ตอนที่25 ประกาศนโยบาย
ทนายตงเว่ยถิงเงยหน้าขึ้นมาพลางยืดตัวนั่งหลังตรงสง่างามเขารู้สึกว่าภาระบนบ่าที่เคยแบกไว้ได้จางหายไป ทั้งรู้สึกห่วงใยหลงปิงจากใจจริงเพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มพิการคงต้องต่อสู้กับความโลภของเครือญาติั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป
เมื่อทนายตงเว่ยถิงกล่าวข้อความสำคัญจบลงพลันเกิดเสียงฮือฮาจากผู้คนในห้องประชุมดังลั่น ฟางอิ่งพูดตีโพยตีพายหาเื่หลงปิงเพื่อระบายอารมณ์ก่อนพาลูกชายหญิงลุกเดินหนีออกจากห้องประชุมอย่างไม่ไว้หน้าเพราะตระหนักแล้วว่าหลานชายตัวดีมาประชุมเพื่อทวงอำนาจกลับคืนและยังประกาศตนเป็ศัตรูทางอ้อมอีกด้วย
“อะไรกัน?! ให้ทนายมาประกาศแบบนี้คิดจะฮุบหลงกรูปเป็ของตัวคนเดียวหรือไง ไม่นึกถึงบุญคุณที่ฉันกับสามีดูแลเธอมาเลยเหรอตอนนั้นเธอแค่แปดขวบเองนะ!กว่าจะเติบโตมาถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะพวกเราช่วยอุ้มชูงั้นเหรอความกตัญญูอยู่ที่ไหน?! พวกเราไป! ยังไงมันก็ทำงานคนเดียวไม่ได้หรอก!”
หลงปิงเหลือบมองอาสะใภ้และพี่น้องสองคนเดินลงส้นออกจากห้องประชุมด้วยสีหน้าเรียบเฉยเขาคลายมือประสานกันออกพลางเหล่ตามองอาซึ่งยังคงนั่งสงบนิ่งทว่าปล่อยให้ภรรยาและลูกแสดงอารมณ์แทนเขาััได้อย่างชัดเจนว่าอาไม่พอใจต่อการประกาศเป็อย่างยิ่งแต่ยังคงนิ่งเฉยคล้ายปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างชาญฉลาด
จางเหยียนสตรีเพียงหนึ่งเดียวในคณะกรรมการบริหารบริษัทหลงกรูปเธอมีหุ้นอยู่ในมือห้าเปอร์เซ็นต์พลางอยากรู้เป็อย่างยิ่งว่าชายหนุ่มในรถเข็นเพิ่งพบกันเป็ทางการวันแรกแล้วมาประกาศอำนาจสืบทอดจากอดีตผู้นำตระกูลหลง ขณะเธอเพิ่งมีโอกาสซื้อหุ้นของหลงกรูปได้สองปีจึง้ารู้ว่าหลงปิงมีหุ้นของหลงกรูปเท่าใดว่า
“ตอนนี้คุณชายหลงปิงมีหุ้นอยู่มากแค่ไหนคะมากพอที่จะเป็ประธานบริหารหรือเปล่าหรือว่าประธานบริษัทหลงกรูปจะเป็ประธานหลงลู่เอินอยู่เหมือนเดิมคะ”
จางเหยียนรู้แล้วว่าทรัพย์สินเก้าในสิบส่วนของตระกูลหลงได้ตกเป็ของชายหนุ่มพิการทว่าเธอยังแอบมีความหวังว่ามูลค่าหุ้นของตนจะไม่ต่ำต้อยเกินไปและยังมีสัดส่วนอยู่ในเกณฑ์อำนาจฐานะกรรมการบริหารเหมือนเดิมทั้งรู้สึกหนักใจล่วงหน้าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริหารใหม่ซึ่งประธานไม่ใช่หลงลู่เอินเหมือนเช่นเคย
หลงปิงเหลือบเห็นทุกสายตาจับจ้องมายังตนเป็จุดเดียวเขามั่นใจว่าอาจะไม่กล้าตอบคำถามนี้แทนตนเพราะยังต้องรักษาภาพลักษณ์ผู้บริหารที่มีหุ้นเพียงน้อยนิดไว้ทั้ง้าประเมินศักยภาพของตนด้วย จึงยิ้มมุมปากแล้วตอบจางเหยียนโดยตรงว่า
“ตามธรรมเนียมปฏิบัติแต่เดิมของหลงกรูปผู้ทำหน้าที่เป็ประธานบริหารหลงกรูปได้คือผู้มีหุ้นมากที่สุด หรือมาจากมติของกรรมการมอบหมายให้มีคนทำหน้าที่บริหารแทนตอนนี้ผมอายุก็ไม่น้อยแล้วและไม่ใช่คนไร้ศักยภาพที่จะอยู่นิ่งเฉยก็เลยอยากมาบริหารงานของตระกูลบ้างอย่างน้อยก็จะได้ช่วยผลักดันคนดีมีฝีมือให้ก้าวหน้าไม่ใช่ผลักดันพวกมากแต่ทำงานไม่ได้เื่หรือแม้แต่หลับหูหลับตาปล่อยให้โกงกินบริษัทต่อไป จริงไหมครับอา?!”
หลงปิงจงใจเน้นเสียงในคำถามสุดท้ายพลางผินหน้าไปมองอานั่งฝั่งขวามือของตนอย่างมีความหมายเขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอาสะดุ้งใเล็กน้อยก่อนยิ้มใจเย็นแล้วไม่กล่าวอะไรออกมาเพื่อตอบโต้ตนเองพลางมั่นใจมากขึ้นว่าอาเป็คนควรจับตามองให้มากที่สุดเพราะเข้าทำนองน้ำนิ่งไหลลึกนั่นเอง
เมื่อคุณชายสามกล่าวจบโดยไม่มีเสียงทักท้วงจากหลงลู่เอินพลันเกิดเสียงฮือฮาดังยิ่งกว่าเดิมทว่าเป็เสียงสนับสนุนความคิดอันเป็เสมือนนโยบายของผู้บริหารคนใหม่ซึ่งสนับสนุนคนทำงานอย่างแท้จริงขณะกลุ่มคนเคยมีอำนาจมาจากการผลักดันและสนับสนุนผ่านญาติพี่น้องหรือพรรคพวกของหลงลู่เอินแต่ทำงานย่ำแย่แล้วยังมีการทุจริตอีกด้วย
ไช่อิงเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มอย่างพอใจเธอเหลือบเห็นชัดเจนว่าท่าทางหลงลู่เอินกำหมัดสองข้างซ่อนอยู่บนตักเพราะบริเวณต้นแขนสองข้างและลำคอของเขามีอาการหดเกร็งอย่างเห็นได้ชัดถึงแม้ใบหน้าเขาจะยิ้มน้อย ๆคล้ายกับเห็นด้วยต่อความคิดเห็นอันโจ่งแจ้งของสามีก็ตามจนอดรู้สึกกังวลใจต่อการเปิดหน้าชนของสามีไม่ได้
เฮ้อ!.....คุณสามี...หาเื่ใส่ตัวอีกแล้วนะงานนี้กลับบ้านคงได้เกิดศึกใหญ่แน่ คนที่ซวยไปด้วยก็คงไม่พ้นฉันอีกพวกเขาคงจะหาเื่ฉันแน่ เอาไงดี...ฉันจะเปิดตัวช่วยคุณเลย...ก็ยังไงอยู่ แค่เปลี่ยนแก้วน้ำให้ตาทนายนั่นก็ทำให้ยัยแก่แค้นฉันมากพอแล้ว
สะใภ้สามครุ่นคิดด้วยความหนักใจหากต้องต่อสู้กับสมาชิกตระกูลหลงเพราะไม่ได้มีเพียงสองสามีภรรยาที่เธอต้องต่อสู้ด้วยแต่ยังมีครอบครัวของฟางอิ่งและตระกูลพันธมิตรอื่นพร้อมเข้าแทรกแซงเพื่อทำให้ตระกูลหลงล่มสลาย
เธอรู้ดีว่าความอิจฉาริษยาไม่เข้าใครออกใครยิ่งสืบค้นข้อมูลได้มากยิ่งพบว่าภายใต้สถานการณ์นิ่งสงบแต่ละตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงยังมีศัตรูในที่ลับพร้อมทำลายตระกูลหลงอยู่ด้วย
ประการสำคัญเธอยังมีครอบครัวไช่อีกที่จะต้องร่วมรับผลกระทบไปด้วยโดยตระหนักได้ว่าพ่อแม่และน้องสาวไม่สามารถต่อกรกับคนอื่นได้ลำพังแค่ตัวเธอยังไม่ลำบากมากนัก ทว่าพอนึกถึงคนอื่นในครอบครัวไช่แล้วจึงได้แต่นั่งนิ่งเฉยและคอยเอาใจช่วยเขาอยู่ห่าง ๆ แทน
จางเหยียนผู้เถรตรงแต่ฉลาดน้อยยังคงไม่เข้าใจความนัยจากหลงปิงสื่อสารออกมาเธออยากรู้ตัวเลขหุ้นให้ชัดเจนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับผู้มีอำนาจเหนือกว่าพลางรู้สึกได้ว่าตนอาจถูกบีบบังคับให้ต้องขายหุ้นชั้นดีออกไปซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เธอ้าสักนิดเหตุเพราะมูลค่าตอบแทนเงินปันผลหุ้นเพียงห้าเปอร์เซ็นต์ก็มีมูลค่าสูงมากกว่าหุ้นของบริษัทอื่นแล้วฉะนั้น
เธอไม่้าให้ความร่ำรวยของตนลดน้อยลงจึงถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงดังขึ้นคล้ายกับไม่พอใจต่อท่าทีของชายหนุ่มพิการ
“ฉันเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่านั่นแต่ฉันอยากรู้ตัวเลขให้ชัด ๆ มากกว่า ตกลงคุณชายหลงปิงมีหุ้นเท่าไรคะ”
หลงปิงเหลือบเห็นคณะกรรมการบริหารทั้งห้าคนต่างพยักหน้าด้วยความอยากรู้เหมือนจางเหยียนจึงยิ้มมุมปากยียวนแล้วพูดถึงจำนวนหุ้นของกรรมการบริหารแต่ละคนออกมาก่อนจบด้วยจำนวนหุ้นในมือตนด้วยน้ำเสียงคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ว่า
“คุณจางเหยียนมีหุ้นอยู่ห้าเปอร์เซ็นต์คุณหลี่อี๋นั่วมีหุ้นอยู่สามเปอร์เซ็นต์ คุณเกาเฟยหลงมีหุ้นอยู่สามเปอร์เซ็นต์คุณเหอหยุนตี้มีหุ้นอยู่สองเปอร์เซ็นต์ คุณเผิงฟาหยางมีหุ้นอยู่สองเปอร์เซ็นต์คุณไรอันมีหุ้นอยู่ห้าเปอร์เซ็นต์ และคุณอาหลงลู่เอินมีหุ้นอยู่สิบเปอร์เซ็นต์ส่วนผมในตอนนี้มีหุ้นอยู่สี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์อีกยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลืออยู่กับกลุ่มดูแลทรัพย์สินตระกูลหลงใช่ไหมครับปู่ทนาย”
ท้ายประโยคหลงปิงผินหน้าไปมองทนายชราเพื่อตอกย้ำข้อมูลให้ชัดเจนต่อสาธารณชนเขาอยากรู้เป็อย่างยิ่งว่ากลุ่มผู้ดูแลทรัพย์สินตระกูลหลงมีใครบ้างทว่าไม่เคยได้รับคำตอบกลับคืนมาจากทนายชราสักครั้ง พลางััจากสัญชาตญาณได้ว่าชายชราไม่ล่วงรู้ข้อมูลลับของปู่จริง
“ใช่ครับคุณชายหลงปิงกล่าวมาถูกต้องแล้ว”
ทนายชราพยักหน้ารับคำถามคุณชายสามทั้งพูดสำทับขึ้นมาให้ทุกคนเข้าใจตรงกันอีกครั้งอย่างไม่ลังเลใจเขาได้แต่ห่วงใยชายหนุ่มคราวหลานแต่ไม่กล้าแสดงออกมาโดยตรงเพราะจะยิ่งทำให้เื่ราวอันซับซ้อนของตระกูลหลงบานปลายกว่าเดิมจึงเลือกนิ่งเฉยและทำตามหน้าที่ของตนต่อไป
ไช่อิงนั่งนิ่งตกตะลึงไม่อยากเชื่อในข้อความทั้งหลายเธอไม่สามารถแฮ็กข้อมูลลับส่วนนี้ได้พลางรู้สึกใเมื่อพบว่ามีทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลภายใต้ชื่อสามีในฐานะผู้สืบทอดมรดกแห่งตระกูลหลง
สะใภ้สามลอบพยักหน้าด้วยความเข้าใจถึงท่าทีเกรงใจของอาและอาสะใภ้สามีก่อนหน้าทั้งตระหนักได้ว่าต่อไปเธออาจจะอยู่ลำบากใจมากขึ้นเพราะจะเกิดาภายในตระกูลหลงเพื่อแย่งชิงทรัพย์สมบัติแน่นอน
จางเหยียนและกรรมการบริหารหลงกรูปอีกสี่คนต่างพากันอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึงรวมทั้งบรรดาหัวหน้าแผนกและผู้บริหารบริษัทลูกในเครือหลงกรูปทุกคนต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความใเพราะเข้าใจได้ทันทีถึงการเปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารสูงสุดภายใต้หลงกรูปโดยอัตโนมัติ
หลงปิงลอบยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจเขาตีเหล็กตอนร้อนทันทีเพราะไม่้าให้เกิดปัญหาในภายหลังหรือปล่อยให้อาตอบโต้ตนได้อีกจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแสดงอารมณ์เอาแต่ใจเป็อย่างยิ่งทว่าคราวนี้ไม่มีใครกล้าคัดค้านอะไรขึ้นมาอีกว่า
“เอาละ!ในเมื่อตอนนี้ทุกคนรู้เื่หุ้นของหลงกรูปทั้งหมดแล้วผมขอประกาศนโยบายใหม่ให้ทุกคนเข้าใจตรงกันแล้วผมจะเริ่มเข้ามาทำงานพรุ่งนี้เป็ต้นไปหวังว่าแผนกบริหารจะจัดเตรียมห้องทำงานให้ผมไว้ด้วยนโยบายของผมไม่มีอะไรมากแต่ทุกคนจะได้รับประโยชน์ร่วมกันแน่นอน”
คุณชายสามเว้นจังหวะพูดใน่สำคัญเพื่อพิจารณาท่าทีของทุกคนในห้องประชุมอีกครั้งเขาพบว่าหลงลู่เอินยังคงนั่งสงบนิ่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าเขาเห็นอากำหมัดแน่นแว่บหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจจึงรู้ทันทีว่าอาไม่พอใจการปรากฏตัวครั้งนี้แน่นอน
จากนั้นหลงปิงพูดต่อในประโยคสำคัญซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนในห้องประชุมมากกว่าเดิมเพราะทุกคนต่างคาดไม่ถึงว่านโยบายของประธานคนใหม่จะชัดเจนและสร้างขวัญกำลังใจได้มากกว่าเคยมีว่า
“นโยบายของผมจะเพิ่มเงินโบนัสให้ตามผลงานสองส่วนส่วนแรกเป็ไปตามผลงานอัตราเติบโตผลประกอบการรวมและพิจารณาจากผลงานรายแผนกร่วมด้วย ส่วนที่สองจะพิจารณาจากสัดส่วนการออกกำลังกายผมมีทีมสร้างแอปพลิเคชันไว้แล้วพรุ่งนี้ให้แต่ละคนสแกนคิวอาร์โค้ดแล้วดาวโหลดติดตั้งในสมาร์ตโฟนผลงานจะพิจารณาในทุกเดือนโดยไม่นับสะสมแล้วจะแจ้งผลการจัดสรรโบนัสอีกครั้งผ่านเว็บไซต์ของหลงกรูปทุกคนไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนแอบอ้างสร้างผลงานผมมีวิธีตรวจสอบและหักคะแนนหากพบว่าโกหก เช่นเดียวกันถ้าพบว่ามีคน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงผมจะชี้แจงเป็ราย ๆ ไปต่อหน้าสาธารณชนถ้าพบมีคนทุจริตผลงานหรือได้เลื่อนตำแหน่งอย่างไม่เหมาะสม ผมจะรื้อตรวจสอบผลงานทั้งหมดเพื่อความเป็ธรรมหวังว่าทุกคนคงพอใจนโยบายใหม่นี้นะครับ”
คุณชายสามยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจอย่างถึงที่สุดพลางกวาดตาทั่วห้องประชุมแล้วพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ต่างมีท่าทีพึงพอใจและยอมรับนโยบายของตนมีเพียงคนส่วนน้อยซึ่งเป็กลุ่มคนของอาและอาสะใภ้แสดงท่าทีกังวลใจเพราะบุคคลเหล่านี้เข้ามามีตำแหน่งสูงอย่างไม่ชอบธรรม
หลงลู่เอินไม่สามารถทนฟังนโยบายอันจะสร้างความเสียเปรียบให้ตนเองได้อีกต่อไปเขาโพล่งคัดค้านหลานชายขึ้นมาอย่างอดไม่ได้โดยแฝงน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจด้วยว่า
“เสี่ยวปิง!ทำแบบนี้ก็จะยิ่งทำให้บริษัทปั่นป่วนเอาได้นะพวกหัวหน้าหรือพนักงานในบริษัทก็จะมัวแต่ห่วงออกกำลังกาย แล้วไม่สนใจทำงานทำการนั่นซีแบบนี้ตระกูลหลงจะรุ่งโรจน์ขึ้นได้ยังไง”
พลันมีเสียงสะท้อนจากเหล่าผู้บริหารในบริษัทลูกซึ่งตระหนักได้ชัดเจนว่ากำลังสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์จึงพูดสนับสนุนความคิดเห็นของหลงลู่เอินอย่างจริงจังว่า
“จริงด้วยครับทำแบบนี้มันวุ่นวายเปล่า ๆ เคยมีผลวิจัยวิเคราะห์ออกมาแล้วมันไม่ได้เป็ผลดีกับทางบริษัทเลยนะครับ”
สุ่ยเจ๋อิชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อยเป็ผู้จัดการภัตตาคารในชื่อมิราเคิลซึ่งมีสาขาทั่วประเทศมากกว่าสองร้อยแห่งและในต่างประเทศอีกร้อยกว่าแห่งเขาเติบโตขึ้นมาได้จากการผลักดันของหลงลู่เอิน จึง้าตอบแทนบุญคุณของอีกฝ่ายทำให้ตัดสินใจโต้แย้งชายหนุ่มคราวลูกในทันที