ก่อนหน้านี้ทิงเสวี่ยแค่พูดเล่นๆ ว่าขายไอศกรีมช่วงปิดเทอมฤดูร้อนน่าจะพอได้เงินค่าขนมบ้าง เธอแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่คิดว่าฉินหยวนเฟิงจะลงมือทำจริงๆ
ตำแหน่งที่ฉินหยวนเฟิงเลือกก็ดีเหมือนกัน เป็นทางเข้าออกของตลาด
ในขณะเดียวกัน หลินกั๋วผิงก็จำฉินหยวนเฟิงได้เช่นกัน "ใครมาส่งเธอล่ะ?"
ฉินหยวนเฟิงปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วจึงเอ่ยปาก "ลุงรองเป็นคนมาส่งครับ เช้าเดียวผมขายไอศกรีมไปแล้วสองกล่อง ลองดูสิครับ กล่องที่สามก็เหลืออีกไม่มากแล้ว"
พูดพลางฉินหยวนเฟิงก็หยิบไอศกรีมสองแท่งออกจากกล่องยื่นให้หลินกั๋วผิงและทิงเสวี่ย
ทั้งหลินกั๋วผิงและทิงเสวี่ยต่างก็ปฏิเสธ หลินกั๋วผิงรู้สึกว่าเด็กมาขายไอศกรีมที่นี่มันไม่ง่ายเลย ตัวเขาจะรับของฟรีได้อย่างไร ส่วนทิงเสวี่ยบอกว่า "ฉันเลิกกินไอศกรีมแล้ว กินของเย็นแล้วท้องไส้ไม่ค่อยดี"
ในขณะนั้นเองก็มีเด็กสองคนเดินมาซื้อไอศกรีม ฉินหยวนเฟิงรีบต้อนรับพวกเขา
เด็กทั้งสองคนสั่งไอติมหวานเย็นคนละแท่งกับไอศกรีมรสนมคนละแท่ง หลังจากบริการพวกเขาเสร็จแล้ว ฉินหยวนเฟิงจึงถามทิงเสวี่ย "เธอกับอาหลินจะกลับบ้านแล้วเหรอ?"
ทิงเสวี่ยตอบ "ฉันกับพ่อจะกินข้าวก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน แล้วนายล่ะ?"
ฉินหยวนเฟิงบอกว่า "ฉันขายไอศกรีมกล่องนี้หมดแล้วก็จะกลับไปบ้านลุงรองของฉัน ฉันจะไปอยู่บ้านลุงรองสักพัก"
ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าลุงรองของฉินหยวนเฟิงรักและเอ็นดูเขาอย่างยิ่ง อีกทั้งเขายังสนิทสนมกับหวังหย่าจิ้ง ลูกสาวของลุงรองซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขามาตั้งแต่เด็ก
ในชาติที่แล้ว หลังจากฉินหยวนเฟิงประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ครอบครัวของลุงรองของเขาก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วยอย่างมาก ที่ทิงเสวี่ยรู้เรื่องนี้ก็เพราะหวังหย่าจิ้ง ลูกพี่ลูกน้องของฉินหยวนเฟิงเป็นเลขาส่วนตัวของเขา ในงานสำคัญหลายๆ ครั้งมักจะเห็นหวังหย่าจิ้งอยู่ด้วยเสมอ
ตอนนั้นคนนอกต่างเข้าใจผิดว่าหวังหย่าจิ้งเป็นคนรักของฉินหยวนเฟิง ด้วยหน้าตาที่ดูธรรมดา เธอจึงถูกรุมโจมตีอย่างหนัก ฉินหยวนเฟิงจนปัญญาต้องโพสต์ชี้แจงผ่านเวยป๋อบริษัทว่า 'หวังหย่าจิ้งเป็นลูกพี่ลูกน้องแท้ๆ ของผม เธอแต่งงานแล้ว'
เพียงเท่านั้นหวังหย่าจิ้งถึงได้หลุดพ้น
หลังจากกล่าวลาฉินหยวนเฟิงแล้ว ทิงเสวี่ยก็เดินตามหลินกั๋วผิงออกจากตลาด
ในเวลานี้ ร้านอาหารในตัวอำเภอยังมีไม่มากนัก ตัวเลือกจึงมีน้อยมาก หลังจากเลือกอยู่ครู่หนึ่ง สองพ่อลูกก็เลือกร้านอาหารเล็กๆ ที่มีสภาพแวดล้อมสะอาดสะอ้านแห่งหนึ่งแล้วนั่งลง
ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ ทิงเสวี่ยก็ปรึกษากับหลินกั๋วผิง "พ่อคะ หนูเองก็คิดจะขายไอศกรีมเหมือนหยวนเฟิงค่ะ แบบนี้หนูจะได้มีเงินค่าขนมบ้าง"
สำหรับข้อเสนอของเด็กหญิงคนนี้ หลินกั๋วผิงปฏิเสธโดยไม่ทันได้คิด "พ่อไม่เห็นด้วย บ้านเราไม่มีเงินก็จริง แต่พ่อก็จะไม่ให้ลูกต้องมาลำบากแบบนี้ อากาศร้อนขนาดนี้ ลูกก็อยู่บ้านเฉยๆ เถอะ ถ้าเบื่อก็ไปเล่นกับเพื่อนๆ หรือไม่ก็ไปดูทีวีบ้านลุงกั๋วจวินของลูก"
ทิงเสวี่ยไม่คิดว่าท่าทีของพ่อจะแข็งกร้าวถึงเพียงนี้ ไม่มีช่องว่างให้ต่อรองเลยแม้แต่น้อย
"พ่อคะ หนูไม่คิดว่ามันลำบากนะคะ หาเงินได้ หนูว่าหนูมีความสุขออก" ทิงเสวี่ยพูดอย่างจริงจัง
ถึงแม้เด็กหญิงจะแสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้า แต่หลินกั๋วผิงก็ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว "เรื่องอื่นพ่อตามใจลูกได้ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ ถ้าลูกไม่เชื่อฟัง พ่อจะโกรธจริงๆ นะ"
ทิงเสวี่ย "..."
หลินกั๋วผิงยอมเหนื่อยตายร้อนตายเสียเอง ดีกว่าจะให้ลูกสาวต้องลำบากแม้แต่น้อย เมื่อเห็นฉินหยวนเฟิงนั่งยองๆ ถือกล่องขายไอศกรีม เขาก็รู้สึกสงสารจับใจ แต่...นั่นไม่ใช่ลูกชายของเขา เขาไปยุ่งไม่ได้ ลูกสาวของเขาจะต้องไม่มาลำบากแบบนี้เด็ดขาด
ทิงเสวี่ยรู้ว่าถ้าเธอยังดึงดันยืนกราน พ่อจะต้องเสียใจมากแน่ๆ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถที่ปล่อยให้ลูกสาวต้องดึงดันออกไปหาเงินเอง ในที่สุดทิงเสวี่ยก็ล้มเลิกความคิดที่จะเลียนแบบฉินหยวนเฟิงออกไปขายไอศกรีม
พอเห็นเด็กหญิงเลิกดึงดัน หลินกั๋วผิงก็โล่งอก เขารู้นิสัยดื้อรั้นของลูกดี กลัวเหลือเกินว่าจะดื้อแพ่งไม่เลิก โชคดี...โชคดีที่แกยังรู้จักยอมถอย
อาหารมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว สองพ่อลูกหิวโซ พออาหารมาถึงก็เริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่สนใจภาพลักษณ์
ปกติเวลาหลินกั๋วผิงขายซาลาเปา ถึงจะหิวแค่ไหนเขาก็จะกลับไปกินบ้าน มีซาลาเปาอยู่กับตัวจะหิวได้อย่างไร? แต่หลินกั๋วผิงเสียดายไม่กล้ากิน นอกจากว่าซาลาเปาจะขายไม่ได้แล้วเขาถึงจะกินสักลูก ถ้าขายดีเขาก็จะไม่ยอมกินเด็ดขาด
ทานอาหารกลางวันเสร็จ สองพ่อลูกก็ออกจากร้านอาหารเล็กๆ นั้น แล้วมุ่งหน้าไปร้านหนังสือซินหัว
พอถึงร้านหนังสือซินหัว หลินกั๋วผิงก็รออยู่ข้างนอก ให้ทิงเสวี่ยเข้าไปเลือกหนังสือเอง
ร้านหนังสือซินหัวในตอนนี้มีประเภทหนังสือมากกว่าเมื่อก่อนมาก สามารถเห็นนิยายดีๆ จากต่างประเทศได้บ้างแล้ว
ทิงเสวี่ยเข้ามาในร้านหนังสือแล้วซื้อพจนานุกรมสำนวนจีนเล่มหนึ่ง และซื้อ "พจนานุกรมซินหัว" ฉบับปรับปรุงล่าสุดอีกเล่ม จากนั้นทิงเสวี่ยก็ซื้อชุดนิทานคัดสรรของแอนเดอร์เซนและพี่น้องตระกูลกริมม์
สำหรับผู้ใหญ่ นิทานเป็นเรื่องไร้สาระ ทิงเสวี่ยเพียงอยากชดเชยความเสียดายในชาติก่อน ที่ไม่ได้ตั้งใจอ่านนิทานของแอนเดอร์เซนและพี่น้องกริมม์ให้จบ
นอกจากผลงานของทั้งสองท่าน ทิงเสวี่ยยังเลือกนิทานคัดสรรของเจิ้งหยวนเจี๋ย ราชาแห่งนิทานจีน รวมถึง 'บทกวีถังสามร้อยบท' และ 'บทกวีซ่งสามร้อยบท' ติดมือมาด้วย
อีกทั้งยังซื้อตำราการเลี้ยงสัตว์อีกหนึ่งเล่ม ซึ่งตั้งใจจะมอบให้อาสามหลินกั๋วอัน
เป้าหมายหลักในการมาร้านหนังสือหนนี้ คือการหาตำราการเลี้ยงสัตว์ให้หลินกั๋วอัน เธอรู้ดีว่าอาสามเป็นคนหัวไว ขอเพียงเขาตั้งใจศึกษาและรู้จักนำไปพลิกแพลงใช้ การจะสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเลี้ยงหมูก็ไม่ใช่เรื่องยาก
หลังจากซื้อหนังสือที่ต้องการครบแล้ว ทิงเสวี่ยก็เดินออกมา หลินกั๋วผิงรีบเข้ามาจ่ายเงิน
เมื่อเห็นลูกสาวซื้อหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงปศุสัตว์ หลินกั๋วผิงก็ถามว่า "ลูกซื้อหนังสือแบบนี้มาทำไม?"
ทิงเสวี่ยบอกว่า "หนูซื้อให้อาสามค่ะ"
ความตั้งใจดีที่เด็กหญิงมีต่ออาสามทำให้หลินกั๋วผิงซาบซึ้งใจมาก ตัวเขาเองยังคิดไม่รอบคอบเท่าลูกสาวเลย
ออกจากร้านหนังสือ สองพ่อลูกก็เตรียมตัวกลับบ้าน
กลับถึงบ้าน หลินกั๋วผิงพักผ่อนเล็กน้อยแล้วก็ลงไปทำงานในไร่ ทิงเสวี่ยจัดข้าวของที่ซื้อมาให้เรียบร้อย แล้วก็เริ่มทำงานบ้าน
ทานอาหารเย็นเสร็จ ทิงเสวี่ยก็ไปหาหลินกั๋วอันเพื่อเอาหนังสือไปให้ด้วยความกระตือรือร้น
"อาสาม อาสาม หนูซื้อของดีมาให้ รีบออกมาดูเร็ว" ยังไม่ทันถึงลานบ้าน เด็กหญิงก็ตะโกนเรียกแล้ว
หลินกั๋วอันรีบออกมาจากในบ้าน "เสียวเสวี่ยซื้อของดีอะไรมาให้เหรอ?"
"อาสามหลับตาก่อน หนูให้ของแล้วค่อยลืมตานะคะ" ทิงเสวี่ยทำท่าลึกลับซับซ้อนโดยซ่อนของในมือไว้ข้างหลัง
หลินกั๋วอันหลับตาอย่างให้ความร่วมมือ แล้วยื่นมือที่เต็มไปด้วยหนังด้านๆ ออกมา
ทิงเสวี่ยบรรจงวางหนังสือลงบนมือของหลินกั๋วอันอย่างระมัดระวัง "อาสาม นี่เป็นของดีจริงๆ นะคะ เป็นของดีที่จะทำให้อาร่ำรวยได้ ตอนนี้อาลืมตาได้แล้วค่ะ"
หลินกั๋วอัน "..."
ไม่คิดว่าเด็กหญิงจะให้หนังสือเขาเล่มหนึ่ง เมื่อหลินกั๋วอันเห็นชัดๆ ว่าเป็นหนังสืออะไร เขาก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเด็กหญิงถึงให้หนังสือเล่มนี้แก่เขา
ในชั่วพริบตานั้น หลินกั๋วอันรู้สึกเหมือนมีสายลมอุ่นๆ อ่อนโยนพัดผ่านเข้ามาในหัวใจ