการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆและอ้อนวอนพ่อขอเรียนสูตรอาหารเช่นกันแต่พ่อก็ได้บอกเพียงว่าหากนางท่องจำบทกลอนทั้งสามร้อยบทได้แล้วจะสอนสูตรอาหารให้ปรากฏว่าเจ้าเด็กซื่อคนนั้นไม่เพียงแต่ท่องบทกลอนสามร้อยบทได้ทั้งยังท่องกลับหลังได้อย่างคล่องแคล่วแต่น่าเสียดายที่ผลลัพธ์คงไม่ต้องพูดถึง ช่างทำให้ติงเหว่ยปวดใจจริงๆ
ทว่าความทรงจำอันเจ็บปวดในวัยเด็กนั้นกลับทำให้นางกลายเป็น“ที่ชื่นชอบ” ในวันนี้…
“ได้สิ ข้าจะกลับจวนแล้วหาเวลาว่างคัดลอกออกมาแล้วจะส่งมาที่นี่ให้พี่ฟางจัดการต่อไป”
“เลือกวันสู้วันที่เหมาะสมไม่ได้ [1] บ้านข้ามีโรงพิมพ์อยู่พอดีให้แม่นางติงท่องสักหลายสิบบทก่อนเถอะ แล้วคัดลอกส่งไปให้ช่างแกะพิมพ์แบบเลยเป็นเช่นไร!”
ซุนชางไห่ร้อนใจจนแม้แต่หนึ่งเค่อก็ทนรอไม่ไหวจึงเอ่ยปากตะโกนขึ้นมา ทำเอาเหล่าคุณชายคนอื่นๆ อยากจะเห็นด้วยแต่ก็เกรงว่าจะเสียมารยาท ทำให้สีหน้าดูสับสนไม่น้อย
ติงเหว่ยเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับหนอนหนังสือผู้นี้ดีจะพูดถึงเรื่องธรรมเนียมให้คนพวกนี้ฟังคงไม่ต่างอะไรกับการเล่นพิณให้วัวฟังและไหนๆ ในจวนก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไร วันนี้ที่การชุมนุมบทกวีเลิกก่อนเวลาก็มีสามส่วนที่เป็นความผิดของนาง จึงตัดสินใจยอมตกลงเพื่อเป็นการชดใช้แทน
เมื่อคิดดังนั้นนางก็พยักหน้า
ซุนชางไห่แทบจะกระโดดเข้าไปแย่งสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือจากมือสาวใช้ที่ดูแลเครื่องเขียนและนั่งลงที่โต๊ะด้วยท่าทีตื่นเต้น ไม่วายจ้องมองติงเหว่ยอย่างกระตือรือร้นสายตาของเขาเร่งเร้ายิ่งกว่าแส้ที่ใช้ไล่ต้อนวัว
ติงเหว่ยเองก็จนปัญญานางอุ้มลูกน้อยเอาไว้บนตัก เล่นเกมเชือกกับเขาไปด้วยและก็เริ่มท่องออกมา“บทแรกของกลอนประเภทอู่เยี่ยนเจวี๋ยโกว[2] ชื่อว่า ‘ราชนิเวศน์’ วังเก่าไร้ชีวาดอกไม้ร่วงโรยรา นางในเฒ่าเฝ้าคอย นั่งเอ่ยถึงเสวียนจง”
“ดอกไม้ร่วงโรยรากับนางในเฒ่า ช่างเป็นการเปรียบเทียบที่ดีจริงๆ!”เหล่าคุณชายต่างกล่าวชมเชย แต่ก็มีบางคนถามขึ้นว่า “ฮ่องเต้เสวียนจงคือใครหรือไม่ใช่ฮ่องเต้ซีเฮ่าของเรานี่นา หรือจะเป็นของประเทศเพื่อนบ้านอย่างนั้นหรือ?”
ติงเหว่ยไม่อาจอธิบายได้จึงรีบยิ้มและท่องบทกวีบทที่สองต่อไป…
พระอาทิตย์คล้อยต่ำจนมืดค่ำงานชุมนุมบทกวีที่จวนอัครมหาเสนาบดีก็สิ้นสุดลงในที่สุด
รถม้าคันแล้วคันเล่าค่อยๆทยอยออกจากจวนอัครมหาเสนาบดี เมื่อผ่านถนนตรอกซอยต่างๆ จนกลับถึงบ้าน เหล่าสตรีที่ดูท่าทางตื่นเต้นก็ไม่พ้นถูกพาไปยังห้องหนังสือโดยสามีหรือพ่อของตน
จะว่าไปแล้วข่าวสารต่างๆในแต่ละบ้านก็ถือว่าไม่ช้านัก ยามที่การประชุมบทกวียังไม่ทันเลิกองค์หญิงชิงเฉิงก็ได้รีบกลับวังไปแล้ว แถมยังเรียกหมอหลวงไปที่ตำหนักหลิวเซียนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็ร่ำลือกันไปต่างๆ นานา
แม้เหตุผลจะมีหลากหลายแต่ทุกคนล้วนเชื่อว่าในการเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่างองค์หญิงกับคนรักของท่านแม่ทัพผู้นั้นองค์หญิงจะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างแน่นอน แต่ถึงจะทราบแน่ชัดว่าพ่ายแพ้แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดถึงได้พ่ายแพ้ จนต้องรีบออกไปก่อนเวลาเช่นนี้
คราวนี้เมื่อได้เจอคนในครอบครัวก็ไม่พ้นที่จะซักถามให้รู้แน่ชัด สตรีที่ปกติจะถูกบุรุษในบ้านกำชับไม่ให้พูดมากคราวนี้ก็ได้โอกาสพูดคุยเรื่องซุบซิบนินทาอย่างเต็มที่
ดังนั้นในห้องหนังสือแต่ละบ้านก็ไม่พ้นจะได้ยินเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ “อะไรนะ องค์หญิงกระอักเลือดออกมา?”
“บทกวีดี ช่างเป็นบทกวีที่ดียิ่ง!”
“มีถึงสามร้อยบทจริงๆ หรือ? ไอ๊หย๊าช่างเป็นความโชคดีของแผ่นดินซีเฮ่า ไม่สิ แผ่นดินตงเฮ่าจริงๆ!”
“แม่นางติงคนนั้นเป็นหญิงชาวนาจริงๆ หรือ มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า?”
ที่เรือนหลังของจวนสกุลฟางเพิ่งจะส่งแขกกลับไปจนหมดเมื่อครู่นี้ เหล่าสาวใช้และคนรับใช้กำลังเดินสวนกันไปมาในสวนจัดเก็บสิ่งของต่างๆ อย่างคล่องแคล่วและเป็นระเบียบ
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางก้าวอย่างมั่นคงตามทางเดินในสวนไปยังห้องหลักและเมื่อเข้าไปก็พบภรรยาที่รักกำลังถือถ้วยเครื่องลายครามดื่มยาอยู่ดังนั้นแววตาของเขาจึงฉายแววเจ็บปวดขึ้นเขาก้าวเข้าไปหยิบพุทราเชื่อมจากจานกระเบื้องขาวส่งให้นาง พร้อมกับถามเสียงเบา“ขมไหม? พรุ่งนี้ข้าจะไปหาผลไม้เชื่อมรสใหม่มาให้เจ้าอีกดีไหม?”
ฟางฮูหยินอมพุทราเชื่อมไว้ในปากรอให้รสขมจางไปจนเกือบหมดแล้วก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านพี่มาที่นี่เพราะได้ยินเรื่องราวสนุกๆในวันนี้ใช่ไหม ก็เลยตั้งใจมาถามข่าวจากข้าโดยเฉพาะ?”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางเห็นแววตาเบิกบานของภรรยาก็อดที่จะรู้สึกผ่อนคลายตามไม่ได้ จึงหยอกล้อว่า “ฮูหยินเดาได้ถูกต้องแล้วรีบบอกข้าเร็วเข้า”
ฟางฮูหยินโบกมือให้หลานซวงนำชามโสมสองถ้วยมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ให้สาวใช้คนนี้เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่แม่นางติงมาถึงก็แล้วกัน”
สำหรับหญิงสาวแล้วไม่มีอะไรที่ชอบไปกว่าการพูดคุยเรื่องนินทา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับองค์หญิง หลานซวงกลับชื่นชอบผู้สูงศักดิ์อย่างแม่นางติงที่ดูเป็นคนใจดีและอบอุ่นมากกว่า
เมื่อได้รับคำสั่งหลานซวงก็เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่รถม้าของจวนอู่โฮ่วมาถึงหน้าประตูจวนโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียวหลังจากนั้นก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นว่า “แม่นางติงมอบถุงเงินให้บ่าวแต่บ่าวไม่ได้พูดชมนางเพราะถุงเงินนี้ แม่นางติงเป็นเจ้านายที่รับใช้ง่ายจริงๆ”
ฟางฮูหยินหัวเราะเบาๆและตำหนิอย่างเอ็นดู “เจ้ากลัวข้าจะยึดถุงเงินของเจ้าหรือ? ไปหยิบปิ่นดอกไม้จากกล่องเครื่องประดับของข้ามาให้หลานอวิ๋นเถิดวันนี้ลำบากนางตีกลองแล้ว”
หลานซวงได้ยินแล้วรู้สึกสงสัยแต่ไม่กล้าถาม นางรีบตอบรับคำสั่งและออกไปทำตาม
ส่วนท่านอัครมหาเสนาบดีฟางกลับมองภรรยาด้วยความสงสัยฟางฮูหยินก้มลงกระซิบที่หูเขาสองสามคำ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “ดังนั้นหลานอวิ๋นถึงต้องรับผิดแทนแม่นางติงไป แม่นางติงเกรงว่าองค์หญิงเป็นฝ่ายลงมือก่อนแต่ภายหลังนางก็มีส่วนร่วม มิฉะนั้นลูกบอลดอกไม้นั้นคงไม่หยุดอยู่ตรงหน้าองค์หญิงข้าจะสอบถามหลานอวิ๋นให้ละเอียดอีกทีในวันพรุ่งนี้”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางไม่ค่อยได้เห็นภรรยา“ซุกซน” เช่นนี้ จึงอดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าเนี่ย ทำไมยิ่งอายุมากก็ยิ่งเหมือนเด็กไปทุกที”
ฟางฮูหยินมองอย่างตำหนิปนเขินอายและโกรธ“ข้าก็แค่ต้องการลองดูว่าแม่นางติงเป็นคนเช่นไร หาใช่เพียงเพื่อความสนุกไม่?”
“แล้วเจ้าลองดูแล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
“ดีมากนางเป็นคนจิตใจดีแต่ไม่อ่อนแอ มีทั้งความกล้าหาญและปัญญาอย่างหาได้ยากยิ่งทำอะไรก็ดูสง่างาม ข้าชอบนางมาก” แววตาของฟางฮูหยินเต็มไปด้วยความชื่นชมหายากที่นางจะกล่าวชมคนอื่นไม่หยุดเช่นนี้
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางนึกถึงลูกชายที่เขารู้สึกว่าเคยละเลยไปก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ “ถ้าเจ้าพูดแบบนี้ เกรงว่าซิ่นเกอเอ๋อร์คงดีใจไม่น้อย”
ฟางฮูหยินพยักหน้าคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “วันนี้แม่นางติงได้รับความสนใจอย่างมากเกรงว่าคงจะมีชื่อเสียงไปทั่วเมืองซีจิงแล้ว ดูอีกสักสองสามวันหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็คงหาวันที่เหมาะสมให้ซิ่นเกอเอ๋อร์เชิญนางมาที่จวนก็แล้วกัน”
“ดีแล้วแม่นางติงอาจจะดูแปลกประหลาดในบางเรื่อง แต่เป็นคนจิตใจดีมากจริงๆข้าได้ยินมาว่านางดูแลคนรับใช้เก่าในจวนเป็นอย่างดีหากยกนางให้เป็นลูกบุญธรรมของเจ้า นางจะต้องกตัญญูอย่างแน่นอนมีคนมาเป็นเพื่อนพูดคุยกับเจ้าเพิ่มขึ้น ข้าก็จะวางใจมากขึ้นสักหน่อยด้วย”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางพูดอย่างจริงใจเพื่อแสดงความยินดีกับภรรยาก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้ให้ไปตามหาลูกชายพอดีกับที่หลานซวงกลับเข้ามาพร้อมรายงานด้วยรอยยิ้ม “นายท่าน ฮูหยิน คุณชายใหญ่ขอเข้ามาคารวะเจ้าค่ะ”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางแกล้งทำเป็นโกรธแต่ความจริงแล้วในดวงตากลับเปี่ยมไปด้วยความสุข
“ให้เขาเข้ามาเถอะ เพื่อจะได้มีน้องสาวบุญธรรมสักคน ดูท่าจะรีบร้อนจริงๆไม่เคยเห็นเขากระตือรือร้นที่จะกตัญญูกับพ่อแม่เช่นนี้เลย”
เขายังไม่ทันพูดจบฟางซิ่นก็เดินเข้ามาได้ยินพอดีจึงยกกล่องอาหารในมือขึ้น “ลูกชายไม่กตัญญูแต่อีกเดี๋ยวก็มีลูกสาวที่กตัญญูแล้วไม่ใช่หรือ?”
พูดจบเขาก็ส่งกล่องอาหารให้หลานซวงไปจัดเตรียมก่อนจะคำนับและนั่งลงพูดว่า “ตอนที่แม่นางติงออกจากจวน นางฝากกล่องอาหารไว้กับลูกเพื่อให้ลูกนำมามอบให้ท่านแม่ ทุกอย่างเป็นเตี่ยนซินที่นางทำด้วยมือของนางเองตอนนั้นมันเสียงดังเกินไป อีกทั้งอันเกอเอ๋อร์ก็เริ่มง่วงนางเลยไม่สะดวกที่จะส่งมาให้ด้วยตนเอง”
ฟางฮูหยินนึกถึงภาพของอันเกอเอ๋อร์ที่ทั้งขาวอ้วนก็นึกขำขึ้นมา พลางชื่นชมกับท่านอัครมหาเสนาบดีว่า “ไอ๊หยา ท่านพี่ท่านไม่รู้หรอกว่าอันเกอเอ๋อร์เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดเพียงใด เขามาหอมแก้มข้าก่อนหนึ่งทีแล้วค่อยยื่นมือขอรางวัล ข้าดีใจมากเลยมอบปลาหยกให้เขาไปเด็กน้อยคนนั้นก็ดูจะชอบมันมาก จับไว้แน่นไม่ปล่อยเลย”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางนึกถึงบุตรที่จากไปตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลกเขารู้สึกเจ็บปวดในใจแต่ไม่แสดงออกมาให้เห็น และยิ้มพลางพูดว่า “ข้าได้ยินคนพูดถึงเด็กคนนี้มานานแล้วแต่ยังไม่เคยเห็นเลย ไม่คิดว่าฮูหยินจะได้เห็นก่อนข้าคราวหน้าเมื่อพวกเขาสองแม่ลูกมาที่นี่อีก ข้าคงต้องมาดูเสียหน่อย”
ฟางซิ่นที่นั่งอยู่ข้างๆได้ยินคำพูดนี้ก็ตาเป็นประกาย ถามด้วยความดีใจ “ท่านแม่ ท่านพ่อท่านทั้งสองตกลงรับแม่นางติงเป็นลูกบุญธรรมแล้วหรือ?”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางมองลูกชายอย่างตำหนิแต่ก็ไม่อยากให้เขากังวลจึงพยักหน้า “แม่ของเจ้าบอกว่าแม่นางติงเป็นคนดีมากแต่ต้องดูอีกสักสองสามวัน หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็จะหาวันเชิญนางมาเป็นแขกที่จวน”
“ขอบคุณขอรับท่านแม่” ฟางซิ่นรีบลุกขึ้นคำนับและกล่าวว่า “น้องสาวบุญธรรมคนนี้จิตใจดีและใส่ใจผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชราและเด็ก ท่านแม่จะมีคนมาดูแลท่านแล้ว!”
ฟางฮูหยินฟังแล้วก็หัวเราะและแกล้งแซวว่า “พูดอย่างนี้ หมายความว่าถ้ามีน้องสาวคนนี้แล้วเจ้าจะไม่กตัญญูกับข้าและพ่อเจ้าอีกแล้วหรือ? เราทั้งคู่ยังรอให้เจ้ารีบแต่งงานมีหลานให้พวกเราเลี้ยงอยู่นะ”
พอถูกพูดถึงเรื่องแต่งงานของตนเองฟางซิ่นก็หน้าแดงและพูดเบาๆ “ทุกอย่างแล้วแต่ท่านพ่อท่านแม่จะตัดสินใจ”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางยิ่งดีใจมากขึ้นเขาหัวเราะแล้วพูดว่า “ในเมื่อเจ้าพูดอย่างนี้แล้วข้าจะเลือกวันส่งคนไปสู่ขอตระกูลฉู่สักทีเจ้าเฒ่าฉู่คนนั้นเดี๋ยวนี้เวลาเจอหน้าข้าแล้วทำหน้าบูดบึ้งเหมือนกับว่าพวกเราสกุลฟางเป็นหนี้เขามหาศาล รีบตกลงเรื่องนี้เถิดข้าจะได้ไม่ต้องทนรับหน้าเขาอีก”
ครอบครัวทั้งสามคนนั่งดื่มน้ำชาและกินเตี่ยนซินกันอย่างมีความสุขบรรยากาศอบอุ่นจนสาวใช้ทั้งหลายพากันยิ้มตามเหมือนกับว่าก้อนเมฆที่เคยปกคลุมจวนอัครมหาเสนาบดีมาเนิ่นนานหลายปีได้ถูกปัดเป่าออกไปเสียที
ไม่พูดถึงเรื่องครอบครัวฟางที่เต็มไปด้วยความรักและความกตัญญูพูดถึงแม่นางติงที่นั่งรถม้ากลับมาจนถึงเรือนหลังของจวนอู่โฮ่วนางดื่มน้ำอุ่นเข้าไปหนึ่งกาเต็มๆ ถึงได้รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะบ่นออกมาว่า “ครั้งหน้าข้าไม่ไปจวนอัครมหาเสนาบดีอีกแล้ว วันนี้เหมือนกับข้าเอาคำพูดหนึ่งปีมาพูดทั้งหมดแล้วในหนึ่งวันบัณฑิตพวกนั้นพูดกันไม่หยุดไม่หย่อน ข้าไม่มีโอกาสแม้แต่จะหายใจจนคอแห้งแทบตาย”
อวิ๋นอิ่งซึ่งเป็นคนรับใช้ใกล้ชิดของแม่นางติงตั้งแต่แรกก็สนิทสนมที่สุดไปโดยปริยายนางฟังแล้วก็อดบ่นตามไม่ได้ “แม่นางยังจะพูดเรื่องนี้อีกท่านท่องบทกวีได้ตั้งมากมายขนาดนั้น ทำไมไม่บอกพวกเราก่อนสักหน่อยทำเอาพวกเราต้องรีบเข้าไปช่วย ใครจะไปรู้ว่าที่จริงไม่จำเป็นเลย”
แม่นมกู่ที่เพิ่งจะกล่อมคุณชายน้อยหลับแล้วออกมาจากห้องด้านในพอดี ได้ยินดังนั้นก็รีบเสริมว่า “ที่สาวน้อยอวิ๋นพูดก็ถูกแล้วบ่าวเองก็รีบเอาชื่อเสียงของนายหญิงใหญ่มาช่วยแต่สุดท้ายกลับไม่จำเป็นต้องใช้เลยจริงๆ เรื่องนี้กลายเป็น ‘นายไม่ร้อนใจแต่บ่าวร้อนใจแทน’ เสียแล้ว”
ติงเหว่ยเห็นว่านางทำให้บ่าว“โกรธ” จึงรีบประคองแม่นมกู่นั่งลง พร้อมกับยิ้มขอโทษอย่างรู้สึกผิด
-----------------------------------------
[1] เลือกวันสู้วันที่เหมาะสมไม่ได้ 择日不如撞日 หมายถึง สรรพสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติก็ดีแล้ว
[2] อู่เยี่ยนเจวี๋ยโกว 五言绝句 หมายถึงกลอนประเภทหนึ่ง ที่หนึ่งประโยคมีห้าพยางค์ และมีทั้งหมดสี่บรรทัด