บทที่ 54 เปลี่ยนใจไปรักคนอื่น
ฮ่า ๆ การใช้ส้วมมาเปรียบเทียบกับโอวหยางลี่ดูเหมือนจะไม่เลว เขาก็ประมาณนั้นแหละ
“อย่าให้ฉันต้องพูดเป็นครั้งที่สอง!” เลี่ยวเวยทำหน้าบึ้ง ด้านหลังของเธอมีบอดี้การ์ดรูปร่างกำยำสามคนตามมา แค่คนเดียวก็สามารถจัดการเหอเหมียวได้แล้ว นี่เล่นมาตั้งสาม
“เธอ! คุณไปจัดการเธอสิ!” จู่ ๆ เหอเหมียวก็ชี้นิ้วไปที่อันโหรว “ผู้หญิงคนนี้ พี่โอวหยางไม่เอาฉันก็เพราะผู้หญิงคนนี้ พี่โอวหยางเปลี่ยนใจไปชอบเธอแล้ว!”
แบบนี้เรียกว่านอนเฉย ๆ ก็โดนลูกหลงหรือเปล่า?
เลี่ยวเวยมองอันโหรวแวบหนึ่ง “ก่อนจะพูดอะไรก็คิดบ้าง ผู้หญิงขี้เหร่และแก่แบบนี้ โอวหยางจะไปชอบได้ยังไง เขาชอบที่สุดคือเด็กนักเรียน ไม่มีทางสนใจผู้หญิงแบบนี้หรอก”
“คุณนายโอวหยางช่างหยั่งรู้จริง ๆ งั้นพาเธอไปเลยสิคะ!” พอพูดจบ อันโหรวก็ขยับไปด้านข้าง เธอไม่อยากถูกลูกหลง
“จริงนะ คุณต้องเชื่อฉัน อย่าไปดูที่ภายนอกของเธอตอนนี้ จริง ๆ แล้วเธอเอาใจเก่งจะตาย! ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันคงไม่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้หรอก!” ตอนนี้เหอเหมียวหันปลายหอกไปที่อันโหรวอย่างสมบูรณ์แล้ว
“เหมียวเหมียว เธอพูดจาเหลวไหลอะไร!” เหอเฉ่าทนฟังต่อไปไม่ไหว เธอใส่ร้ายคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง
แต่ท่าทางที่ดูตื่นเต้นของเหอเหมียวทำให้เลี่ยวเวยมองอันโหรวอีกครั้ง แถมยังเดินเข้ามาหาเธอทีละก้าว เสียงรองเท้าส้นสูงในห้องถ่ายภาพที่เงียบสงัดฟังดูแล้วชวนขนลุก
“คุณนายโอวหยางคิดว่าฉันมีตรงไหนที่เหมือนเด็กนักเรียนเหรอคะ? หรือว่ารสนิยมของประธานโอวหยางเปลี่ยนไปชอบแบบแปลก ๆ แล้ว” บนใบหน้าซีดเซียวของเธอเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยเล็กน้อย ถึงขั้นบุกมาถึงถิ่นของตระกูลจิ่งเพื่อจัดการเรื่องในครอบครัวเลยเหรอ
“เธอชื่ออะไร?” เลี่ยวเวยจ้องมองเธอ ในแววตามีความระแวงแฝงอยู่
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่มีหน้าที่ต้องตอบคำถามของคุณนายโอวหยาง” เธอจะต้องเหยียบย่ำผู้หญิงคนนี้อย่างสาสม แต่ไม่ใช่ตอนนี้
“อันอวี้หาน!” ทันใดนั้น เสียงของฉิวซีก็ดังขึ้น
“อัน อวี้ หาน” เลี่ยวเวยทวนชื่อของเธอ ในหัวกลับคิดถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ทำให้เธอขายหน้าในงานแต่งงานของตัวเอง
“ใช่ อันอวี้หาน พี่โอวหยางเห็นเธอก็หลงใหลแล้ว เขาเปลี่ยนใจแล้ว ไม่ชอบฉัน ชอบเธอแล้ว!” เหอเหมียวรีบพูดเสริมทันที
อันโหรวหันไปมองเหอเมียวแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “เหอเหมียว การที่เธอจะโยนความผิดไปให้คนอื่นแบบนี้มันไม่ถูกต้อง อย่างน้อยเธอควรหาคนที่จะทำให้คุณนายโอวหยางเชื่อ ฉันไม่คิดว่าสายตาของประธานโอวหยางจะแย่ถึงขั้นชอบแม่ม่ายลูกติดอย่างฉัน”
“มีลูกแล้วก็ดีสิ ประสบการณ์เยอะ” จิ่งเป่ยเฉินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชา พลางมองคนอื่น ๆ ในห้องถ่ายภาพด้วยแววตาเรียบเฉย “คนที่ไม่ใช่ทีมงานออกไปให้หมด!”
“ท่านประธานจิ่ง ไม่เจอกันนานเลยนะคะ” เลี่ยวเวยหันไปทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ตอนนี้บริษัทจิ่งกับบริษัทโอวหยางอยู่ในสถานะคู่แข่ง คุณนายโอวหยางอย่ามาปรากฏตัวที่บริษัทจิ่งเลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นผมจะคิดว่าคุณ...” จิ่งเป่ยเฉินหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาคมกริบเหลือบมองไปทางอันโหรว “ขโมยความลับทางการค้า”
“ไม่ ๆ ๆ ไม่แน่นอน!” เลี่ยวเวยไม่คิดว่าจิ่งเป่ยเฉินจะทำให้เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ “เหอเหมียว เธอยังไม่ออกมาอีกเหรอ!”
“พี่สาว ช่วยฉันด้วย!” เหอเหมียวตะโกนเสียงดังใส่เหอเฉ่า
เหอเฉ่ากำลังจะพูด แต่ชายร่างกำยำที่อยู่ด้านหลังเลี่ยวเวยก็เดินเข้ามาคว้าตัวน้องสาวของเธอไว้ “พวกแกปล่อยฉันนะ! ปล่อยฉัน!”
“คุณจิ่งคะ...” เหอเฉ่าเงยหน้ามองจิ่งเป่ยเฉิน แม้แต่การแต่งหน้าที่งดงามบนใบหน้าของเธอก็ไม่สามารถปกปิดความกังวลได้
“ไม่ได้!” จิ่งเป่ยเฉินเดินตรงไปหาอันโหรวโดยไม่สนใจเหอเฉ่าที่กำลังอ้อนวอน “ไปทำหน้าที่ของเธอไป!”
เหอเฉ่าจ้องมองที่ประตู แม้แต่เสียงของพวกเขาก็ไม่ได้ยิน คงจะเดินไปไกลแล้ว
ทำยังไงดี?
คงจะไม่เกิดเรื่องอะไรใช่ไหม?
เธอเหลือบมองจิ่งเป่ยเฉินและอันโหรว รู้ดีแก่ใจว่าพวกเขาไม่มีทางช่วยเธอ จึงกลับไปถ่ายทำต่อ
อันโหรวไม่อยากยุ่งกับจิ่งเป่ยเฉินมากนัก เธอจึงหันหลังกลับ แต่กลับถูกเขาขวางทางไว้
“ผมเพิ่งช่วยคุณไว้ คุณยังไม่ได้ขอบคุณผมสักคำ นี่คือมารยาทของคุณเหรอ?” จิ่งเป่ยเฉินยืนอยู่ข้าง ๆ เธออย่างสบาย ๆ และไม่ได้จ้องมองเธอตลอดเวลา
นั่นเรียกว่าช่วยเหรอ? ประสบการณ์มากมายที่ว่าหมายถึงอะไร? ประสบการณ์การมีลูกที่มากมายงั้นเหรอ?
ไม่มีคำพูดดี ๆ ออกมาจากปากสักคำ!
“ขอบคุณคุณจิ่งที่ช่วยเหลือ ฉันทำงานยุ่งมาก ขอตัวก่อนนะคะ” เธอหันหลังกลับ และเดินจากไปข้างหลังเขา
ฉิวซีเห็นดังนั้น จึงค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้จิ่งเป่ยเฉิน เธอไม่คิดว่าจะได้เจอเขาที่นี่ แถมตอนนี้ยังไม่มีใครอีกต่างหาก ช่างเป็นโอกาสทองจริง ๆ
เธอยังไม่ทันได้เดินเข้าไปใกล้ ริมฝีปากบางเฉียบของจิ่งเป่ยเฉินก็ขยับเล็กน้อย และพูดออกมาคำเดียว “ไสหัวไป!”
น้ำเสียงของจิ่งเป่ยเฉินไม่ดังไม่เบา ฟังดูไม่มีแม้แต่เค้าโครงของความโกรธ แต่ก็ไม่มีอารมณ์ใด ๆ เจือปนอยู่
ราวกับถูกผีผลัก เธอรีบวิ่งหนีไปทันที
อันโหรวมองเหอเฉ่าที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมถ่ายทำ เธอจึงได้แต่โบกมืออย่างจนใจ “พักครึ่งชั่วโมง”
เหอเฉ่าเหมือนลูกโป่งที่แฟบลง ร่างกายที่เคยตรงกลับงอลงทันที อันโหรวรีบเข้าไปพยุงเธอ พาเดินไปนั่งที่เก้าอี้พักผ่อนข้าง ๆ
จิ่งเป่ยเฉินจ้องมองเธอตลอดทั้งกระบวนการโดยไม่ละสายตา เห็นได้ชัดว่าเขามีประชุมสำคัญ เพียงแต่ผ่านมาทางนี้เท่านั้น ไม่รู้ทำไมถึงอยากแวะมาดู
แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจอกับเรื่องแบบนั้น รวมถึงด้านอื่น ๆ ของเธอในการทำงาน การมาครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก
อันโหรวรู้สึกตัวว่าจิ่งเป่ยเฉินจ้องมองมาที่เธอ เธอพยายามอย่างมากที่จะข่มใจไม่ให้เดินเข้าไปต่อยเขา เขาเห็น ‘สามี’ ของเธอแล้ว ยังกล้ามามองเธออย่างไม่อายฟ้าดินแบบนี้ ไม่กลัวคนอื่นนินทาหรือไง?
อ้อ เธอคงลืมไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่จิ่งเป่ยเฉินไม่เคยใส่ใจ การกระทำของเขามาจากใจของเขาเอง ไม่เคยสนใจความคิดเห็นของคนนอก
“ฉันขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่นั่นเป็นเรื่องของพวกเขา ฉันคงเข้าไปยุ่งไม่ได้” อันที่จริง คำปลอบใจของเธอไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เรื่องของตระกูลโอวหยาง เธอจะจัดการอย่างแน่นอน แต่เธอจะไม่ยอมทำอะไรโง่ ๆ จนทำให้เรื่องของตัวเองถูกเปิดเผย เพื่อช่วยเหอเหมียวที่ไม่รู้ว่าอยู่หรือตายเด็ดขาด
“ฉันไม่ได้โทษคุณ แค่เป็นห่วงเธอ” เหอเฉ่าก้มหน้าลง มือรับแก้วน้ำที่อันโหรวยื่นให้ กำมันไว้แน่น นานเท่าไรแล้วที่เงียบแบบนี้
การมาของจิ่งเป่ยเฉินนั้นกะทันหัน การจากไปของเขายิ่งรวดเร็วกว่า ราวกับพายุทอร์นาโดที่โหมกระหน่ำในพริบตาเดียว
เพราะอารมณ์ของเหอเฉ่ายังคงสับสน สุดท้ายก็ได้ถ่ายภาพนิ่งไปเพียงชุดเดียว ส่วนภาพนิ่งและงานโฆษณาที่เหลือต้องเลือกเวลาใหม่
อันโหรวนั่งรถกลับบริษัทพร้อมกับพนักงานคนอื่น ๆ ฉิวซีนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ พลางมองเธอเป็นระยะ “ฉันก็คิดว่าคนที่ชื่อเหอเหมียวนั่นตาต่ำไปหน่อย! ใครจะไปชอบคนแบบคุณได้! เหอเฉ่ายังโอเคกว่า ดูแล้วน่าจะเป็นนักศึกษาใสซื่อ”
“คุณกำลังหาคู่ใหม่ให้คุณชายโอวหยางอยู่เหรอ เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับคุณ” อันโหรวเหลือบมองกระจกรถที่ใสแจ๋วอย่างใจเย็น “เหอเฉ่าเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าใหม่ของเรา ห้ามเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเธอเด็ดขาด จุดนี้หัวหน้าฉิวคงเข้าใจดี”