ทันใดนั้น ไข่สีเขียวเข้มเกือบดำขนาดครึ่งฝ่ามือพลันลอยตัวขึ้น พร้อมกันกับก่อเกิดเป็กระแสน้ำวนดูดกลืนพลังิญญาจากบริเวณรอบ ๆ เข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
จนสามารถมองเห็นริ้วอากาศสั่นะเืได้ด้วยตาเปล่า
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้โจวเฉินอ้าปากค้างต่อจากนั้นก็มาถึงกะทันหัน ไข่ของอสูรหยินปีกไม้ที่คล้ายจะฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
จู่ ๆ กลับเกิดเสียงโผละดังมาจากข้างในไข่ เสี้ยวพริบตาต่อมาทุกการเคลื่อนไหวกลายเป็ชะงักค้าง ไข่อสูรหยินปีกไม้ร่วงหล่นราวกับไร้แรงพยุง
บรรยากาศรอบข้างคืนสู่ความเป็ปกติ อย่างกับไม่เคยมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นมาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น พลังชีวิตที่เคยััได้จากไข่อสูรหยินปีกไม้ ยามนี้สิ้นสลายไปจนหมดไม่หลงเหลือเศษเสี้ยวชีวิตชีวาใด ๆ เลย
โจวเฉินที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงั้แ่ต้นจนจบ เผชิญเหตุการณ์กลับตาลปัตรแทบทำอะไรไม่ถูก
เขาได้แต่มองไข่ที่ดูภายนอกยังสภาพสมบูรณ์กลิ้งหลุน ๆ บนพื้นอยู่อย่างนั้น ผ่านไปชั่วครู่ก่อนจะหยิบขึ้นมามองใกล้ ๆ
ทว่าสำรวจด้วยสายตาครู่เดียวแล้วเขาจึงถอนหายใจ ก่อนจะพึมพำอย่างเสียดาย “นึกว่าฟื้นฟูพลังชีวิตได้ซะอีก แต่ไข่กลับแตกคาตาเลย”
นายน้อยสามมีเวลาสงบอารมณ์เพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะใช้ความคิดสั่งสลายสมุนิญญาตัวหนึ่ง แล้วเร่งปล่อยให้แก่นแท้แห่งิญญาได้ทำหน้าที่ของมัน
ต่อมาฉากที่เกิดขึ้นยังคงเป็ภาพเดิม ๆ ที่เขาเคยเห็น แต่สำหรับการสร้างสมุนิญญาครั้งนี้ดูเหมือนจะกินเวลานานกว่าที่ผ่านมามาก
เขานั่งเฝ้ามองการควบแน่นิญญาอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสองชั่วยามเต็ม ๆ
ในท้ายที่สุดร่างิญญาของสมุนตัวใหม่ก็เริ่มเป็รูปเป็ร่าง หากแต่ลักษณะของมันในเสี้ยวอึดใจที่ฉายชัดเข้าสู่ดวงตา แทบทำให้ความตกตะลึงของเขาปะทุขึ้นอีกครั้ง
สมุนิญญาที่เพิ่งสร้างเสร็จตรงหน้าไม่ใช่อสูรหยินปีกไม้ หรือคงรูปลักษณ์วงลีเหมือนตอนที่ยังเป็ไข่แต่อย่างใด
สิ่งที่เขาเห็นนั้นดูเหมือนก้อนสี่เหลี่ยมทรงลูกบาศก์ขนาดครึ่งฝ่ามือ สีของมันใกล้เคียงสีเปลือกไข่เดิม แตกต่างตรงที่เข้มขึ้นไปอีก
จนกระทั่งหากไม่ได้แสงสว่างจากภายนอกสาดใส่ ก็ดูไม่ผิดไปจากสีดำเลยสักนิด อีกทั้งพื้นผิวยังให้ความรู้สึกคล้ายถูกหุ้มด้วยโลหะสีดำอมเขียวอย่างไรอย่างนั้น
“เ้าไข่สี่เหลี่ยมนี่มันเป็ตัวอะไรกันแน่” โจวเฉินเบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อ สมุนิญญาที่เหมือนก้อนสี่เหลี่ยมลอยได้จริง ๆ มิหนำซ้ำยังเอาตัวเข้ามาถูมือเขาอย่างกับสัตว์เลี้ยง
“เ้านี่คือสุนัขในร่างกล่องหรือยังไง”
ถึงแม้จะไม่ทราบว่ามันมีความสามารถใด หรือเป็ตัวอะไรกันแน่ แต่โจวเฉินก็ตั้งใจเก็บรักษามันเอาไว้ เผื่อในอนาคตจะสร้างความประหลาดใจให้แก่เขาได้บ้าง
ช่างเป็ความสามารถที่บ้ามาก ไม่นึกว่าแก่นแท้แห่งิญญาของข้าจะทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตแปลก ๆ นี่ขึ้นมา
โจวเฉินที่คำนวณเกี่ยวกับไข่สัตว์อสูรพลาดไม่ได้รู้สึกสูญเสียแม้แต่น้อย กลับกันในใจผุดความยินดี ที่ความสามารถนี้ของเขาอยู่เหนือเกินกว่าจะคาดเดา
มันทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อ จนอยากจะสร้างสรรค์สิ่งแปลก ๆ ให้มากขึ้น โดยหวังว่าสิ่งเ่าั้จะนำประโยชน์ และสร้างความประหลาดใจแก่เขาไม่รู้จบ
ทั้งหมดนั้นคืออารมณ์ของเขาในตอนนี้ แต่พอคิดได้ความสนใจจึงกลับไปจดจ่อที่สิ่งของชิ้นแรกทันที
“รูปปั้นงั้นเหรอ” โจวเฉินหมุนตัวสิ่งของในมือเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหัวแล้วพูดเบา ๆ “ไม่ใช่รูปปั้น น่าจะเป็หุ่นกระบอกรึไม่ก็หุ่นเชิดอย่างที่เคยคาดไว้นั่นแหละ”
ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาไปใช้อะไรได้ ถ้าเช่นนั้นคงต้องใช้วิธีการที่ข้าทำได้ล่ะนะ
เมื่อนึกได้ดังนั้น โจวเฉินไม่รอช้าออกคำสั่งให้ประทับตราคำสาปิญญาลงไปโดยไม่ลังเล
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่ได้เป็ไปตามที่คิด จนสีหน้าของเขาแสดงความผิดหวังออกมาชัดเจน
เพราะนอกจากวังวนเล็ก ๆ ที่ดูดซับพลังิญญาเข้าไปทีละน้อยแล้ว ของชิ้นนี้ก็ดูเป็ปกติทุกอย่างไม่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเลย
ในตอนแรกโจวเฉินคาดหมายเอาไว้ว่า บางทีหุ่นกระบอกนี่อาจจะขยับรึไม่ก็เคลื่อนไหวเหมือนสิ่งมีชีวิตได้
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง กลับเป็เพียงหุ่นกระบอกทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีสิ่งใดแตกต่าง
แต่หากจะให้ไปเรียนรู้วิชาเชิดหุ่นเพื่อให้มันขยับได้ เื่ไร้สาระเช่นนี้เลิกคิดไปได้เลยเขาไม่มีเวลาว่างมากมายขนาดนั้นหรอก
ปล่อยไว้แบบนี้ก่อนก็แล้วกัน แต่ถ้าผ่านไปแล้วยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ช่วยไม่ได้ ข้าคงต้องนำคำสาปิญญาคืน แต่หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ
แน่นอนว่าหุ่นกระบอกตัวนี้ก็เป็อีกสิ่งหนึ่งที่นายน้อยสามตั้งใจเก็บไว้ โดยตั้งตารอให้มันสร้างความประหลาดใจให้เขาเหมือนสมุนสี่เหลี่ยมนั่น
หลังจากนั้นโจวเฉินก็ไม่ลืมที่จะมอบคำสาปิญญาให้แก่สมุนตัวใหม่ ก่อนตั้งใจจะเข้านอนไปพร้อมผลการเก็บเกี่ยวมากมายตลอดทั้งวัน
ค่ำคืนนี้จึงเป็อีกวันที่เขาฝันดี ภายใต้เตียงอันแสนสบายที่มีร่างเล็ก ๆ พยายามจะแย่งชิงความอบอุ่น โดยการดึงผ้าห่มไปจากเขา
ขณะเดียวกันที่ด้านอื่น ๆ ในระหว่างที่โจวเฉินเข้านอนหลับตาฝันดี แต่หวังหย่งกลับอยู่ในอารมณ์ที่ตรงกันข้าม
เพราะศิษย์นิกายกำเนิดดาวที่อาจารย์ของเขาให้มาใช้งานได้หายไป ั้แ่เขาสั่งให้ออกไปหาโอกาสสั่งสอนเ้าขยะนั่นที่งานประมูล
แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่กลับมา ทั้งคู่ขาดการติดต่อทำให้หวังหย่งเกิดเป็กังวลเล็ก ๆ
ทว่าด้วยนิสัยที่มักจะมองผู้อื่นต่ำกว่าตนเสมอ ใจจริงเขาก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอันใดมาก
ด้วยสถานะของเขาในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็ที่ตระกูลหวัง หรือในฐานะศิษย์โดยตรงของผู้าุโนิกายกำเนิดดาว
ต่อให้เป็ต้นเหตุให้ศิษย์ทั้งสองหายไปแล้วอย่างไร โอกาสที่เขาต้องรับโทษนั้นมีน้อยมาก
ด้วยความที่มีผู้เป็อาจารย์คอยให้ท้าย และดูแลช่วยเหลือ หวังหย่งจึงไม่นึกว่าจะถูกลงโทษหรือคิดว่าเื่นี้เป็ความผิดของเขา
เพียงแต่การอธิบายว่าตนได้ส่งคนไปรังแกขยะจากตระกูลเล็ก ๆ มันค่อนข้างน่าอาย หากมีคนในระดับเดียวกันรู้เข้าเขาคงถูกหัวเราะเยาะเป็แน่
นี่ต่างหากที่ทำให้หวังหย่งคุณชายของตระกูลหวังนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะเป็ห่วงศิษย์ร่วมนิกายว่าจะมีอันเป็ไป
เขาแค่กลัวจะมีข้อผิดพลาดอื่นแล้วเื่จะถูกเปิดเผยเสียมากกว่า
“พวกมันหายหัวไปไหน ป่านนี้ยังไม่ยอมกลับมาเสียที” หวังหย่งบ่นกับตัวเองภายในห้องอันเงียบสงบ
ความจริงคุณชายหวังผู้นี้ยังไม่รู้ว่าคนที่ส่งไปถูกสังหารแล้วด้วยซ้ำ ผิดกลับอีกคนที่มีภูมิหลังครอบครัวเหนือกว่า แต่กำลังถูกลงโทษอยู่อีกทางด้านหนึ่ง
คฤหาสน์ตระกูลหลาน
หนึ่งในมหาอำนาจชั้นยอดเพียงไม่กี่แห่งของเมืองจันทร์เงิน หากว่ากันตามจริงตระกูลหลานนับเป็ท้องฟ้าเมืองแห่งนี้เลยทีเดียว
ไม่ว่าจะด้านอำนาจ ชื่อเสียง และความแข็งแกร่งกองกำลังนี้เหนือกว่าตระกูลหวังหนึ่งระดับ ส่วนตระกูลโจวนั้นไม่ต้องพูดถึงทั้งสองฝ่ายห่างชั้นกันมาก
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบางสิ่งที่ทำให้ผู้สืบทอดอย่างหลานซิงถูกลงโทษ
แท้จริงไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็ต้นตอที่ทำให้ผู้คุ้มกันตาย แต่การลงมือแล้วล้มเหลวนั่นต่างหากที่เป็ความผิด
ที่สำคัญเื้ัเป้าหมายในครั้งนี้ยังมีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่อีกด้วย
“คิดออกหรือยังว่าเหตุใดบิดาต้องลงโทษเ้า” ชายวัยกลางคนท่าทางสง่ากล่าวกับบุตรชายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลานซิงที่ผ่านการคุกเข่ามาหลายชั่วยาม ค่อย ๆ เงยหน้าแล้วให้คำตอบ “เป็เพราะข้าลงมือแต่ล้มเหลว”
“ไม่ผิด ถ้าไม่มั่นใจว่าจะจัดการได้ในการเคลื่อนไหวเดียว อย่าคิดลงมือเด็ดขาดเข้าใจไหม”
“ลูกเข้าใจที่ท่านชี้แนะนะท่านพ่อ แต่ครั้งนี้ข้าก็ไม่ได้ประมาทจริง ๆ เ้านั่นเป็แค่ขยะรวบรวมพลังขั้นแรกจากครอบครัวเล็ก ๆ ข้าเลยคิดว่าแค่ส่งจางเทาไปจัดการก็น่าจะพอ แต่ใครจะไปนึกว่า...”
“อาจเป็ไปได้ว่ามีผู้แข็งแกร่งคอยคุ้มกันเด็กคนนั้น อีกอย่างตระกูลโจวไม่ใช่ครอบครัวเล็ก ๆ เช่นที่เ้ากำลังเข้าใจ”
“ตระกูลโจวไม่ใช่แม้แต่กองกำลังชั้นรองมิใช่หรือท่านพ่อ ลูกชายท่านเข้าใจผิดตรงไหน”
ผู้เป็พ่อมองลูกชายด้วยแววตาที่มีความหมาย แล้วเริ่มอธิบาย “นั่นก็แค่บนพื้นผิว ทุกอย่างบนโลกไม่มีอะไรง่าย เ้าควรเรียนรู้ที่มาของอีกฝ่ายให้ลึกซึ้งก่อนที่จะลงมือ”
“ความจริงตระกูลโจวแห่งนี้เป็เพียงตระกูลสาขา ตระกูลหลักของพวกเขานั่นต่างหากสัตว์ร้ายที่แท้จริง หากไม่ระวังอาจนำหายนะมาสู่ตระกูลหลานของเราได้” ยังคงเป็บิดาของหลานซิงที่อธิบายต่อ
หลานซิงที่ได้ฟังดังนั้น ดวงตาฉายแววสงสัยไปทางบิดาแล้วถามกลับ “ตระกูลหลักของพวกมันแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ”
บิดาของหลานซิงไม่ได้ปฏิเสธ ก่อนจะกล่าวต่อ “แน่นอนว่าแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงเลยเชียวล่ะ เอาเป็ว่าอย่าคิดไปยุ่งกับพวกเขาเลยดีกว่า แม้ทั้งตระกูลหลักและตระกูลสาขาของพวกเขาภายนอกเหมือนจะไม่ค่อยลงรอยกัน”
“แต่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็มีที่มามีต้นกำเนิดเดียวกัน การลงมือรุนแรงกับตระกูลสาขาก็เท่ากับเป็การตบหน้าตระกูลหลักอย่างโจ่งแจ้ง คิดจริง ๆ หรือว่าพวกเขาจะยอมปล่อยไป เว้นแต่คนลงมือมาจากกองกำลังที่อยู่ในระดับเดียวกัน”
สองพ่อลูกตระกูลหลานยังคงสนทนาเกี่ยวกับตระกูลโจวต่อจากนั้น หลานซิงจึงได้เรียนรู้ความจริงบางอย่างที่น้อยคนในเมืองจันทร์เงินจะทราบ
หากไม่ใช่กองกำลังดั้งเดิมที่ดำรงอยู่ในเมืองนี้มาอย่างยาวนาน แทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะรู้ประวัติของตระกูลโจว เฉกเช่นคนตระกูลหลานอย่างบิดาของหลานซิง