หลิวซุนเข้าใจว่าตนเองฟังผิดไปจึงหลุดปากถามว่า “ท่านว่าอะไรนะ?”
“ไมตรีจิตอันจริงใจยากจะปฏิเสธในเมื่อคุณชายหลิวเชื้อเชิญอย่างอบอุ่น ข้าก็คงไม่อาจเกรงใจได้อีกต่อไป พวกเราไม่ต่อยตีก็ไม่มีโอกาสได้ไม่รู้จักกันท่านเองก็เป็นสหายของเทียนหมิงเช่นเดียวกัน พวกเรารับประทานอาหารร่วมกันสักมื้อจะได้ช่วยสานสัมพันธ์ให้สนิทสนมกันยิ่งขึ้น”
ท่าทีของไป๋หยุนเฟยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับอยากที่จะร่วมรับประทานอาหารมือนี้ให้ได้
“ข้า...”คำพูดหลิวซุนติดอยู่ที่ลำคอจนอึดอัดหดหู่ในใจก็คิดว่าข้าไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับเจ้าอีกอย่างเจ้าบอกว่าอีกไม่กี่วันก็จะไปแล้วไม่ใช่หรือ แล้วจะสานสัมพันธ์ไปทำอะไร?
แต่ในเมื่อหลุดปากออกไปแล้วอีกฝ่ายก็รับคำเชิญแล้วยามนี้คงไม่อาจบอกว่าอันที่จริงข้าก็ไม่ได้อยากเชิญเจ้าได้แล้วกระมัง? ในใจหลิวซุนนึกอยากตบหน้าตนเองอย่างหนักหน่วงสักสองคราแต่สุดท้ายก็ฝืนยิ้มออกไป “อืม ขอบคุณคุณชายไป๋ที่ให้เกียรติอย่างนั้นเที่ยงนี้พวกเราพบกันที่...”
“ได้ยินมาว่าในเมืองเกายี่มีเหลาที่ใหญ่โตเลิศหรูที่สุดอยู่แห่งหนึ่ง?”ขณะที่หลิวซุนจะสุ่มเอ่ยชื่อร้านออกไป ก็พอดีกับที่ไป๋หยุนเฟยกล่าวแทรกขึ้นมา
“อ้อ?ท่านหมายถึง‘เหลาเลิศโอชา’?”
“อืมคิดว่าเป็นชื่อนี้เอง พวกเราไปรับประทานกันที่นั่นเป็นอย่างไร?”
“เอ่อ...ดี ย่อมได้แน่นอนเมื่อถึงเวลานัดจะตระเตรียมอาหารเลิศรสไว้รอต้อนรับคุณชายไป๋อย่างแน่นอน...”หลิวซุนลอบสงสัยเหลาเลิศรสเป็นสถานที่ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยอาหารชั้นเลิศทั้งจากบนบกและท้องทะเลถือได้ว่าเป็นเหลาที่เลิศหรูที่และราคาสูงที่สุดในเมืองเกายี่ หรืออีกฝ่ายคิดจะสร้างความลำบากแก่มันด้วยค่าอาหารมื้อนี้?แต่การคาดเดานี้แม้แต่หลิวซุนเองยังไม่ยอมเชื่อความคิดตนเอง แต่ก็ช่างเถอะจะเป็นที่ใดก็ไม่สำคัญ มันคิดเพียงว่ารีบจัดการเรื่องในครานี้ให้สิ้นสุดโดยเร็วจะได้รอดพ้นจากการถูกบิดาดุด่าอีก
“จริงสิข้ายังมีสหายอีกคนที่ติดตามมาท่องเที่ยวอยู่ในเมืองเกายี่ด้วยหากเชิญมันมาร่วมมื้อเที่ยงด้วยกันคุณชายหลิวคงจะไม่ถือสากระมัง?”
“ย่อมแน่นอนสหายคุณชายไป๋ก็เสมือนเป็นแขกพิเศษ ข้าสมควรให้การดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว”
“วันนี้รบกวนเทียนหมิงต้องลำบากพาข้ามาที่นี่ข้าพาเขาไปด้วยกันได้หรือไม่?”
“หากน้องเย่อยากมาร่วมด้วยก็ไม่มีปัญหารับรองว่าทุกคนต้องอิ่มหนำสำราญอย่างแน่นอน!”หลิวซุนพูดอะไรไม่ออก พลางคิดในใจว่า นี่เจ้าเกรงใจแล้วจริงหรือ?พาสหายมากันหลายคน คิดจะรับประทานจนข้าสิ้นเนื้อประดาตัวหรืออย่างไร?
“ฮ่า ฮ่าถ้าเช่นนั้นต้องขอบคุณสำหรับน้ำใจของคุณชายหลิวแล้ว ข้ายังต้องไปพบสหายคนนั้นก่อนถ้าเช่นนั้นกลางวันนี้พบกันที่เหลาเลิศโอชาก็แล้วกัน”
ไป๋หยุนเฟยมีท่าทีพึงพอใจอย่างยิ่งขณะยืนขึ้นก็หันไปกล่าวกับหลิวคุน “ท่านผู้นำหลิว ข้าขออำลาไปก่อนหากท่านมีโอกาสได้พบผู้อาวุโสหยิว ขอรบกวนฝากความระลึกถึงท่านด้วย”
“โอ...ตกลง ขอให้คุณชายไป๋เดินทางกลับโดยปลอดภัย หากมีเรื่องเดือดร้อนอันใดต้องการความช่วยเหลือก็มาหาข้าได้เสมอ”
……
หลังจากส่งไป๋หยุนเฟยกับเทียนหมิงเรียบร้อยหลิวซุนก็ถอนหายใจ แต่เมื่อหันกลับไปก็พบว่าบิดามีสีหน้าผิดปกติจึงอดเอ่ยปากถามไม่ได้ “บิดา ท่านเป็นอะไร?ข้าก็ได้บอกแล้วว่าจะเชิญอีกฝ่ายไปรับประทานอาหารเพื่อชดเชยความผิดหรือว่ายังทำไม่ถูกอีก?”
“ไม่เจ้าทำดีแล้ว ไป๋หยุนเฟยผู้นี้พวกเราไม่ควรผิดใจด้วยเจ้าอย่าได้ทำให้เขาขุ่นเคืองใจเป็นอันขาด มิเช่นนั้นหากนายน้อยหยิวทราบเรื่องแล้วกล่าวโทษขึ้นมา พี่ใหญ่เจ้าจะลำบาก” หลิวคุนส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นจึงกล่าวด้วยท่าทีเคร่งเครียดจริงจัง
“นายน้อยหยิว?นายน้อยหยิวคนใด? เอ๊ะ!หรือว่าจะเป็น...”
“มิผิดก็คือผู้ที่รับพี่ใหญ่เจ้าเข้าสู่สำนักธาตุไม้ นามว่าหยิวชิงเฟิงซึ่งเป็นศิษย์คนโตของผู้อาวุโสแห่งสำนักธาตุไม้ เป็นผู้มีพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ วันข้างหน้ายังมีโอกาสจะได้เป็นผู้อาวุโสคนต่อไปของสำนักธาตุไม้อีกด้วย”
“มิน่าเล่าคนแซ่ไป๋...”
“อืมนายน้อยหยิวเขียนจดหมายด้วยลายมือตนเอง บอกว่าไม่ว่าไป๋หยุนเฟยจะร้องขอสิ่งใดให้พวกเราให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เนื้อความในจดหมายยังแฝงความเอาใจใส่อย่างยิ่ง ข้าเองก็ไม่ประหลาดใจด้วยอายุเพียงเท่านี้กลับมีความสามารถที่โดดเด่นสมแล้วที่นายน้อยหยิวจะให้ความสนใจพวกเราสมควรทำตามที่ได้รับการฝากฝังให้ช่วยเหลือตามที่เขาต้องการ แต่ทว่า... เฮ้อ!สิ่งที่เขาขอกลับเสมือนการบังคับให้พวกเรากระทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ ตระกูลหลิวสมควรช่วยหรือไม่สมควรช่วยดี...”
“บิดาท่านกำลังพูดถึงเรื่องอันใด? เขาขอร้องอะไร? ข้าไม่เห็นเขาเอ่ยปากสักคำ...”หลิวซุนถามด้วยความสงสัย
“เขาไม่ได้ร้องขออันใดแต่เจตนากลับชัดเจนอย่างยิ่ง!”
“เจตนา?เจตนาอะไร?”
“...”หลิวคุนมองดูใบหน้ากังขาของหลิวซุน ในใจกลับรู้สึกอับจนปัญญา สุดท้ายจึงเอ่ยปากขึ้น“เขากล่าวว่าตอนนี้พักอยู่กับตระกูลเย่ วันนี้มาเยี่ยมคารวะก็พาเย่เทียนหมิงมาด้วยนี่เท่ากับบอกต่อพวกเราอย่างชัดเจนว่าเขากับตระกูลเย่มีความสนิทสนมกันอย่างแน่นแฟ้นยังมีด้วยสถานการณ์ระหว่างตระกูลเย่กับตระกูลจ้าวในยามนี้อีกตระกูลจ้าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักเจ้าอสูรหากไม่มีอะไรผิดพลาดสุดท้ายตระกูลเย่ก็ต้องพ่ายแพ้ยอมสยบแต่วันนี้ยังมีเขาคนนี้อยู่ กลายเป็นตัวแปรที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างแม้จะมีพลังแค่ด่านภูตวิญญาณระดับกลาง ไม่น่าจะเป็นภัยต่อตระกูลจ้าวได้แต่ในเมื่อได้รับการยอมรับจากนายน้อยหยิว เชื่อว่าคงไม่ได้เป็นเพียงภูตวิญญาณธรรมดาอย่างแน่นอน...”
หลิวคุนหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “นอกจากนี้ ที่เขาอยากไปยังเหลาเลิศโอชาก็ยังแฝงความนัยอันลึกซึ้ง”
“ไม่ใช่แค่รับประทานอาหารหรอกหรือ?จะมีความนัยลึกซึ้งอะไรอีก?”
“เจ้า...คนโง่เขลา!ลืมไปแล้วหรือว่าเหลาเลิศโอชาเป็นของผู้ใด?!บุตรชายคนรองตระกูลจ้าว ก็หมายถึงตระกูลจ้าวอย่างไรเล่า!เจ้าคือคุณชายสามตระกูลหลิวเชื้อเชิญคุณชายรองตระกูลเย่ไปรับประทานอาหารที่เหลาของตระกูลจ้าวเจ้าว่าตระกูลจ้าวจะคิดอย่างไร?”
“เป็นไป๋หยุนเฟยลอบช่วยเหลือตระกูลเย่อาศัยยืมมือตระกูลหลิวสร้างความสงสัยให้แก่ตระกูลจ้าวขณะเดียวกันก็โยนหินถามทางต่อพวกเราไปพร้อมกัน...”
หลิวซุนเบิกตากว้างมันแทบไม่อยากเชื่อ “รับประทานอาหารเพียงมื้อเดียวกลับมีเจตนาซ่อนเร้นอยู่ถึงเพียงนี้?เจ้าคนแซ่ไป๋คิดจะหลอกใช้พวกเราหรือ? ทำเกินไปแล้ว!ทำไมพวกเราต้องช่วยเหลือมันด้วย? ยกเลิกงานเลี้ยงเลยก็สิ้นเรื่อง!”
“รับปากแล้วคืนคำได้หรือ?!ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเอ่ยปากเป็นเจ้าเองที่ต้องการจะจัดเลี้ยงเพื่อชดเชยความผิดต่างหาก!และอันที่จริงเจ้าก็แค่เชิญพวกเขาไปรับประทานอาหารคาดว่าไม่ถึงกับทำให้ตระกูลหลิวเราได้รับผลกระทบ ปล่อยให้ตระกูลจ้าวคาดเดาไปต่างๆนานาเถอะความสัมพันธ์ของพวกเรากับไป๋หยุนเฟยดีขึ้นถือเป็นเรื่องดีสำหรับสถานการณ์ในวันข้างหน้าค่อยรอดูกันต่อไป ยังไม่ต้องรีบร้อน”
“เจ้าจำให้ดี กลางวันนี้ ถ้าหาก...”
……
อีกด้านหนึ่งขณะเดินทางกลับตระกูลเย่ เทียนหมิงก็สอบถามถึงเหตุการณ์ที่ว่าหลิวซุนถูกตีจนสลบได้อย่างไรไป๋หยุนเฟยไม่มีอะไรต้องปิดบังจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้ฟังเทียนหมิงตกตะลึงจนเบิกตาค้าง “ฮ้า!พี่หลิวกลับอาจหาญถึงเพียงนี้! ฮ่า ฮ่า แต่ก็สาสมแล้วกล้าที่จะหาเรื่องกับพี่ไป๋ ถูกฟาดจนสลบยังนับว่าน้อยไปด้วยซ้ำ แต่ว่า...ข้ากลับอยากเห็นท่าทางเขายามที่กำลังจะเอาวิหคน้อยออกมาปัสสาวะต่อหน้าผู้คนนัก...ฮ่า ฮ่า!”
หลังจากสุมหัวกับจิ้งหมิงเฟิงมานานแม้แต่คำพูดก็ติดปากมาด้วย
“แต่ว่า...พี่ไป๋ ข้าทราบว่าท่านไม่ถือสาต่อเรื่องนี้แต่แรกไฉนยังรับปากไปงานเลี้ยงที่เขาจัดเพื่อชดเชยความผิดอีก? มิหนำซ้ำยังเลือกเหลาเลิศโอชาซึ่งเป็นถิ่นของเจ้าอ้วนจ้าวเหลียงอีกด้วยสถานการณ์ในยามนี้ของทั้งสองตระกูลไม่ทราบว่าความขัดแย้งจะปะทุขึ้นเมื่อใด...”
“พวกเราเพียงไปรับประทานอาหารส่วนเรื่องอื่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าภาพแก้ไขไป พวกเราไม่จำเป็นต้องกังวล หากว่าเจ้าอ้วนไม่รู้จักที่ตายมาก่อเรื่องวุ่นวายสั่งสอนไปสักคราก็น่าจะเพียงพอ” ไป๋หยุนเฟยกล่าวด้วยท่าทีไม่นำพา
“อ้อ...”เทียนหมิงพยักหน้าคล้ายจะเข้าใจก่อนจะเงียบไป
หลังจากจิ้งหมิงเฟิงกลับจากเดินเตร็ดเตร่ในเมืองเมื่อได้ยินว่ากลางวันนี้มีงานเลี้ยงก็ตื่นเต้น ท่าทีมันแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารอชมเรื่องสนุกสนานทำให้เทียนหมิงอดสงสัยไม่ได้ --- เพียงแค่มีคนเลี้ยงอาหารจำเป็นต้องตื่นเต้นถึงเพียงนี้ด้วยหรือ?