หยาดน้ำตายังคงไหลรินทิ้งไว้เพียงร่องรอยความเ็ปบนใบหน้าของหญิงสาวทั้งสามภายในห้องพักที่เคยเต็มไปด้วยความฝันและเสียงหัวเราะ ตอนนี้กลับถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันและบรรยากาศอันหม่นหมอง
ซูยอนยังคงกอดมินอาเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงนิด พี่สาวคนโตจะพังทลายลงตรงหน้า
ส่วนมิ้นทำได้เพียงลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาของมินอาเบาๆอย่างระมัดระวัง
“พี่มินอา... ไม่เป็ไรนะพี่ปลอดภัยแล้ว พวกหนูอยู่ตรงนี้”
ซูยอนพูดประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆเสียงของเด็กสาววัยสิบเจ็ดสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
มินอาไม่ได้ตอบอะไรเธอเพียงซุกใบหน้าลงกับไหล่ของซูยอน ปล่อยให้เสียงสะอื้นดังออกมาเป็ระยะๆ
มิ้นขยับตัวเข้าไปใกล้ทรุดเข่าลงข้างกายมินอา
“พี่มินอา... ไปอาบน้ำก่อนดีไหมคะให้พวกหนูช่วยนะ”
เธอเอ่ยอย่างแ่เบาพลางระวังไม่ััร่างกายของมินอาแรงเกินไปเพราะรู้ดีว่าร่างกายของพี่สาวคงบอบช้ำมาไม่น้อยแล้ว
ทั้งสองช่วยกันพยุงมินอาเข้าไปในห้องน้ำ
ท่ามกลางเสียงน้ำจากฝักบัวเสียงร้องไห้โฮของมินอาปล่อยออกมาอย่างสุดเสียง เธอไม่พยายามกลั้นเอาไว้อีกต่อไป
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว พวกเธอก็พาพี่สาวมินอาขึ้นนั่งบนเตียง
ระหว่างช่วยดูแลร่างกายให้มินอามิ้นและซูยอนได้เห็นรอยช้ำตามข้อมือ แผ่นหลัง และต้นขาร่องรอยเ่าั้ทำให้ซูยอนถึงกับตัวสั่นเทา
เธอโพล่งออกมาด้วยความอัดอั้น และความโกรธแค้น
“พี่... เราหนีกันเถอะ”
เธอพูดทั้งน้ำตา
“เราฉีกสัญญากับค่ายนี้เถอะหนูไม่อยากเป็ศิลปินแล้ว!”
คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องตกสู่ความเงียบทันที
มิ้นนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาเธอหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดความคิดเื่ฉีกสัญญาเคยผ่านเข้ามาในหัวของเธอหลายครั้งเช่นกัน
“ซูยอน...”
มิ้นเอ่ยเสียงเบา
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนพูดต่อ
“ค่าฉีกสัญญาสูงมากสูงจนพวกเราไม่มีทางจ่ายไหว”
“แต่พวกมันทำกับพี่มินอาแบบนี้นะ!”
ซูยอนโต้กลับทันที
“ไอ้แก่ชเวกับผู้กำกับคนนั้นทำเื่ระยำขนาดนี้แต่ค่ายกลับปล่อยให้พี่มินอาไปเจอพวกมันตอนกลางคืนได้ยังไงกัน!”
น้ำเสียงของเด็กสาวสั่นด้วยความโกรธ
มิ้นได้แต่นั่งเงียบ ภาพของจินฮยอกที่ยืนอยู่ใต้ตึกเมื่อคืนผุดขึ้นมาในความคิดเธอหรือว่าเขาจะรู้เื่นี้อยู่แล้ว...
เพียงแค่คิด หัวใจของเธอก็เย็นวาบ พวกเธอไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดีสิ่งเดียวที่ทำได้ในเวลานี้ คือคอยประคองกันและกันเอาไว้ มิ้นเอื้อมมือไปกุมมือของพี่สาวมินอาแน่น
“พี่มินอา... ฉันขอโทษนะ ขอโทษที่เมื่อคืนฉันไม่ห้ามพี่เอาไว้...”
น้ำเสียงของมิ้นสั่นลงเล็กน้อย มินอาเงิยหน้าขึ้นมามองเธอ
“แต่ฉันสัญญาจากนี้ไปพวกเราจะไม่ปล่อยให้พี่ต้องเผชิญเื่แบบนี้คนเดียวอีกแล้ว…!”
เธอจับมือมินอาแน่นขึ้น
“ถ้ามีใครพยายามบังคับพี่อีกพวกเราจะช่วยกันหาทางสู้ อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียวอีกเลยนะ”
“ใช่ค่ะ!”
ซูยอนรีบพูดเสริม ก่อนจะโผเข้ากอดมินอาเอาไว้แน่น
“หนูจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพี่อีกแล้วพวกเราจะอยู่ด้วยกัน”
มินอาพยักหน้าเบา ๆ น้ำตาไหลออกมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้า
ทว่าในจังหวะนั้นเอง
ครืดดด...
ครืดดด...
เสียงโทรศัพท์ของหอพักสั่นครืดคราดทำลายความเงียบหญิงสาวทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว พวกเธอมองไปยังโทรศัพท์เครื่องนั้นก่อนจะเป็มิ้นที่เดินเข้าไปกดรับ
ชื่อบนหน้าจอทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยผู้จัดการปาร์ค เธอหันไปมองมินอาและซูยอน ก่อนกดรับสายและเปิดลำโพง
“ฮัลโหลค่ะ...”
[ทำไมรับสายช้าจัง? มัวทำอะไรกันอยู่!]
เสียงเย็นเยียบของปาร์คจินฮยอกดังออกมาทันที
[ลืมกันแล้วหรือไงว่าเช้านี้มีถ่ายรายการ?รีบแต่งตัวแล้วลงมาที่รถภายในสามสิบนาทีเลย!]
หลังจากพูดจบสายก็ถูกตัดไปทันที โดยไม่รอคำตอบจากพวกเธอพวกเธอได้แต่มองหน้ากัน
...
ไม่นานหลังจากนั้น
มิ้นและซูยอนก็เดินลงมายังลานจอดรถใต้ดินของหอพักลมเย็นยามเช้าพัดผ่าน แต่ไม่อาจช่วยคลายความอึดอัดในใจของทั้งสองได้
รถตู้สีดำของค่ายจอดรออยู่แล้ว
ข้างรถ ปาร์ค จินฮยอก ยืนกอดอกพิงตัวรถอยู่เงียบๆ เมื่อเห็นว่ามีเพียงมิ้นและซูยอนเดินมา เขาก็ขมวดคิ้วทันทีนิ่ง
“มินอาอยู่ไหน?”
น้ำเสียงเย็นเฉียบของเขาดังขึ้น ซูยอนสะดุ้งเล็กน้อยก่อนขยับไปยืนหลบด้านหลังมิ้น
มิ้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“พี่มินอาไม่สบายค่ะ ป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว”
จินฮยอกจ้องมองใบหน้าที่บวมช้ำของมิ้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบมองซูยอนที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลัง
ชายหนุ่มนิ่งไปพักใหญ่ จากนั้นจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ถ้าป่วยก็ช่วยไม่ได้”
เขาพูดเรียบ ๆ
“ปล่อยให้เธอพักเถอะฝืนพาคนป่วยไปออกรายการ มีแต่จะเสียภาพลักษณ์ของวงเปล่าๆ... แล้วก็ให้ช่างแต่งหน้ากลบตานั้นด้วย!”
คำตอบนั้นทำให้มิ้นและซูยอนลอบถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างน้อยวันนี้ พี่สาวก็ยังได้พักผ่อนแล้ว
ทั้งสองเดินขึ้นรถตู้ไปช้า ๆ ประตูรถเลื่อนปิดลงดังปึก ทิ้งไว้เพียงแสงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มสาดส่องผ่านตึกสูงของกรุงโซล