ค่ำคืนอันหนาวเหน็บ เมืองเจียงหนานปกคลุมด้วยสายหมอกขาวสลัว แสงจันทร์เสี้ยวเหนือหลังคาจวนใหญ่ทอดเงาลางเลือนบนพื้นหิน เสียงกลองยามดัง ตุง… ตุง… ตุง… ก้องกังวานไปทั่วตรอกเงียบงัน
แต่ความสงบถูกทำลายด้วยเสียงกรีดร้องสะท้านใจของบ่าวผู้หนึ่ง —
“ท่านแม่ทัพ!! ท่านแม่ทัพ… ถูกฆ่าแล้ว!!”
เสียงนั้นทำให้บ่าวไพร่ทั้งจวนแตกตื่น วิ่งกรูกันไปยังสวนด้านใน ศาลากลางสวนซึ่งเคยเป็สถานที่พักผ่อนกลับกลายเป็นรกบนดิน ร่างสูงใหญ่ของ แม่ทัพเจินกวงหาว นอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางแอ่งโลหิต เสื้อเกราะของเขาถูกแทงจนพรุน แผลนับไม่ถ้วนทำให้เืไหลนองแดงฉาน
ที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าคือ…
บนพื้นกระเบื้องหน้าศพ มีตัวอักษรสีเืปรากฏชัด ราวกับถูกเขียนด้วยนิ้วมือเปื้อนโลหิต
“ความยุติธรรมแห่ง์ จะไม่ยอมให้คนชั่วลอยนวล”
เสียงพึมพำด้วยความหวาดหวั่นดังระงม
“กลอนโลหิต…!”
“นี่มันคำสาปหรือการพิพากษากันแน่…”
“หรือว่า…ปีศาจกลับมาล้างแค้นแล้ว?”
บ่าวบางคนร้องไห้ บางคนทรุดคุกเข่าตัวสั่น ขณะที่เหล่าทหารในจวนก็ต่างระวังภัย แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ร่างไร้ิญญานั้น
ไม่นาน หลี่อวิ๋น มือปราบหนุ่มแห่งกรมอาญา ก็ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้ามั่นคง เขาสวมชุดครามปักลายเมฆ เส้นผมรวบเรียบร้อย ดวงตาคมกริบกวาดมองรอบบริเวณก่อนจะหยุดที่อักษรโลหิต
เขากล่าวเสียงเรียบเย็น แต่หนักแน่น —
“ปิดทางเข้าออกทั้งหมด คืนนี้ไม่มีใครออกจากจวนนี้ได้แม้แต่ครึ่งก้าว”
ทหารรีบรับคำสั่งไปปฏิบัติ ส่วนบ่าวผู้หนึ่งยังคงร่ำไห้สะอึกสะอื้น ถามเสียงสั่นเครือว่า
“ท่านมือปราบ… นี่มันฝีมือปีศาจใช่หรือไม่… ใครกันที่โเี้เพียงนี้…”
หลี่อวิ๋นย่อตัวลง ตรวจสอบรอยเืบนพื้นนิ่งนาน ก่อนตอบช้าๆ
“ไม่ใช่ปีศาจ… แต่เป็มนุษย์ และมนุษย์ผู้นั้น ้าให้เราเชื่อว่า เขากำลังตัดสินโทษแทน์”
สายลมหนาวพัดใบไผ่เสียดสีกัน ซ่า… ซ่า… ดั่งเสียงสะท้อนแห่งกลอนโลหิต ความหนาวเหน็บแผ่คลุมทั้งจวน ราวกับความตายยังไม่จากไปไหน…