17..........
ร้านอาหาร “บีบีซี.ซีฟู้ด” ได้ฤกษ์เปิดร้านอย่างเป็ทางการในวันศุกร์ โดยเ้าของร้านอย่างสุรพลและดวงใจ แต่งตัวด้วยเสื้อเชิร์ต ลายดอกไม้สีสดใสอันเป็ชุดที่สุรพลออกแบบให้พนักงานเสิร์ฟทุกคนใช้ใส่เป็แบบฟอร์มเดียวกันแขกที่ได้รับเชิญให้มาในวันเปิดร้าน ต่างก็ไม่ลืมถือใบปลิวจากทางร้านที่แจกไปติดไม้ติดมือมาด้วยเนื่องจากจะได้รับส่วนลดถึงห้าสิบเปอร์เซนต์ในครั้งนี้ ซึ่งเป็โปรโมชั่นที่สุรพลกับภรรยาคิดขึ้นมา
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับพี่พล พี่ดวง..”
ธีรยุทธอวยพร เขาเดินทางมาพร้อมกับศรชัย
“สำหรับคุณสองคนเป็แขกวีไอพี..เราจัดโต๊ะไว้ให้ที่ศาลาไทยแล้วครับ..”
สุรพลสั่งให้เด็กในร้านพาสองหนุ่มไปที่โต๊ะส่วนเขายังคงยืนรับแขกอยู่หน้าร้าน
“อ้าวนิกร...ขอบใจนะที่อุตส่าห์มา”
สุรพลยิ้มรับนิกร อดีตลูกน้องเก่าที่กำลังเดินเข้ามา
“ต้องมาให้กำลังใจเถ้าแก่ใหม่สิครับ...เดี๋ยวเพื่อนๆ อดีตพนักงานบีบีซี.ก็จะยกกันมาทั้งสาขาเลยล่ะครับ พวกเรานัดกันแล้วว่าจะมาถล่มร้านพี่แบบกินไม่อั้นครับ..”
นิกรกล่าวสัพยอก
“เต็มที่เลยกร วันนี้ถือเสียว่าเป็วันรวมพลคนบีบีซี.ก็แล้วกัน นี่ยัยตากับยัยป่านก็โทรมาเมื่อสักครู่นี้เองอีกประเดี๋ยวก็คงมาถึง”
สุรพล เรียกเด็กในร้านให้พานิกรไปนั่งโต๊ะที่จัดไว้เป็แถวยาวเหมือนโต๊ะประชุม ในขณะที่กลุ่มของเพื่อน ๆดวงใจก็จัดไว้ให้อีกมุมหนึ่ง
สิตา ขับรถมาจากสุพรรณบุรีในตอนเย็น หล่อนแวะไปรับเปมิกาที่คอนโดแล้วจึงมาที่ร้านโดยสิตา มีของฝากจากสวนของหล่อนเป็พืชผักต่างๆ ที่ปลูกในสวนผักมามอบให้สุรพลในวันเปิดร้านอย่างเป็ทางการในวันนี้ด้วย
“รับรองผักปลอดสารพิษค่ะพี่พล…”
สิตาภูมิใจนำเสนอ
“เพื่อน ๆ มากันหมดแล้วนะจ๊ะสาวๆ…ได้ยินทุกคนถามหากันใหญ่ว่าขาดไปสองคน”
ดวงใจบอกแก่สองสาวที่เพิ่งมาถึง
“เหรอคะพี่ดวง…งั้นเรารีบไปกันเถอะป่าน อุ๊ย..ตื่นเต้นจังเลยไม่ได้เจอกันตั้งนาน..”
สิตา จูงแขนเปมิกาเข้าไปข้างในด้วยความดีใจ สุรพลและภรรยามองตามสองสาวยิ้ม ๆก่อนจะรับแขกที่ทยอยมาไม่ขาดสายในวันเปิดร้านวันแรก
เสียงเจี้ยวจ้าวพูดคุยกันเหมือนมีคนจำนวนมากมารวมกลุ่มกัน แล้วต่างคนต่างก็อยากจะเล่าความเป็ไปในชีวิตให้กับอีกคนหนึ่งฟังทำให้เป็ไปในลักษณะไม่มีใครยอมฟังใคร มีแต่คน อยากจะเล่า จึงทำให้เกิดเสียงดังเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์
“ต๊าย..นึกว่ามาตลาดสดนะเนี่ย..”
สิตา ส่งเสียงดัง ซึ่งก็ได้ผลทุกคนที่ร่วมวงต่างก็หยุดส่งเสียงพูดคุยกันชั่วคราวหันไปมองสองสาวที่เพิ่งมาถึงร้านเป็คนสุดท้ายก่อนจะส่งเสียงโห่ต้อนรับเป็การหยอกล้อ
“พี่ตา…ทำไมตัวดำปิ๊ดปี๋แบบนี้ครับ..”
นิกร เปิดปากทักทายอดีตเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่
“นั่นน่ะสิ…ไปทำนามาเหรอจ๊ะน้องตา..”
มาลี สาวลูกสองร่วมผสมโรงไปด้วย
“แหม..ใครจะขาวจั๊ว หน้าใสเหมือนเธอล่ะนายกร..พี่ไม่ได้โชคดีได้รับคัดเลือกเข้าทำงานที่บริษัทตามหนี้ไม่ได้อยู่ห้องแอร์เหมือนเธอนี่จ๊ะ..ก็ต้องดำเป็ของธรรมดา..”
จากนั้นสิตา ก็เล่าชีวิตสาวชาวสวนผักให้กับทุกคนฟังอย่างออกรสออกชาติ รวมทั้งคนอื่น ๆต่างก็ทยอยเล่าถึงชีวิตความลำบากที่ต้องเผชิญหลังจากถูกออกจากงานกันไป
เปมิกา จึงได้รับรู้สารทุกข์สุกดิบของทุกคนถ้วนหน้าซึ่งต่างก็ต้องต่อสู้ชีวิตกันอย่างไม่ท้อแท้ ไกรสิทธิ์เพื่อนรุ่นน้องร่วมแผนกสินเชื่อก็ไปเปิดท้ายขายกางเกงยีนส์ตามตลาดนัด
“ชีวิตพ่อค้าขายกางเกงยีนส์อย่างผม มันต้องตระเวนไปตามที่ต่าง ๆบางทีก็ไปถึงต่างจังหวัด เดินสายยังกะเล่นคอนเสิร์ตเชียวล่ะ..”
ไกรสิทธิ์ บอกด้วยสีหน้าที่พยายามให้มีความสุขกับชีวิต
สมหญิง อดีตเคยเป็ถึงสมุห์บัญชีสาขาก็เล่าถึงชีวิตหลังแบ็งก์เจ๊งว่าเธอต้องล้มป่วยหมดค่ารักษาไปหลายหมื่น ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีงานทำอาศัยช่วยงานที่บ้านเล็กๆ น้อย ๆ พอได้อยู่อาศัยไปวัน ๆ
“อายุขนาดเรา บริษัทไหนจะรับเข้าทำงานล่ะ..ใช่ไหมมันก็ต้องหาอะไรทำเล็กๆ น้อย ๆ”
สมหญิงบอกด้วยน้ำเสียงรันทดแต่ก็พยายามที่จะปลง ส่วนประชา หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบกว่าก็หันไปเปิดร้านขายข้าวขาหมูในห้างสรรพสินค้า พอเลี้ยงตัวได้ไม่ถึงกับขาดทุน แต่เขาก็คิดที่จะทำอย่างอื่นที่จะทำให้มีรายได้มากกว่านี้ เพื่อให้พอกับรายจ่ายในครอบครัวที่มีภาระต้องดูแลบิดามารดาที่แก่ชรา
คนที่โชคดีได้ทำงานกับบริษัทตามหนี้ของบีบีซี.คือ นิกร แดง และหนูนา ต่างก็บอกว่าไม่ได้สบายอะไรมากมายต่างก็กดดันในการทำงานเช่นกัน
“ต้องทำงานตามหนี้ให้ได้เป้า…มันเครียดอยู่เหมือนกันสัญญาจ้างก็ปีต่อปี ไม่รู้ว่าสิ้นปีจะถูกคัดออกหรือเปล่า”
หนูนา เป็คนพูดให้ทุกคนรับทราบถึงชีวิตสาวออฟฟิศที่เป็เ้าหน้าที่ติดตามทวงหนี้
เปมิกา เริ่มสรุปได้ว่าทุกคนต่างก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนในแบบฉบับของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น
มาลี โชคดีที่สามีของหล่อนได้ถูกคัดเลือกให้เข้าไปทำงานกับบริษัทตามหนี้ในตอนหลังซึ่งถือว่าเป็คู่สามีภรรยาที่ทำงานกับบีบีซี.แล้วได้รับการช่วยเหลืออย่างน้อยหนึ่งคนให้ได้มีงานทำ
“ตอนนี้พี่ก็ไม่มีงานทำเคยทำขนมขายขาดทุนก็เลยหยุด แต่เมื่อเดือนที่แล้วมีคนชวนพี่ไปดูบริษัทขายตรง พี่จึงอยากจะชวนป่านไปด้วยกัน สนใจไหมป่าน”
มาลีกล่าวชวน เปมิกา เพราะเห็นว่ายังไม่ได้งานทำ
“ไปกับพี่มาลีเถอะป่าน ถ้าไม่ได้เื่ยังไงก็มาขอเป็เด็กเสิร์ฟที่ร้านพี่พลนี่ก็แล้วกัน..”
สิตา กล่าวสนับสนุนเพื่อน
“พี่มาลีก็โทรไปหาป่านก็แล้วกันค่ะว่าจะไปวันไหน”
เปมิกา ยอมเปิดใจที่จะลองไปศึกษางานขายที่ใจไม่เคยชอบดูสักครั้งเพราะไม่มีทางให้เลือกมากนักในเวลานี้
การพูดคุยของกลุ่มอดีตเพื่อนร่วมงานของเปมิกาเป็ไปด้วยความสุขเป็การย้อนรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งเคยร่วมทำงานในสาขาเดียวกันมานาน แต่..งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ดังนั้นทุกคนก็เริ่มทยอยกลับกันไปทีละคนสองคนในเวลาเกือบเที่ยงคืน กระทั่งเหลือ เปมิกา กับ สิตา เป็สองคนสุดท้าย ทำให้สุรพลต้องเชิญทั้งสองไปร่วมโต๊ะเดียวกับธีรยุทธ และ ศรชัย ที่นั่งอยู่ด้วยกันอีกโต๊ะหนึ่ง
“ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้พี่พลไม่ยอมแตะเหล้า..ทนได้หรือพี่..”
เปมิกาถามด้วยความแปลกใจที่เห็นสุรพลไม่ยอมดื่มเหล้าเลยแม้ศรชัยจะส่งแก้วให้ถึงมือ
“ทนไม่ได้ก็ต้องทนกลัวเมียด่า..เพราะพี่ดันไปสัญญาว่าเปิดร้านเมื่อไหร่จะต้องเลิกดื่มเหล้าหัวราน้ำ ไม่งั้นเมียสั่งปิดร้านแหง ๆ ..” สุรพลเล่าด้วยความเสียวสันหลัง
“แต่แอบกรึ๊บได้เวลาเมียเผลอ…เอาหน่อยน่าพี่นิดเดียว” ศรชัยส่งแก้วเบียร์ให้เพื่อลองใจ
“จะดีเหรอคุณชัย..เมียผมจมูกไวยังกะอะไรดีดื่มไปนิดเดียวก็ได้กลิ่น ผมไม่อยากถูกปลดออกจากเ้าของร้านั้แ่ยังไม่ทันได้เริ่มดำเนินกิจการหรอกครับ..”
สุรพลใจแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ
“ขออนุโมทนาสาธุด้วยค่ะพี่พลขา…”
สิตายกมือท่วมหัว สุรพลยิ้มแหย ๆ
ธีรยุทธ หันมาสนทนากับแขกร่วมโต๊ะทั้งสองสาวด้วยความสนใจใคร่รู้ในการดำเนินชีวิตเขากล่าวกับสิตาในตอนหนึ่งว่า อยากจะใช้ชีวิตเป็เกษตรกรเป็ชาวไร่ชาวสวนเช่นเดียวกับสิตา เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายของสังคมเมือง ที่มีแต่การแก่งแย่งดิ้นรนอย่างเหนื่อยล้าทั้งกายใจจากนั้นเขาก็หันไปดื่มเหล้าต่อคล้ายคนที่กำลังมีความทุกข์อย่างหนัก
“ฉันว่าคงเป็เพราะคุณธีม อกหักจากคุณแมวแหง ๆ…ถึงอยากหลบไปอยู่ไกลๆ ว่าไหมป่าน” สิตาแอบกระซิบกับเปมิกา
“รู้ได้ไงยะ...”
“หล่อนจำไม่ได้รึไง..ตอนที่เราเจอคุณแมวกับแฟนฝรั่งที่วัดพระแก้วน่ะ..คุณแมวท่าทาง
สวีทกับฝรั่งนั่นจะตายคงจะเป็แฟนใหม่จริง ๆ น่ะแหละ พอคุณธีมรู้ว่าแฟนมีผู้ชายคนใหม่ก็เลยหันมาดื่มเหล้าเหมือนดื่มน้ำแบบนี้ไง..”
คำสันนิษฐานของสิตา ทำให้เปมิการู้สึกเห็นใจธีรยุทธที่เขาช่างโชคร้ายเหลือเกิน ทั้งเื่งาน และความรัก…แต่เขาก็ไม่ได้โชคร้ายไปกว่าเปมิกานักหรอก เพราะหล่อนสมัครงานไว้ตั้งหลายที่ ก็ยังไม่เห็นมีที่ไหนตอบรับให้ไปทำงานสักแห่ง ยิ่งเื่ของความรักของเปมิกาก็ยิ่งน่าเศร้าไม่แพ้ธีรยุทธเนื่องจากหล่อนยังระแวงสงสัยเื่ที่บุรินทร์จะเป็เกย์ตามที่ได้ยินมา ซึ่งหล่อนก็กำลังแอบดูพฤติกรรมของบุรินทร์อยู่อย่างเงียบ ๆและแอบไปซื้อหนังสือ “ผู้ชายสีม่วง” มาอ่านประดับความรู้ด้วย
“ถ้าแฟนคุณเป็สุภาพบุรุษอย่างเหลือเกินจนน่าสงสัยไม่ยอมแม้จะแตะเนื้อต้องตัวคุณให้คุณต้องมัวหมองจนทำให้หลงคิดว่าเขาให้เกียรติและจริงใจกับคุณนั้นแท้จริงแล้ว..อาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณคิด..เขาคนนั้นไม่อยากจะแตะต้องเพศหญิงต่างหากล่ะ…เพราะเขาอยากจะมีเสน่หากับเพศเดียวกันเท่านั้น….”
เปมิกา จำประโยคเ่าั้ในหนังสือได้อย่างขึ้นใจ แต่หล่อนก็ยังไม่อยากจะปรักปรำบุรินทร์เพียงเพราะเหตุผลตามที่ได้อ่านในหนังสือนั้น
“แม่ได้ฤกษ์แต่งงานของเธอมาแล้วนะยัยแมว…เป็วันที่25 เดือนหน้า..”
เสียงของปรางทอง ที่กล่าวขึ้นบนโต๊ะอาหาร ที่มีสมาชิกอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันครบทำให้ทุกคนชะงักไป แต่คนใมากที่สุดคือ นภาพร ที่นั่งตัวชาไปชั่วขณะ
“วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้วคะคุณแม่…”
สมรถามผู้เป็มารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“วันที่ยี่สิบเอ็ด…” ปรางทองตอบอย่างอารมณ์ดี
“งั้นยัยแมวก็มีเวลาเตรียมตัวเป็เดือนคงทันค่ะ..”
สมรหันไปมองน้องสาว
“แมว..ว่ามันเร็วไปนะคะแม่..”
พอตั้งสติได้นภาพรก็รีบแย้งขึ้นทันที หล่อนยังไม่กล้าหักหาญน้ำใจมารดาด้วยการประกาศไม่แต่งงานกับมาร์ค เพราะหล่อนรับปากมารดาก่อนไปเชียงใหม่แล้วนั่นเองเห็นทีหล่อนจะต้องไปปรึกษามาร์ค เพื่อแก้ปัญหานี้เสียแล้ว
“มันช้าไปด้วยซ้ำ…อย่าลืมนะยัยแมว ว่าหล่อนทำอะไรไว้..ลูกผู้หญิงน่ะเสียอะไรไปแล้วมีแต่จะไร้ค่า ถ้าเธอฉลาดก็ไม่ควรปล่อยให้มันล่าช้าไปกว่านี้นะ..ถ้าเกิดมีอะไรขึ้นมาในตัวหล่อนมันจะขายหน้าไปมากกว่านี้ก็ได้…”
ปรางทอง พูดย้ำถึงการกระทำของลูกสาว ภาพที่เห็นนภาพรนอนเปลือยเปล่ากับมาร์คนั้น มันติดตานางจนยากที่จะลืมได้ง่ายๆ
“ที่คุณพูดหมายความว่ายังไงหรือคุณปราง…”
อรรคพงษ์ถามภรรยาด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่เห็นจะต้องตีความอะไรอีกเลยนะคุณ ก็ลูกสาวคุณน่ะมีอะไรกับตามาร์คไปแล้วน่ะสิ..”
“จริงหรือยัยแมว..” อรรคพงษ์ หันไปจ้องหน้าลูกสาวคนเล็กตาเข็มง
นภาพร ไม่ตอบได้แต่ก้มหน้านิ่งเม้มปากสนิทเพียงแค่นี้ผู้เป็บิดาก็เข้าใจได้แล้ว
“ทำไมถึงเกิดขึ้นได้…มีใครวางแผนอะไรให้มันเกิดขึ้นรึเปล่า..”
เขาหันไปมองหน้าสมรแทน
“เปล่านะคะคุณพ่อ…โธ่..ใครจะวางแผนอะไรคะ..ก็เป็เื่ของหนุ่มสาวอยู่ใกล้ชิดกันมันก็เป็ธรรมดาที่จะเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้..แต่คุณพ่อไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ มาร์คเขาพร้อมที่จะรับผิดชอบคนของเราอยู่แล้วล่ะค่ะ…”
สมรพูดให้บิดาสบายใจหายห่วง
“แมว..ลูกเต็มใจที่จะแต่งงานกับมาร์คหรือเปล่า”
อรรคพงษ์ หันมาถามนภาพร
“คุณถามลูกบ้า ๆแบบนี้ได้ไงคุณอรรถ ..จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ต้องแต่ง ก็เล่นไปนอนกับเขาเองถึงในห้องขนาดนั้นจะบอกว่าไม่เต็มใจได้ไง..”
เสียงปรางทอง แว้ดขึ้นมากลางโต๊ะอาหารจนทุกคนสะดุ้งโหยง
“ผมถามลูกนะ..ว่าไง..ยัยแมว..”
อรรคพงษ์ หันไปปรามภรรยาก่อนจะถามลูกสาว
“ก็…แมวไม่มีทางเลือกนี่คะคุณพ่อ..”
นภาพร ร้องไห้โฮออกมา และวิ่งขึ้นไปข้างบนบ้าน
“ลูกไม่เต็มใจผมรู้…” อรรคพงษ์หันไปพูดกับภรรยา
“คุณจะรู้อะไรก็ช่าง…แต่ฉันจะไม่ยอมให้ยัยแมวหลบหนีการแต่งงานกับมาร์คแน่นอน..”
“คุณมัน….ไม่มีหัวใจ..”
อรรคพงษ์ กล่าวตำหนิภรรยาก่อนจะลุกออกไปอีกคน