ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 103 ประเมินสมบัติล้ำค่า

            โหยวเสี่ยวโม่แหงนหน้ามองโรงประมูลที่ใหญ่โตตรงเบื้องหน้าปากหลุดคำอุทานออกมา

            โรงประมูลนี่ช่างใหญ่โตเสียจริงแม้กระทั่งโดมรังนกโอลิมปิกของโลกปัจจุบันยังไม่ใหญ่โตเท่านี้เลยตอนนั้นเขาอุตส่าห์ไปดูการแข่งขันถึงสนาม ยังสึกประทับใจกับความอลังการของสนามรังนกนั่นอยู่เลยแต่ตอนนี้เทียบกับโรงประมูลในเมืองฮุยจี๋แล้ว พึ่งรู้ตัวว่าเทียบกันไม่ติดเลย

            รังนกยังใหญ่ไม่ถึงครึ่งของโรงประมูลเลยอีกอย่างวัสดุที่ก่อสร้างก็มีแต่ของไม่ธรรมดา แผ่นหินสีดำทมิฬไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้ว ด้านบนนั้นแทบไม่มีร่องรอยอะไรเลย

            สถานที่โอ่อ่าแห่งนี้ชื่อว่าโรงประมูลเจ็ดดวงดาราว่ากันว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนก็คือเจ้าเมืองฮุยจี๋นั่นเองเป็นผู้ที่มีพลังสูงส่ง อีกทั้งยังมีอำนาจทหารในมือเป็นจำนวนมากดังนั้นจึงไม่เคยมีใครกล้าก่อเรื่องที่นี่

            ประตูด้านนอกของโรงประมูลเจ็ดดวงดารามีทหารคุ้มกันสวมชุดดำอาวุธครบมืออยู่ราวยี่สิบกว่าคนสายตาราวกับเหยี่ยวคอยจ้องมองผู้คนที่ผ่านไปมาหรือผู้ที่เข้ามายังโรงประมูลโหยวเสี่ยวโม่รู้สึกได้ถึงพลังที่ส่งผ่านจากตัวพวกเขาออกมา สายตายิ่งทวีความฉงน

            คนพวกนี้สุดยอดจังไม่เสียทีที่เป็นเมืองอันดับหนึ่งในสามของดินแดนหลงเสียงทิศใต้เบื้องหลังความเจริญนั้นมีผู้มีอำนาจแข็งแกร่งปกครองอยู่

            นับแต่พวกเขาทั้งสองปรากฏตัวสายตาของทหารคุ้มกันชุดดำยี่สิบกว่าคนก็จดจ้องที่พวกเขา หรือพูดให้ถูกคือจดจ้องอยู่ที่ตัวหลิงเซียว ส่วนโหยวเสี่ยวโม่ที่อ่อนแอบอบบาง ถูกพวกเขาเมินโดยสิ้นเชิง

            หลังลงจากรถหลิงเซียวลูบข้างหูม้าเพลิงอัคคีเบาๆ แล้วกระซิบ “ไป หาที่รอเงียบๆก่อน”

            พูดจบม้าเพลิงอัคคีก็หันหัววิ่งออกไปทางฝั่งประตูเมือง

            โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินเสียงม้าหันหัวมาเห็น ตกใจรีบกระโจนออกไปจะเรียกรถม้ากลับมา แต่ถูกหลิงเซียวห้ามไว้ก่อน

            “ท่านห้ามข้าทำไมม้าวิ่งหนีไปแล้ว” โหยวเสี่ยวโม่เอ่ยอย่างร้อนรน

            “วางใจเถอะ มันหนีไปไหนไม่ได้หรอก” หลิงเซียวเอ่ยปลอบขวัญ

            โหยวเสี่ยวโม่หันกลับมามองเขาพิจารณาว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจริงหรือเปล่า แต่ถึงแม้จะจริงหรือปลอมก็ไม่ทันแล้วเพราะม้าเพลิงอัคคีวิ่งหายวับไม่เห็นแม้แต่เงา

            ภายใต้การสังเกตการณ์ของทหารคุ้มกันเหล่านั้นหลิงเซียวก็หิ้วตัวโหยวเสี่ยวโม่เดินเข้าไปยังโรงประมูล

            แม้ว่าเวลาประมูลจะยังไม่เริ่มแต่คนเข้าออกนั้นเยอะพอสมควร อาคารภายในมีผู้คนเดินพลุกพล่านไปมาโหยวเสี่ยวโม่ยืนอึ้งอยู่ภายในโถงอาคารกว้าง หลิงเซียววางเขาลงจากนั้นพาเขาเดินไปยังโถงกลาง

            ด้านบนของโถงกลางนั้นมีจอภาพสีดำแขวนอยู่ทำมาจากหินหยก บนจอภาพนั้นมีสิ่งของเคลื่อนไหวไปมา ทั้งหญ้าเซียน ยาเซียนตันตำราวิชายุทธ์และของประมูลทั้งหลายแหล่ ขั้นต่ำสุดเห็นจะเป็นขั้นสี่แต่โรงประมูลเจ็ดดวงดาราที่ใหญ่โตขนาดนี้หญ้าเซียนและยาเซียนตันชั้นล่างไม่มีโอกาสมาโผล่ในนี้ได้จริงๆ

            โหยวเสี่ยวโม่ชะเง้อคอมองของบนจอภาพ

            จากท่าทีคนอื่นๆนั้นล้วนเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไป แต่กับเขาแล้วนั่นล้วนเป็นสิ่งที่เขาอยากได้

            สำหรับของล้ำค่าหายากที่ไม่ได้ขึ้นจอภาพนั้นหากเขาได้มา ก็คงไม่ทันได้เชยชม เพราะตอนนี้เขายังเป็นยาจกคนหนึ่งที่บนตัวเหลือเงินอยู่ไม่กี่สิบตำลึงเท่านั้น

            หลิงเซียวกวาดตามองสายตาไปหยุดที่แผ่นป้ายประเมินสมบัติล้ำค่าที่แขวนอยู่บนห้องหินตรงทางเข้ามีร่างกำยำยืนเฝ้าอยู่สองคน เมื่อเห็นพวกเขาสายตามองขวับแล้วปล่อยพวกเขาเดินเข้าไป

            โหยวเสี่ยวโม่โผล่หัวจากหลังหลิงเซียวมองห้องลับมากมายอย่างตื่นตาตื่นใจ เห็นเงาคนเคลื่อนไหวไปมา การแบ่งห้องแบบนี้สามารถเลี่ยงการเปิดเผยสมบัติล้ำค่าที่จะประเมิน เผื่อมีคนคิดแผนร้าย

            ขณะที่กำลังดูหญิงสาวรับใช้แต่งตัววาบหวามก็เดินมายังพวกเขา คอเสื้อคว้านลึกเห็นถึงทรวงอกขาวความเปิดกว้างนั้นพอๆ กับคนปัจจุบัน สาวรับใช้มองข้ามโหยวเสี่ยวโม่ไปแล้วหยุดสายตาที่รูปร่างองอาจของหลิงเซียว พลันส่งยิ้มพิศวาสเอ่ยน้ำเสียงฟังแล้วจั๊กจี้ “ท่านทั้งสองมาเพื่อประเมินสมบัติล้ำค่าหรือมาส่งของที่จะขายประมูลเจ้าคะ?”

            หลิงเซียวตอบไปว่าข้อหลังปรายหางตามองโหยวเสี่ยวโม่ที่ใบหน้าตะลึงจ้องหญิงสาวอยู่ พลันไม่สบอารมณ์

            สาวรับใช้นึกว่าหลิงเซียวไม่ชอบท่าทีของตัวเองจึงรีบปรับสีหน้า พาพวกเขาเข้าไปด้านในห้องลับอย่างนอบน้อม

            ขณะที่นางหันหลังไปหลิงเซียวคว้าข้อมือโหยวเสี่ยวโม่แล้วถาม “เจ้ามองอะไรน่ะ?”

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่ทันสังเกตท่าทีเขาจึงตอบกลับไปว่า “คิดไม่ถึงว่าผู้หญิงที่นี่จะเปิดเผยกันเพียงนี้ข้านึกว่าพวกเขาจะแต่งตัวมิดชิดกว่านี้ น่าตกตะลึงจริงๆ!”

            “แล้ว เจ้าชอบผู้หญิงพวกนี้หรือ?” หลิงเซียวหรี่ตามอง เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา

            “จะเป็นไปได้ยังไง!” โหยวเสี่ยวโม่ตอบแทบไม่ต้องคิด แล้วเอ่ยต่อ “ข้าชอบสาวงามที่เรียบร้อยใสซื่อมากกว่าแบบนี้โป๊เกินไป ข้าไม่ชอบ”

            แรกที่ได้ยินเขาปฏิเสธชัดเจนหลิงเซียวท่าทีอ่อนโยนลงเยอะ แต่ไม่ทันไรประโยคหลังที่ตามมา สายตานั้นก็ก่อตัวเป็นพายุรุนแรงเพียงแต่ใครบางคนยังไม่ทันสังเกต

            “เจ้าชอบสาวงามที่ใสซื่องั้นหรือ?” หลิงเซียวโอบเอวเขาแนบชิดตัวเอง สิ่งที่พูดนั้นฟังดูไม่มีอะไรแต่น้ำเสียงกลับฟังดูเย็นยะเยือก

            ทันใดคนที่ปฏิกิริยารับรู้เชื่องช้าก็รู้ตัวเสียทีเงยหน้าเห็นหลิงเซียวยิ้มอ่อนโยนมาก กระทั่งตาก็ยิ้มอยู่เพียงแต่เป็นรอยยิ้มที่มืดมน ทันใดโหยวเสี่ยวโม่ก็ใจเต้นรัว

            จบแล้วๆ ตั้งแต่เขารู้จักหลิงเซียวมาเขาไม่เคยเห็นเขายิ้มเช่นนี้มาก่อน ยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมีความมืดมนของศุกร์ที่สิบสามแต่หลิงเซียวนั้นมีรอยยิ้มแห่งความมืดมนนี้แทน

            “ศะ ศิษย์พี่หลิง พวกเรา…ควรเข้าไปแล้ว” โหยวเสี่ยวโม่พูดน้ำเสียงสั่นๆโหยวเสี่ยวโม่ตัวจิ๋วในใจกำลังร่ำไห้แทนเขา คราวนี้เผลอทำอะไรไปอีกล่ะ ร้องไห้!

            หลิงเซียวยิ้มค่อยๆ “เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลย”

            ความผวานี้รอยยิ้มที่น่ากลัวกว่าตอนดูหนังผี เจ้าหมอนี่เขารู้สึกได้เลยว่ารอยยิ้มแบบนี้จะทำให้เขากลัวไปตลอดชีวิตก็ว่าได้ตอนนี้เห็นเขายิ้มแบบนี้ทีไร ก็อกสั่นขวัญแขวน

            “นั่นมัน…ท่านเข้าใจผิดแล้ว…” โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลาย กลอกตารีบคิดหาทางเอาตัวรอด

            “ข้าเข้าใจผิดอะไรหรือ?” หลิงเซียวมองเขาตาหยี

            โหยวเสี่ยวโม่กลอกตา เอ่ยอ้ำอึ้ง “ที่ข้าบอกว่าชอบอันที่จริงคือ…หมายถึงชื่นชม ใช่ ชื่นชมน่ะเมื่อครู่เจ้าก็เห็น สาวรับใช้เมื่อครู่แต่งกายวาบหวาม กระทบกับวัฒนธรรมไม่น่าดูชม ผู้หญิงแบบนี้ คนทั่วไปก็คงไม่ชอบหรอกดังนั้นใสซื่อเรียบร้อยหน่อยดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ทำอะไรเกินเลย…”

            หลิงเซียวขมวดคิ้ว จ้องเขาอยู่นานแล้วหรี่ตามอง “จริงหรือ?”

            โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้ารับพลางเช็ดเหงื่อ “จริงแน่นอนสิ” ใครจะกล้าบอกว่าไม่จริงล่ะ หากพูดตามจริงไป คงโดนหลิงเซียวตบตายคามือชีวิตหลากสีสันของเขาพึ่งจะเริ่มต้นขึ้น ไม่อยากรีบตายเร็ว!

            “ที่เจ้าพูดมันก็มีเหตุผล…” หลิงเซียวเก็บสายตาขู่เอาเรื่องใบหน้าหล่อเหลากลับมาเป็นแบบอ่อนโยนเหมือนเดิม ตบบ่าเขาเบาๆ ยิ้มพลางเอ่ย “ครั้งนี้จะปล่อยเจ้าไปก่อน”

            โหยวเสี่ยวโม่ถูจมูกอย่างเศร้าสร้อยคงต้องขอบพระคุณเขาสินะ มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้เหงื่อไหลเย็นวาบของเขาในวันนี้นั้นรวบรวมมาจากตลอดเวลาที่ผ่านมา

            สองคนเดินเข้าไปยังห้องลับที่สาวรับใช้นำทางโหยวเสี่ยวโม่รีบปิดประตู ประตูห้องลับทำจากเหล็ก หนาแน่นพอควร กั้นเสียงได้หลีกเลี่ยงคนที่แอบฟังจากข้างนอก

            ห้องลับไม่กว้างนัก กลางห้องมีผู้เฒ่าผมหงอกยืนอยู่ผู้เฒ่าสวมชุดดำล้วน ใบหน้ามีริ้วรอยตามอายุ แต่สายตานั้นดูเป็นประกายกำลังมองพวกเขาอย่างใคร่ครวญ

            โหยวเสี่ยวโม่พบว่าผู้เฒ่านี่น่าจะเป็นนักหลอมโอสถส่วนเรื่องที่เขารู้ได้ยังไงนั้น เพราะว่าเขารู้สึกถึงพลังจากดวงวิญญาณนั้นแข็งแกร่งนักฝึกตนไม่เหมือนนักหลอมโอสถ พวกเขาฝึกฝนวิญญาณไม่ได้ดังนั้นดวงจิตวิญญาณจะอ่อนแอกว่านักหลอมโอสถ

            “เชิญนั่งทั้งสองท่าน” ผู้เฒ่าผายมือไปยังเก้าอี้สองตัวด้านหน้าโต๊ะ นั่งลงแล้วเอ่ยเสียงเนิบ “ท่านทั้งสองต้องการตีราคาของล้ำค่าอะไร ตอนนี้เอาออกมาได้เลย”

            โหยวเสี่ยวโม่นั่งลงพลันหยิบก้อนน้ำแข็งเท่าสมองออกมาจากถุงเก็บของแล้ววางบนโต๊ะ

            ผู้เฒ่าเดิมนึกว่าพวกเขาจะตีราคายาเซียนตันอะไรเทือกนี้จู่ๆ เห็นเขาหยิบก้อนน้ำแข็งออกมา จากนั้นหรี่ตา แม้จะเอะใจบ้างแต่ถึงขั้นเอามาประมูลขายได้คงไม่ใช่ของธรรมดาแน่แต่พอพลังปราณวิญญาณเขาสัมผัสถึงก้อนน้ำแข็งนั้น ร่างกายสะดุ้ง ทันใดก็เบิกตากว้าง “นี่คือ…”

            ผู้เฒ่าหยิบก้อนน้ำแข็งขึ้นมาดมหน้าเปลี่ยนทันใด “นี่คือน้ำปราณ?”

            ของล้ำค่าอย่างน้ำปราณในดินแดนหลงเสียงนับว่าเป็นของหายากอย่างยิ่งเพราะมันเร่งฟื้นฟูพลังปราณของนักฝึกตนได้รวดเร็ว หากว่าอยู่ระหว่างการต่อสู้ของสิ่งนี้ก็เป็นเหมือนยาเซียนตันช่วยชีวิตเป็นสิ่งที่นักฝึกตนล้วนอยากมีไว้ในครอบครอง แต่ที่ผ่านมานั้น มันเป็นแค่ของที่มีราคาแต่ไม่มีแหล่งซื้อ

            โหยวเสี่ยวโม่พยักหน้า “นี่เป็นเพียงชิ้นเล็กๆท่านลองดูสิว่าจะประมูลขายได้เท่าไหร่?”

            ผู้เฒ่ารีบข่มสีหน้าตื่นเต้นจากนั้นพินิจพิจารณาอีกรอบ ใคร่ครวญครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ของสิ่งนี้คือน้ำปราณไม่ผิดแน่แต่มันไม่บริสุทธิ์เท่าที่ควร มีสิ่งแปลกปลอมค้างอยู่ต้องผ่านการหลอมก่อนถึงจะใช้งานได้แต่ว่าแบบนี้ก็เท่ากับก้อนขนาดนี้สามารถหลอมน้ำปราณที่แท้จริงออกมาได้เพียงหยดเดียวถ้าอิงตามราคาที่เมืองฮุยจี๋คำนวณแล้วน้ำปราณหนึ่งหยดราคาขั้นต่ำสุดคือราวหนึ่งแสนตำลึงทอง”

            โหยวเสี่ยวโม่พลันรู้สึกอิ่มเอม…

    ก้อนใหญ่ขนาดนี้กลับหลอมได้น้ำปราณแท้ได้เพียงหยดเดียวแต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกใจชื้นคือน้ำปราณแท้หยดเดียวราคาต่ำสุดกลับสูงถึงหนึ่งแสน ตัวเลขนี้สูงกว่าที่เขาคาดการณ์เขาคิดว่ามากสุดคงได้แค่หนึ่งหมื่น

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390