ท่ามกลางหุบเขาที่สลับซับซ้อนของสำนักพยัคฆ์เมฆา เสียงกระแทกกันของดาบไม้ดังสะท้อนก้องไปทั่วลานฝึกหลังสำนักเป็จังหวะหนักแน่น อาเฉิง ชายหนุ่มร่างสันทัดผู้มีแววตามุ่งมั่น กำลังกวัดแกว่งดาบด้วยความฮึกเหิม เหงื่อเม็ดใสผุดซึมตามไรผมและแผ่นหลังที่ตึงแน่นภายใต้ชุดศิษย์สีคราม
แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านใบไผ่เขียวขจีที่โอบล้อมลานฝึก ทำให้เงาของอาเฉิงเต้นไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหวของเขา ท่าดาบพยัคฆ์เมฆาที่เขากำลังฝึกซ้อมนั้นเป็ศิลปะดาบประจำสำนักที่ต้องใช้ความเข้มข้นสูง แต่ละท่าต้องเลียนแบบการเคลื่อนไหวของเสือที่ซ่อนตัวในหมอก มีทั้งความรุนแรงและความคล่องตัว
"ฮา!" อาเฉิงะโเบาๆ ขณะที่เขาหมุนตัวและฟาดดาบไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ลมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของดาบทำให้ใบไผ่ใกล้ๆ สั่นไหว เขาได้ฝึกท่านี้มาหลายร้อยครั้งแล้ว แต่ยังคงไม่พอใจในความสมบูรณ์แบบของมัน
ใกล้กันนั้น หลินเสี่ยวหรู บุตรสาวผู้าุโดูแลฝ่ายสมุนไพรในสำนักกำลังยืนมองดูคนรักด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน นางมีรูปโฉมที่งดงามราวกับดอกเหมยในฤดูเหมันต์ ผิวพรรณขาวละเอียดและกิริยาที่เพียบพร้อมทำให้นางเป็ที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งสำนัก ทว่าหัวใจของนางกลับมอบให้อาเฉิงเพียงผู้เดียว
นางถือถาดเล็กๆ ที่มีน้ำชาเย็นและผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาด ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นอาเฉิงฝึกซ้อมอย่างหนัก นางรู้ดีว่าการประลองที่จะมาถึงนี้มีความสำคัญต่อเขามากแค่ไหน และนางก็เข้าใจดีถึงความกดดันที่เขาต้องแบกรับ
"อาเฉิง พักดื่มน้ำสักครู่เถิดเ้าค่ะ ท่านฝึกหนักเช่นนี้มาหลายชั่วยามแล้ว" เสี่ยวหรูเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ "หากท่านเหนื่อยเกินไป อาจจะส่งผลเสียต่อการแข่งขันก็ได้"
อาเฉิงหยุดการเคลื่อนไหวและหันมามองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก เขารับผ้ามาซับหน้าด้วยความเต็มใจ สายตาที่เขามองนางนั้นเต็มไปด้วยความเทิดทูนและให้เกียรติ ในดวงใจของเขา เสี่ยวหรูไม่ใช่เพียงแค่คนรัก แต่เป็แรงบันดาลใจและเป้าหมายในการต่อสู้
"เสี่ยวหรู ข้าต้องรีบฝึก หากข้าชนะการประลองและได้เป็ตัวแทนไปเมืองหลวง ข้าจะได้กราบทูลขอสมรสพระราชทานจากท่านเ้าเมืองเพื่อแต่งงานกับเ้าอย่างสมเกียรติ" เขากล่าวด้วยความมุ่งมั่นที่ปรากฏชัดในน้ำเสียง
เขาเอื้อมมือไปกุมมือนางอย่างแ่เบา เป็ััที่บริสุทธิ์และระมัดระวังจนเสี่ยวหรูรู้สึกถึงความปลอดภัย มือของอาเฉิงแข็งแกร่งจากการฝึกซ้อม แต่เมื่อัันางกลับอ่อนโยนเหมือนสายลมอ่อนๆ ในยามเย็น
"ข้าเชื่อในตัวเ้า" เสี่ยวหรูตอบด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น "แต่เ้าก็ต้องดูแลสุขภาพด้วย การฝึกซ้อมที่มากเกินไปอาจจะทำให้ร่างกายอ่อนล้าได้"
แต่นางไม่รู้เลยว่าความซื่อตรงของอาเฉิงนั้น กลับกลายเป็ช่องว่างที่เปิดโอกาสให้ใครบางคนก้าวเข้ามา ความไว้วางใจและความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมของเขา ทำให้เขาไม่ได้สังเกตเห็นอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ไม่ไกลจากนั้น ในเงาของต้นไผ่ใหญ่ที่ปกคลุมด้วยใบไผ่เขียวขจี มีเงาร่างสูงใหญ่หนึ่งยืนนิ่งเฝ้ามองทั้งสองคนอย่างเงียบงัน จาง ศิษย์พี่ของสำนักพยัคฆ์เมฆา กำลังจ้องมองฉากรักใสๆ ด้านหน้าด้วยดวงตาที่เ็าและลึกลับ
จางมีร่างกายสูงใหญ่กำยำ ไหล่กว้างและแขนแกร่งที่แสดงถึงพลังอันน่าเกรงขาม ใบหน้าของเขาหล่อเหลาด้วยขากรรไกรที่แข็งแกร่ง จมูกโด่งสูง และดวงตาสีดำที่เปล่งประกายด้วยความเฉียบคม ผมสีดำของเขาถูกมัดเป็มวยสูงตามแบบของศิษย์าุโ ชุดศิษย์สีครามของเขาตัดเย็บอย่างประณีตและสะอาดเรียบร้อย แสดงถึงฐานะที่ดีของครอบครัว
แต่ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีนั้น กลับซ่อนเร้นความมืดมนที่ไม่มีใครรู้ เขาไม่ใช่ศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดในสำนัก และไม่ได้ใส่ใจกับการประลองครั้งนี้เท่าใดนัก ความสามารถของเขาอยู่ในระดับกลางๆ ไม่เก่งเกินไปแต่ก็ไม่แย่ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาสนใจอย่างมากคือเสี่ยวหรู
สายตาของจางเลื่อนไปจับจ้องที่เสี่ยวหรูอย่างช้าๆ เขาสำรวจทุกรายละเอียดของนางราวกับกำลังประเมินสมบัติล้ำค่า จากใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดโบราณ ผิวพรรณขาวใสที่เปล่งประกายใต้แสงแดดยามบ่าย ไปจนถึงรูปร่างที่เพรียวบางแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้หญิงวัยสาว ท่าทางอ่อนโยนของนางเมื่อดูแลอาเฉิง และรอยยิ้มที่หวานซึ้งที่ทำให้ใครก็ตามที่เห็นต้องหลงใหล
ในใจของจาง เสี่ยวหรูไม่ใช่เพียงแค่หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง นางคือดอกไม้ที่งดงามที่สุดในสำนัก คือสิ่งที่เขา้าเพื่อความพอใจของตนเอง เขาเคยพยายามเข้าหานางหลายครั้ง แต่นางกลับเลือกที่จะมอบหัวใจให้กับอาเฉิง ชายหนุ่มธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นนอกจากความขยันหมั่นเพียร
จางมาจากครอบครัวพ่อค้าที่ร่ำรวย เขามีทุกสิ่งที่อาเฉิงไม่มี มีเงินทอง มีฐานะ มีอนาคตที่สดใส แต่ทำไมเสี่ยวหรูถึงไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้? ทำไมนางถึงไปหลงรักเด็กกำพร้าที่ไม่มีอะไรให้นอกจากความมุ่งมั่นที่ไร้สาระ?
ความรำคาญและความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจของจาง แต่เขาไม่แสดงออกมาแม้แต่น้อย ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยและสงบนิ่ง เขาได้เรียนรู้มาั้แ่เด็กว่าการแสดงอารมณ์อย่างเปิดเผยเป็สิ่งที่คนโง่เท่านั้นจะทำ คนฉลาดต้องรู้จักซ่อนเร้นความรู้สึกและรอจังหวะที่เหมาะสม
เขาอาจไม่ใช่ศิษย์ที่เก่งที่สุด แต่เขามีความสามารถพอสมควรและมีสิ่งที่อาเฉิงไม่มี เขามีเงิน มีอิทธิพล และมีความรู้เื่โลกที่กว้างกว่า แล้วทำไมเสี่ยวหรูถึงไม่เลือกเขา? ทำไมนางถึงไปรักคนที่ไม่มีอะไรพิเศษเลย?
"ช่างน่าสนใจ" จางคิดในใจด้วยความเ็า "นางไม่รู้หรอกว่าข้าคือคนที่เหมาะสมกับนางมากกว่า ข้าจะทำให้นางเข้าใจ"
ความจริงแล้ว จางไม่ได้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด ครอบครัวของเขาเป็เพียงพ่อค้าขนาดกลางที่มีฐานะพอใช้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นคือบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือและใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เขารู้จักการวางตัวและการพูดจาที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจ ทั้งศิษย์ในสำนักและอาจารย์ต่างก็ไว้ใจเขาจากมาดสงบนิ่งและรอยยิ้มที่ดูจริงใจ
เขาใช้เวลาหลายปีในการสร้างภาพลักษณ์ของตนเองให้เป็ศิษย์พี่ที่น่าเคารพ เขาช่วยเหลือศิษย์น้องเมื่อพวกเขามีปัญหา ให้คำแนะนำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน และไม่เคยแสดงความโกรธหรือหงุดหงิดต่อหน้าใคร ทุกคนจึงมองเขาเป็คนดีที่มีจิตใจกว้างขวาง
แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง จางเป็คนที่คิดคำนวณและมีความปรารถนาที่มืดมน เขา้าสิ่งที่เขาไม่มี และเมื่อเขา้าอะไร เขาจะหาทางได้มาให้ได้ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม
เขายืนเฝ้ามองต่อไปอีกสักครู่ สายตาของเขาเ็าและคำนวณ ในหัวใจของเขาเริ่มมีแผนการก่อตัวขึ้น แม้ว่าเขาจะไม่ได้ใส่ใจกับการประลองมากนัก เพราะเขารู้ดีว่าตนเองไม่มีโอกาสชนะศิษย์ที่เก่งกว่า แต่การประลองที่จะมาถึงนี้อาจเป็โอกาสที่ดีที่สุดของเขา
ในที่สุด จางก็ตัดสินใจเดินออกจากเงาไผ่ เขาปรับสีหน้าให้กลับมาเป็ปกติ ใส่รอยยิ้มที่ดูแจ่มใสและเป็มิตรเหมือนที่เขาทำมาตลอด แล้วเดินเข้าไปหาทั้งสองคนด้วยท่าทีที่ดูไม่มีพิษมีภัย ก้าวเท้าของเขาเบาและสงบ ไม่ทำให้เกิดเสียงรบกวน
"ยินดีด้วยอาเฉิง เ้าก้าวหน้าไปมากจริงๆ" เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังของจางดังขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาดูอบอุ่นและจริงใจ "ข้าเพิ่งเห็นท่าดาบพยัคฆ์เมฆาของเ้า ช่างแข็งแกร่งและคล่องแคล่วจริงๆ"
ทั้งคู่รีบหันไปโค้งคำนับอย่างนอบน้อม อาเฉิงแสดงความเคารพต่อศิษย์พี่ที่เขานับถือ ส่วนเสี่ยวหรูก็ทำความเคารพตามมารยาทที่เหมาะสม ในสังคมของสำนัก การเคารพผู้าุโเป็สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติ
"ศิษย์พี่จาง! ท่านมาตรวจตราลานฝึกหรือเ้าคะ?" เสี่ยวหรูถามด้วยความเคารพ น้ำเสียงของนางอ่อนหวานและสุภาพ
"ข้าเพียงแค่ผ่านมาเห็นรุ่นน้องกำลังขะมักเขม้น" จางกล่าวพลางปรายตาไปที่เสี่ยวหรู สายตาของเขาเลื่อนไปตามรูปร่างของนางอย่างรวดเร็ว แต่เพียงชั่วพริบตาเขาก็หันกลับไปหาอาเฉิงด้วยรอยยิ้มแจ่มใส "การเตรียมตัวสำหรับการประลองเป็สิ่งที่ดี แต่เ้าต้องระวังอย่าให้ตัวเองเหนื่อยล้าเกินไปนะ"
เขาเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น สายตาของเขาสำรวจท่าทางและการเคลื่อนไหวของอาเฉิงอย่างละเอียด "มาเถิดอาเฉิง ลองปะมือกับข้าสักกระบวนท่า ข้าจะช่วยตรวจดูจุดอ่อนให้เ้าก่อนวันประลองจริง"
คำพูดของจางฟังดูเป็มิตรและมีเจตนาดี แต่ในใจของเขากลับมีแผนการที่ซับซ้อน เขา้าศึกษาความสามารถของอาเฉิงให้ละเอียด เพื่อจะได้รู้จุดอ่อนที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง
อาเฉิงตอบรับด้วยความกระตือรือร้น ใบหน้าของเขาเปล่งประกายด้วยความยินดี "ขอบคุณศิษย์พี่จางมากครับ ข้าจะได้เรียนรู้จากท่านแน่นอน" โดยไม่เฉลียวใจเลยว่านี่คือจุดเริ่มต้นของกับดักที่ศิษย์พี่จางได้วางเอาไว้อย่างประณีต
ในขณะที่เสี่ยวหรูยืนมองด้วยความกังวลเล็กน้อย นางรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่แปลกประหลาดในสายตาของจาง แม้ว่าเขาจะยิ้มและพูดจาดี แต่มีอะไรบางอย่างในดวงตาของเขาที่ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าคืออะไรกันแน่
นางสังเกตเห็นว่าเมื่อจางมองมาที่นาง สายตาของเขามีความเข้มข้นที่ผิดปกติ เหมือนกับว่าเขากำลังประเมินหรือคิดคำนวณอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเขาหันไปพูดกับอาเฉิง สีหน้าของเขาก็กลับมาเป็ปกติ เป็รอยยิ้มที่อบอุ่นและเป็มิตร
"เสี่ยวหรู เ้าก็อยู่ดูได้" จางหันมาพูดกับนางด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล "อาจจะได้เห็นเทคนิคใหม่ๆ ที่จะเป็ประโยชน์ต่อการรักษาพยาบาลด้วย"
นางพยักหน้าเบาๆ แม้จะยังรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะคำพูดของจางฟังดูสมเหตุสมผล และเขาก็เป็ศิษย์พี่ที่ทุกคนเคารพนับถือ
แสงแดดยามบ่ายเริ่มเอียงต่ำลง เงาของต้นไผ่ยืดยาวออกไป และลมเบาๆ ที่พัดผ่านใบไผ่ทำให้เกิดเสียงกรอบแกรบเบาๆ ราวกับกำลังกระซิบเตือนถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง
จางยืนเตรียมท่าทาง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงอยู่ แต่ในดวงตาของเขากลับมีแววที่เ็าและคำนวณ เขากำลังจะเริ่มต้นแผนการของเขา และไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะนำมาซึ่งความหายนะอย่างไร