สถานการณ์ในห้องโถงแห่งวิหารจุดเริ่มต้นได้แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันและไร้ซึ่งการเตือนล่วงหน้า
ร่างของมารอสูรแห่งพสุธาซึ่งลอยเด่นตระหง่านอยู่เหนือศีรษะของไคจิน กำลังปล่อยกลิ่นอายที่กดทับลงบนจิตใจของผู้คนทุกผู้ทุกนามในห้องโถง ราวกับว่าทุกสิ่งที่เคยดำรงอยู่ในที่แห่งนี้จะต้องแสดงความเคารพต่อการปรากฏตัวของมัน
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาไม่เพียงแต่แสดงถึงพลังอำนาจอันไร้ขอบเขต
หากยังเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงแห่งสงครามและการทำลายล้างซึ่งไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของอสูรโบราณ
ศักยภาพระดับศักดิ์สิทธิ์ที่ผนึกอยู่ในอาณาจักรต้นกำเนิดของชายหนุ่มครึ่งโอเกอร์ผู้นี้
ไม่เพียงทำให้คนธรรมดาสั่นสะท้าน หากแต่ยังทำให้ผู้มีพรสวรรค์แทบต้องก้มหน้าหลบแสงของมัน
ขณะเดียวกัน บุรุษเรือนผมยาวสีทองขาวผู้มีใบหน้างดงามเหนือมนุษย์ยืนสงบโดยไม่ไหวติง
โอดิน ฮาฟเอลฟ์ที่เงียบที่สุดมาตลอดพิธีกรรม ตัวของเขายังคงยืนอยู่เงียบงันโดยที่ไม่มีใครสังเกตว่าในแววตาสีเงินอันลึกดั่งเหวไร้ก้นนั้นกำลังฉายแววสังเกตอย่างไม่ยินดียินร้ายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยซักนิด
“ศักยภาพระดับศักดิ์สิทธิ์? ชายคนนี้ไม่ธรรมดาเลยแฮะ แต่มันก็แค่ระดับศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น!”
ความคิดอันเยือกเย็นดังสะท้อนอยู่ภายในสติของโอดินอย่างมั่นคง
ด้วยสติปัญญาและความทรงจำจากอดีตกว่าหลายปีที่ตนได้พกพากลับมายังปัจจุบัน บางสิ่งที่ทำให้เขาเคยยืนอยู่เหนือยอดเขาของเหล่าผู้วิวัฒน์ทั้งหลาย และครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยปลุกพลังของมังกรเซียนมรกตที่ครอบครองศักยภาพระดับเทพเจ้าได้เช่นกัน
หากไม่มีพลังของท่านอาจารย์ พระเจ้าโบราณผู้ยิ่งใหญ่ที่แทรกแซงความจริง บางทีในวันนี้เขาอาจจะได้อาณาจักรต้นกำเนิดของมังกรเซียนมรกตอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อชะตากรรมได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอดีต
จุดตั้งต้นของเขาก็ย่อมแตกต่างไปจากที่เคย ไม่มีอะไรที่แน่นอน ไม่มีอนาคตที่ตายตัว
ทว่าในขณะเดียวกัน โอดินก็มั่นใจว่าตนเองในวันนี้ได้กลายเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งหายนะและการพิพากษา
ซึ่งแน่นอนว่าอาณาจักรต้นกำเนิดที่กำลังจะปรากฏในอีกไม่ช้าย่อมไม่ต่ำกว่าระดับศักดิ์สิทธิ์
และอาจทะยานขึ้นไปถึงระดับเทพเจ้าเสียด้วยซ้ำ หรือกระทั่งได้รับพลังของเทพอสูรในตำนานจากเผ่าพันธุ์ต่างๆก็อาจย่อมเป็นไปได้
ความคิดเหล่านี้ยิ่งเร่งเร้าให้หัวใจของโอดินเต้นแรง ภายในนั้นกลับเต็มไปด้วยความคาดหวังที่แทบจะเก็บซ่อนไว้ไม่อยู่
มันนานเหลือเกินที่เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเช่นนี้ ราวกับว่าชีวิตของเขาได้ถูกรีเซ็ตและเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
โลกใบนี้กำลังเปิดโอกาสให้เขาได้เลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป เส้นทางที่แข็งแกร่งและไร้พันธนาการ
กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่ ในที่สุดการปลุกพลังให้กลายเป็นผู้วิวัฒน์ของไคจินก็ได้เสร็จสิ้นลง
พลังของมารอสูรแห่งพสุธาค่อยๆสลายไปอย่างสงบ ร่างของชายหนุ่มร่างใหญ่ผู้มีสายเลือดโอเกอร์ก็เดินออกมาจากแท่นพิธีอย่างองอาจ
ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมด้วยความเคารพเกรงใจจากทุกคน จินเกอที่เห็นภาพดังกล่าวก็ไม่รอช้า รีบเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“จะ.. เจ้าจะเอายังไงดีโอเกอร์หนุ่ม.. จะเข้าร่วมกับวิหารทั้งหกแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือไม่?”
“ด้วยศักยภาพระดับศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า เผลอๆอาจได้รับเลือกให้เป็นศิษย์ผู้สืบทอดของหนึ่งในผู้นำวิหารที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดเลยก็เป็นได้นะ”
คำถามของชายชราดังชัดจนเงียบไปทั้งห้องโถงพิธี ทุกคนรอคำตอบอย่างลุ้นระทึก
ทว่าไคจินกลับส่ายหัวพร้อมรอยยิ้มบางๆ แล้วกล่าวตอบอย่างสุภาพ
“ไม่ละท่านผู้อาวุโส ขอขอบคุณในความหวังดีของท่าน!”
“แต่ข้าก็มีเส้นทางของข้าเอง เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็มีเส้นทางของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ส่วนข้าเป็นลูกแห่งเผ่าพันธุ์โอเกอร์สายเลือดบริสุทธิ์”
“แม้จะมีโลหิตมนุษย์ครึ่งหนึ่งก็ตาม ข้าอาจเลือกเดินบนเส้นทางวิถียุทธ์แห่งการสังหาร แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้ข้าเข้าร่วมกับวิหารหลักทั้งหกได้หรอก พระบิดาของข้า.. ผู้เป็นหนึ่งในผู้นำของเผ่าพันธุ์โอเกอร์สายเลือดบริสุทธิ์คงจะไม่ยินยอมเป็นแน่!”
คำตอบที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิและความหนักแน่นนั้น ไม่ต่างจากมีดคมที่ตัดขาดความหวังของชายชราโดยสิ้นเชิง
ทว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว จินเกอก็เพียงแค่ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา
“เฮ้อ.. งั้นเรอะ ก็ไม่ผิดจากที่ข้าคิดไว้เลย”
“เผ่าพันธุ์ผสมส่วนใหญ่มักกลับไปยังเผ่าพันธุ์หลักของตน ไม่ใช่เลือกเดินบนสายเลือดแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่แล้ว”
“แต่ก็ช่างเถอะ ข้าขอให้เจ้าโชคดีนะพ่อโอเกอร์หนุ่ม ศักยภาพของเจ้าไร้เทียมทานจริงๆ”
“ในอนาคตเจ้าคงจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าข้าก็เป็นได้!”
คำพูดสุดท้ายของชายชรานั้นเปี่ยมด้วยความจริงใจและความหวังที่เขามอบให้แก่เยาวชนที่เพิ่งก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งผู้วิวัฒน์
และมันก็ทำให้ไคจินยกมือแนบอกแล้วโค้งคำนับด้วยความเคารพลึกซึ้ง
จากนั้นชายหนุ่มก็หันกลับไปมองทางด้านข้าง ลำแสงในดวงตาสีเลือดหมูเปล่งประกายไปยังร่างของฮาฟเอลฟ์เรือนผมสีทองขาวผู้ยืนอยู่อย่างสงบ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
“โอดิน! ถึงตาของเจ้าแล้ว!”
“ขอดูหน่อยสิว่าฮาฟเอลฟ์ที่ข้าถูกใจเช่นเจ้า ศักยภาพจะเป็นยังไงกันแน่!”
น้ำเสียงของเขาดังกังวานราวกับฆ้องศักดิ์สิทธิ์ และทุกสายตาในห้องโถงก็เบนมาสู่ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ยังไม่ได้ก้าวขึ้นแท่นพิธีกรรมในทันที