สดับวาจาผู้นำหมู่บ้าน หญิงชราแซ่จางซึ่งตามมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็รีบเสนอตัวด้วยความกระตือรือร้น “ท่านผู้นำหมู่บ้าน ข้าว่างอยู่พอดี ให้ข้าช่วยพวกเขาเถอะ!”
ผู้นำหมู่บ้านเหลือบมองหญิงชราด้วยความไม่พอใจ และตอกกลับไปอย่างเย็นชา “จ้างคนทำงานทั้งทีต้องหาคนที่ทำงานคล่องแคล่วว่องไว คนขี้เกียจอย่างเจ้าข้าไม่กล้าให้ทำหรอก!”
แม่เฒ่าจางเป็นคนเกียจคร้านที่สุดในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างรู้ดี แต่กลับเป็นคนฉลาดในการคิดวิธีแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ในเวลาเช่นนี้จึงมักจะเห็นนางเสนอตัวเข้ามา
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองหญิงชรา จดจำนางไว้ในใจ ยายเฒ่านี่คือคนขี้เกียจเลื่องชื่อ ทั้งยังชอบใช้ความฉลาดเอาเปรียบคนอื่น ไม่จำเป็นต้องคบค้าสมาคมด้วย
แม่เฒ่าจางนึกไม่ถึงว่าผู้นำหมู่บ้านจะเผยธาตุแท้ของนางต่อหน้าชาวบ้านที่เพิ่งเข้ามาใหม่เช่นนี้ จึงรู้สึกอับอายมาก ทั้งยังทำให้ชาวบ้านโดยรอบหัวเราะบนความทุกข์ของนางด้วย ต่อให้หน้าหนาเพียงใดนางก็รู้สึกอับอาย จึงก้มหน้าและวิ่งหนีไป
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเสนอตัวอีก ผู้นำหมู่บ้านจึงเอ่ยขึ้น “เรื่องการหาคนข้าจะจัดการให้เอง ชาวบ้านแต่ละคนมีนิสัยอย่างไรข้าย่อมรู้ดี คนที่ถูกเลือกจะได้รับค่าแรงคนละห้าอีแปะ ส่วนคนที่ไม่ถูกเลือกก็ทำตัวดี ๆ เข้าไว้ ครั้งหน้าอาจมีโอกาสได้รับเลือก หลายปีมานี้ทุกคนคงรู้ดีว่าข้าจัดการทุกเรื่องอย่างยุติธรรม หากใครมีความเห็นอะไรก็เสนอมาได้เลยตอนนี้ หากใครกล้านินทาลับหลัง ข้าจะจัดการให้เข็ด!”
ผู้นำหมู่บ้านประกาศกร้าว สีหน้าเคร่งขรึม ชาวบ้านเองก็เชื่อฟัง ดูแล้วชายมีอายุผู้นี้เป็นคนมีความสามารถทีเดียว มิเช่นนั้นคงไม่อาจปกครองหมู่บ้านขนาดใหญ่แบบนี้ได้
.
ชาวบ้านตระกูลลู่กลุ่มที่เลือกเช่าบ้านเลือกสถานที่อยู่อาศัยของตัวเอง และจ่ายเงินค่าเช่าครึ่งปีให้กับผู้นำหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านรู้ว่าพวกเขาอยากเข้าอยู่เร็ว ๆ จึงรีบดำเนินการเลือกคนที่ซื่อสัตย์มาช่วยทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้าน
จากนั้น คนที่เหลืออีกกลุ่มหนึ่งก็ตามไปดูที่ดินสำหรับสร้างบ้าน
เริ่มจากที่ดินผืนเล็กห้าเฟิน หลายครอบครัวตัดสินใจทำบ้านดินหลังคามุงจากอยู่ไปก่อน รอวันหน้ามีเงินค่อยคิดหาทางขยับขยาย
แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือใบจากแห้งจำนวนมาก พวกเขาต้องทำกระท่อมเพื่อใช้พักผ่อนในคืนนี้ ผู้นำหมู่บ้านนึกถึงเรื่องที่เหอจิ่วเหนียงไหว้วานก่อนหน้านี้ได้ จึงหันไปบอกกับกลุ่มชาวบ้าน “พวกเจ้าบ้านไหนมีใบจากแห้งก็เอามาขายให้คนสกุลลู่ได้นะ พวกเขาต้องการใบจากแห้งจำนวนมาก”
มีคนถามขึ้นทันที “จะซื้อราคาเท่าไรล่ะ หากต่ำเกินพวกเราไม่ขายให้หรอกนะ!”
ผู้นำหมู่บ้านหันไปมองเหอจิ่วเหนียงทันที
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางตอบกลับ “ยึดตามราคาที่ทุกคนขายกันนั่นแหละ พวกเราไม่ให้ทุกคนเสียเปรียบแน่นอน”
เมื่ออีกฝ่ายออกปากเช่นนี้ ผู้นำหมู่บ้านจึงเอ่ยต่อ “เช่นนั้นก็ดี ราคาจากแห้งปกติที่นี่ขายกันมัดละสองอีแปะ ยึดราคาตามนี้ก็แล้วกัน พวกเจ้ามีเท่าไรก็ขายเท่านั้น!”
ใบจากแห้งครอบครัวชาวนาล้วนมีกันทุกบ้านอยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใช้ซ่อมแซมหลังคาบ้าน หรือนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงก็ดี ตอนนี้เมื่อได้ยินว่ามีคนต้องการซื้อ ชาวบ้านจึงวิ่งแยกย้ายกันกลับบ้านไปนำของมาขายแลกเงิน
ในตอนแรกเหล่าชาวบ้านไม่ยินดีต้อนรับผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้เลย ทว่าทันทีที่พวกเขามาถึงก็ทำรายได้ให้หมู่บ้านมากมาย ทุกคนจึงเลิกคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเขา อีกทั้งนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เห็นคนย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านใหม่ ๆ ไม่แย่งชิงที่ดินกัน คนประเภทนี้หาได้ยากนัก
และแล้ว คนตระกูลลู่ก็สร้างความประทับใจให้เหล่าชาวบ้านอันผิงอย่างล้นหลามโดยไม่รู้ตัว
ความประหลาดใจยังไม่จบเท่านั้น ขณะที่ครอบครัวของผู้เฒ่าลู่ซื้อที่ดินสำหรับสร้างบ้านผืนสองหมู่ดวงตาของทุกคนก็ลุกวาว ที่แท้พวกเขาก็เป็นคนมีเงิน ถึงซื้อที่ดินสำหรับสร้างบ้านขนาดสองหมู่ได้สบาย ๆ เช่นนี้!
ผู้เฒ่าลู่กำลังลังเลว่าจะสร้างบ้านมุงจากพร้อมกับทุกคนดีหรือไม่ ส่วนเหอจิ่วเหนียงดึงนางซุนและพี่สะใภ้ทั้งสองไปพูดคุยกันข้าง ๆ
“ท่านแม่ ข้าคิดว่าในเมื่อเราจะสร้างบ้านแล้วก็สร้างด้วยอิฐไปเลยทีเดียวดีกว่า ตอนนี้เราพอมีเงิน แบ่งเป็นครอบครัวละหลังก็ได้ ครอบครัวเรามีเด็กเยอะ แล้วอีกไม่กี่ปีพวกเหลยจื่อก็จะถึงวัยแต่งงาน การแยกบ้านอยู่คนละหลังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพวกเขานะเจ้าคะ”
ดวงตาของนางหยูและนางฉินเป็นประกาย พวกนางเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมา เพราะกลัวแม่สามีจะไม่พอใจ
และเป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ เมื่อได้ยินดังนั้นนางซุนก็ง้างมือเตรียมตีแขนคนพูดทันที แต่เหอจิ่วเหนียงเตรียมตัวหลบเอาไว้แล้ว ไม่รอให้หญิงชราดุด่านางก็เอ่ยต่อ
“เรื่องนี้ข้าคิดมาแล้วเจ้าค่ะ ข้อแรก จากนี้ไปพวกเราต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอันผิงอยู่แล้ว หากไม่อยากถูกเจ้าถิ่นในหมู่บ้านรังแก เราก็ต้องแสดงอำนาจออกมาอย่างเหมาะสม ให้พวกเขาได้รู้ว่าเราก็เป็นครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ ใช่ว่าจะรังแกได้ง่าย ๆ
ข้อสองก็คือปัญหาของเด็ก ๆ ตอนนี้ครอบครัวเรามีเด็กหลายคน พี่สะใภ้ทั้งสองก็ยังสาว ครอบครัวของน้องหญิงก็ต้องอยู่กับพวกเรา ไม่แน่ ผ่านไปปีสองปีอาจมีหลานชายหลานสาวน่ารักจ้ำม่ำให้ท่านพ่อกับท่านแม่เพิ่มอีกหลาย ๆ คนก็ได้ คนยิ่งเยอะก็ยิ่งครึกครื้นใช่หรือไม่เจ้าคะ หากไม่คิดสร้างตอนนี้ วันข้างหน้าต้องลำบากแน่เจ้าค่ะ
และข้อสุดท้าย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำบ้านเล็ก ๆ เผื่อเอาไว้สักสองหลัง หากวันหน้ามีแขกเหรื่อมาจะได้มีที่พักให้พวกเขา”
นางซุนตั้งใจฟังมาก กระทั่งได้ยินสะใภ้สามพูดว่า ให้ครอบครัวลู่กุ้ยหลานอาศัยอยู่ด้วยกัน จึงชะงักไปและอดถามไม่ได้ “เจ้าไม่ถือสาที่ลูกสาวออกเรือนไปแล้วแต่กลับหอบครอบครัวกลับมาอยู่กับพ่อแม่เช่นนี้หรือ?”
ความตั้งใจของหญิงชราคือ ให้ครอบครัวบุตรสาวยืมเงินจำนวนหนึ่ง และซื้อที่ดินผืนห้าเฟินให้พวกนางไปสร้างบ้านอยู่กันเอง เรื่องนี้นางตั้งใจจะเอาไว้ปรึกษาทุกคนในคืนนี้ ไม่นึกว่าเหอจิ่วเหนียงจะเสนอความคิดออกมาก่อน
“ถือสาอะไรกันเจ้าคะ น้องหญิงเป็นลูกสาวของท่านพ่อท่านแม่ พ่อแม่สามีนางก็สิ้นไปแล้ว สามีภรรยาคู่นี้ยังอ่อนประสบการณ์ ยังหวังให้ผู้อาวุโสอย่างพวกท่านคอยชี้นำ อยู่ด้วยกันกับเราดีที่สุดแล้วเจ้าค่ะ
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดของข้า อย่างไรก็ต้องถามพวกน้องหญิงด้วยว่ายินดีหรือไม่ หากไม่ เราก็ให้เงินพวกนางไปตั้งตัวกันเอง แบบไหนก็เหมือนกันเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มบาง ๆ ครอบครัวของลู่กุ้ยหลานล้วนเป็นคนดี นางเองก็ยินดีอยู่ร่วมกับพวกเขา
นางซุนหันไปมองสะใภ้ทั้งสอง “แล้วพวกเจ้าคิดอย่างไร?”
นางหยูกับนางฉินรีบตอบทันที “พวกเราเห็นด้วยกับสิ่งที่น้องสะใภ้สามพูดเจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นพวกนางรักใคร่ปรองดองกันเช่นนี้ นางซุนก็รู้สึกสุขใจมาก สะใภ้เหล่านี้ล้วนเป็นลูกของนาง ยิ่งบุตรสาวในไส้ของตนนางก็ต้องรักอยู่แล้ว หากกุ้ยหลานได้อยู่กับสามคนนี้นางต้องดีใจแน่
ดังนั้นหญิงชราจึงพยักหน้าเป็นอันตกลง และเรียกลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นไปอีกด้านเพื่อถามความเห็น
นางซุนบอกเล่าความคิดของเหอจิ่วเหนียงให้พวกนางฟังรอบหนึ่ง และถามความเห็นว่าพวกนางยินดีหรือไม่
ลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นได้ฟังก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
“พวกพี่สะใภ้พูดเช่นนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
ลู่กุ้ยหลานมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ นางซุนถลึงตามองบุตรสาวพลางสบถอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าเป็นแม่เจ้า ข้าจะโกหกเจ้าทำไมกัน!?”
“เช่นนั้นก็ต้องถามความเห็นของท่านพ่อ พี่ใหญ่และพี่รองด้วยนะเจ้าคะ” ลู่กุ้ยหลานซาบซึ้งใจมาก แต่ยังคงไม่วางใจ
“พวกเขากล้าเห็นต่างอย่างนั้นหรือ?”
นางซุนถลึงตาด้วยความไม่พอใจอีกครั้ง นี่ลูกสาวแท้ ๆ ของนางไม่เชื่อว่านางเป็นผู้นำครอบครัวหรือ!
ตาเฒ่านั่นเป็นสามีของนาง เจ้าใหญ่เจ้ารองก็เป็นลูกของนาง คิดว่านางจัดการพวกเขาไม่ได้อย่างนั้นหรือ!
.
.
.