ตอนที่ 77วัดก็เข้าเหล้าก็กิน
หลังจากพระครูปล่อยออกจากห้องเสือน้อยก็วิ่งปรี่ไปที่ห้องสอบของเหมือนฝันแม่ยอดยาหยี เมื่อมาถึงเขาก็โผล่หน้าไปยิ้มให้กับคนในห้อง
ส่วนตัวเธอเองก็ง่วนอยู่กับการเขียนบรรยาย เสือน้อยนั่งดักรอคล้ายตำรวจตั้งด่านดักจับหมวกกันน็อกก็ไม่ปาน
ทั้งชะเง้อชะแง้มองซ้ายมองขวา เขารอดูว่าเมื่อไหร่เหมือนฝันจะออกมา
พระครูที่อยู่ในห้องเรียนก็เดินออกมาเพราะเห็นเจ้าเสือน้อยมานั่งหน้าห้อง ท่านถามว่า “สอบเสร็จแล้วหรือ?”
เสือน้อยก็ไหว้กล่าวนมัสการและตอบกลับว่า“สอบเสร็จแล้วจ้ะหลวงลุงตาล” ก่อนคุยกันสองสามคำก็แยกย้ายกันไป
เสือน้อยหยิบการ์ตูนวันพีซในกระเป๋าขึ้นมาเปิดอ่านไปพลางๆ เพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอเหมือนฝันสอบเสร็จ จะได้ไปเดินห้างเที่ยวเล่นกัน
……
ทางด้านโรงงานร่มเย็นเนื่องจากคนมาเนืองแน่นเกินคาดมาก ทำให้รถติดยาวเป็นหางว่าวแม่ชบากับพ่อผันพอรู้ข่าว จึงต้องออกหน้ามารับจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง
พ่อผันก็สั่งลูกจ้างในค่ายไปยกลำโพงในบ้านออกมาเสียบไมค์เขาพูดขออภัยที่ต้อนรับไม่ดี ซึ่งไม่คิดว่าจะมีคนมาเยอะขนาดนี้
จนต้องไปหยิบยืมกำลังของค่ายมวยมาช่วยจัดแถวจัดระเบียบกันแถมให้ลูกน้องของเสือน้อยในค่ายมวยไปซื้อน้ำซื้อท่ามาให้แขกเหรื่อดื่มดับกระหาย
ไม่น่าเชื่อคนหลายร้อยหลายพันชีวิตจะคาดหวังกับงานขนาดนี้แต่ที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าป้ายโฆษณาดูเหมือนจะได้ผลเกินคาด
ประกาศรับสมัครหลายวันไม่ใช่แค่วันนี้วันเดียว นี่จึงผิดคาดไปมากที่คนมาเยอะในวันแรกขนาดนี้ ทั้งคู่แก้ไขปัญหาได้ดีมาก
โดยเอาคนเข้าที่ร่มเสียก่อนไม่ยอมปล่อยให้ยืนตากแดด ส่วนของภายในโรงงานย่อมต้องให้นักมวยในค่ายปกปิดไว้เพราะเป็นความลับทางการค้า
ปรากฏว่ายอดคนมาสมัครเกินพันคนจริงๆ รถติดไปถึงหน้าโรงเรียน เสือน้อยที่กำลังนั่งอ่านการ์ตูนไม่รู้เลยว่าเขาทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้านโดยที่ไม่รู้ตัว…
ทางสถานีตำรวจก็ส่งตำรวจมาจัดระเบียบรถมอเตอร์ไซค์รถยนต์
พ่อกับแม่จึงเลือกให้ทุกคนทิ้งใบสมัครกับประวัติไว้ก่อนซึ่งตอนแรกนึกว่าจะทยอย ๆ มากัน แค่ร้อยคนต่อวันซึ่งเป็นจำนวนที่ฝ่ายบุคคลรับไหวเพราะคงเป็นไปไม่ได้ที่จะสัมภาษณ์หมู่คนนับพัน!
เมื่อแม่ชบาเห็นดังนั้นจึงโทรหาเสือน้อยบ่นเขาอยู่ยกใหญ่
ทำเอาเสือน้อยหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนไป ในใจเขาคิดว่า “คนมาสมัครเป็นพัน ๆ คนเลยเหรอวะ?” เยอะกว่าที่เขาคาดไว้มาก
“เอ…หรือเราจะลองชักเย่อกับใจคนดี?”เขามาลองนั่ง ๆ คิดดู
เพราะว่าตำแหน่งงานนั้นมีเกือบพันคนเห็นจะได้จากที่ฝ่ายบุคคลคำนวณ อีกทั้งบริษัทผลิตเครื่องจักรที่จะส่งคนมาสอนอีก มันต้องใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะเสร็จถ้ามานั่งสัมภาษณ์ทีละคนสองคน
เสือน้อยลูบคางในใจครุ่นคิดไปพลางๆ เพราะยิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ก็แปลว่ากำไรที่เขาควรได้มันก็จะหายไปส่วนคนที่มาสมัครงานก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ คนที่รอคอยด้วยความหวังนั้น มันเป็นเช่นไรเขาก็พอที่จะรู้…
ส่วนแม่กับพ่อก็ทำถูกต้องแล้วที่ได้กรอกใบสมัครทิ้งไว้ก่อน เพราะมันไม่มีทางเลือกอื่น!
เขาจึงตัดสินใจว่าจะทำตามแผนของตนเองโดยที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และกดโทรไปหาคนคนหนึ่ง!
……
ที่บ้านของ สจ.พาที ปกติจะไม่มีคนในครอบครัวอยู่บ้านช่วงเวลานี้
เพราะทุกคนต่างออกไปทำหน้าที่ของตนเองมีแต่แม่บ้านดูแลอยู่สามคน พาทีที่ได้ขับรถกลับมาจากข้างนอก แล้วเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดอาบน้ำก่อนที่จะขับรถออกไปอีกครั้งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
ระหว่างนั้นเอง สมรที่ลืมของไว้ก็กลับมาบ้านพอดีเพราะลืมของไว้ในห้องนอน
เธอเหลือบไปเห็นรถเบนซ์ที่สามีขับเป็นประจำขับออกมาจากซอยบ้าน เธอขบคิดในใจ “เอ…วันนี้ไม่ใช่ว่าจะประชุมยาว อยู่ที่ อบจ.หรอกหรือ?” สามีของเธอบอกไว้เช่นนั้น
ด้วยความสงสัยเธอจึงขับรถตามไปคล้ายว่าเธอได้กลิ่นพิรุธอะไรบางอย่าง
สัมผัสของผู้หญิงดูเหมือนจะมีความสามารถในการตีความและจินตนาการไปได้ไกลกว่าที่ผู้ชายจะคิดได้เธอเพียงภาวนาขอให้อย่าได้เป็นอย่างที่เธอคิดไว้เลย
ก่อนจะขับรถตามไปที่หน้ามหาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯเธอเห็นเด็กสาวชุดนักศึกษากำลังยืนรอใครบางคนอยู่ ซึ่งเมื่อเห็นภาพนี้เธอก็น้ำตาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว
…แน่นอนว่าเธอไม่ใช่คนโง่ที่จะคาดเดาเหตุการณ์ไม่ออก
ในขณะเดียวกันสามีของเธอ พาทีก็เดินลงจากรถไปจับมือถือแขน หญิงสาวสวยสวมชุดนักศึกษามหาลัย และพากันเดินเข้าไปในรถทั้งคู่ก็อี๋อ๋อกันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะขับรถออกไป
เมื่อดูท่าทางกิริยาแล้วไม่ใช่ลูกไม่ใช่หลานแน่นอน เธอจึงกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจว่าจะตามไปดูให้ถึงที่สุดแต่ผิดจากที่คาด
เพราะพาทีพานักศึกษาสาวคนนั้นกลับเข้ามาที่บ้านทำเอาเธอตกใจเป็นอย่างมาก หรือว่าจะเป็นเธอที่คิดมากไปเอง?
“สามีเธอจะกล้าทำเรื่องประเจิดประเจ้อถึงขนาดนี้เชียวหรือทำไมถึงไม่พาไปที่ม่านรูดหรือโรงแรมอะไรแบบนั้น เพราะมันปกปิดมิดชิดกว่า?” ความสงสัยได้ก่อตัวขึ้นในจิตใจของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จึงได้แต่จอดรถไว้ด้านนอกและก็ได้อาศัยการเดินเท้าเข้าไป เพราะเธอไม่อยากกระโตกกระตาก ทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว เมื่อเดินเข้ามาในบ้านเธอก็ค่อยๆ ย่องเบาเข้าไป
เธอเห็นแม่บ้านยืนต้อนรับขับสู้กับผู้หญิงคนนั้นอยู่และดูเหมือนว่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ทางแม่บ้านจึงได้ขอแยกตัวออกไปอย่างรู้งาน ภายในมุมหนึ่งซึ่งสมรยืนหลบมองดูอยู่ห่างๆ
เมื่อทั้งคู่พากันเดินขึ้นไปบนห้องเธอก็ตัดสินใจได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เธอรู้สึกเหมือนถูกสวมเขาให้อยู่ก็ไม่ปาน
ที่พาทีมีทุกวันนี้ได้ส่วนหนึ่งนั้นก็เพราะว่าได้อาศัยบารมีพ่อของเธอ และก็ได้ใช้ธุรกิจของเธอประคับประคองลำพังครูวัยเกษียณไม่มีทางพาเขามาถึงจุดนี้ได้
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งเยาว์วัยเธอยังอ่อนต่อโลกใบนี้นัก
เผลอและพลาดพลั้งตกลงไปในหลุมเสน่ห์ของชายหนุ่มเจ้าคารมที่ในตอนนั้นเธอพึ่งได้เข้ามหาลัยปี 1 และได้ขอมาอยู่หอ ซึ่งเธอได้อยู่อย่างอิสรเสรีกับเพื่อนสาวคนสนิทได้ไปเที่ยวเธคตามที่ใจหวังอย่างเต็มคราบ โดยไม่ต้องแอบพ่อแม่ไป
เธอกับเพื่อนคล้ายดั่งนกน้อยที่ยังไม่เคยเห็นโลกกว้าง
จึงอยากรู้และอยากลองไปเสียหมดหากแต่ว่าเธอดันมาตกม้าตายเอาเสียดื้อ ๆ ซึ่งอันที่จริงเธอก็ได้ลืมมันไปแล้วจวบจนถึงวันนี้ที่พบเห็นภาพเหตุการณ์
ชายหนุ่มที่พูดจาป้อยอใช้ลมปากอันหอมหวาน ระรื่นหู ทำให้เธอหลงไปกับเจ้าตัว ในท้ายที่สุด
ครั้นเมื่อเธออายุ 19ปี เธอก็ได้ตั้งท้องลูกชายแล้วแต่ยังโชคดีที่ในตอนนั้นหมั้นหมายไว้แล้วจึงไม่ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านมากนักแน่นอนว่าหลังจากเรียนจบ ทั้งคู่ย่อมต้องแต่งงานกัน
พ่อของเธอเองก็ไม่ใคร่พอใจพาทีที่มาชิงความบริสุทธิ์ของลูกสาวเขาไป แต่ทว่าในเวลานั้นเกิดเหตุการณ์วุ่นวายมากมาย เขาจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
……
ทางด้านสมรที่เดินย่องขึ้นมาบนห้องอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเธอได้ยินเสียงร้องครวญครางก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้แต่นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนหัวบันไดอยู่นานสองนาน ความรู้สึกของเธอในตอนนี้เธอรู้สึกเสียศูนย์ไปชั่วขณะ สมองว่างเปล่าคิดอะไรแทบไม่ออก
หลังจากตั้งสติได้พอประมาณในใจเธอรู้สึกเศร้าใจที่เรื่องกลายมาถึงจุดนี้ชีวิตคู่กำลังมาถึงคราวล่มสลาย เพราะตอนนี้เธอกำลังคิดที่จะหย่า! ใครกันมันจะไปทนเรื่องแบบนี้ได้!
“แต่หลักฐานล่ะ?”พอคิดได้ดังนั้น เธอจึงค่อย ๆ เดินไปอีกห้องหนึ่งเพื่อไปหยิบกล้องระหว่างที่หา เธอค่อย ๆ รวบรวมและพยายามตั้งสติให้ดีที่สุด
หลังจากที่พบกล้องเธอนั่งพักหายใจหายคออยู่ครู่ใหญ่ บนพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบ มันเย็นเฉียบพอ ๆกับหัวใจของเธอ…
ในสมองเธอครุ่นคิดถึงชีวิตในวันข้างหน้าเธอก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกไม่มีทางปล่อยให้ชีวิตตกอยู่กับคนเจ้าชู้มักมากในกามแบบนี้แน่!เมื่อตัดสินใจได้แล้วเธอจึงเตรียมพาลูกชายออกไปจากบ้านหลังนี้ไปให้ไกลจากชีวิตสามี!
เมื่อเสียงสะอื้นค่อยๆ จางหาย กลับแทนที่ด้วยความเงียบงัน และดูเหมือนเป็นความเงียบงันก่อนที่คลื่นลมจะก่อตัว
……
เมื่อน้ำและฝนพรั่งพรูทั้งสองก็ยังคงเล้าโลมกันต่อไป! สมรไม่สนใจว่าใครจะอยู่ใครจะตายในห้องนั้นเสียงที่ดังลอดออกมา ยิ่งเพิ่มความเคียดแค้นในใจของเธอยิ่งในตอนนี้เธอเก็บกระเป๋าข้าวของได้หลายใบในระหว่างนี้ก็คิดหาทนายความเพื่อเตรียมฟ้องหย่า!
และแน่นอนทนายที่เธอคิดถึงก็คือ‘รัก’ ซึ่งเป็นคนแรก
ด้วยเพราะคุ้นชินกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยและพักหลัง ๆ เธอกับเขาก็สนิทกันมากขึ้น จากการเจรจากันทางธุรกิจ และรวมเข้ากับความสัมพันธ์ที่เธอ‘รู้สึกผิดกับชายหนุ่มในอดีต’
ดูเหมือนในตอนนั้นอีกฝ่ายจะชอบเรียกเธอว่า“คุณหนู”
จึงได้ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนโทรไปหาทนายรักด้วยน้ำเสียงสะอื้น
“คุณสมรเป็นอะไรหรือครับ?”เขาตกใจเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของอีกฝ่าย
ทนายรักถามหญิงสาวที่ปลายสายอีกครั้ง “คุณสมร!” เขามีท่าทีร้อนใจ รู้สึกเหมือนโดนอะไรมาข่วน มาเกาที่หัวใจ
“พ…พอดีฉันจับได้ว่าสามีกำลังมีชู้!และตอนนี้อีกฝ่ายก็อยู่ในห้องนอน” เธอพูดไปร้องไห้ไปกำลังอธิบายรายละเอียดอย่างคร่าว ๆ