"ถงเป่า เ้าเป็อะไรไปหรือ?"
เวินจื่อชีที่กำลังถือตะหลิวอยู่ถึงกับชะงักมือ แล้วมองมาทางเวินจื่อถงด้วยความประหลาดใจ
เวินจื่อถงกะพริบตาด้วยความเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างมีลับลมคมในว่า
"พี่เจ็ด เดี๋ยวท่านเจียวน้ำมันหมูเสร็จแล้ว ยกห้องครัวให้ถงเป่านะเ้าคะ!"
"หืม? ถงเป่าอยากทำของอร่อยอะไรให้พวกเรากินอีกหรือ?"
เวินจื่อชีนึกถึงซุปปลาที่เวินจื่อถงทำในวันนั้น จนอดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากและถามด้วยความอยากรู้
เวินจื่อถงหัวเราะคิกคัก ไม่ยอมบอกรายละเอียดกับเวินจื่อชี เพียงแต่กล่าวว่า "เดี๋ยวพี่เจ็ดก็รู้แล้วเ้าค่ะ!"
เวินจื่อถงไม่ได้พูดอะไรมาก นางวางชามกากหมูไว้บนเตา แล้ววิ่งออกไปอย่างร่าเริง
เมื่อเวินจื่อชีเห็นดังนั้น ในดวงตาก็เต็มไปด้วยความเอ็นดูขณะมองตามหลังเวินจื่อถง น้องสาวของเขาน่ารักเกินไปแล้วจริง ๆ !
เวินจื่อถงวิ่งออกไปข้างนอกแล้วเริ่มลงมือลอกเปลือกหน่อไม้!
บนเปลือกหน่อไม้นี้มีขนเล็กน้อยซึ่งค่อนข้างระคายเคืองมือ แต่โชคดีที่เมื่อก่อนเวินจื่อถงเคยช่วยผู้ใหญ่ทำงานนี้ จึงทำได้อย่างคล่องแคล่ว
เวินจื่อซ่างที่กำลังสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ พลางมองดูท่าทางตั้งใจทำงานของเวินจื่อถง ในดวงตาก็ฉายแววขำขัน และไม่ได้พูดห้ามปรามเวินจื่อถงแต่อย่างใด
ขอแค่น้องสาวชอบก็พอ
ไม่นานนัก เวินจื่อถงก็ลอกเปลือกหน่อไม้จนหมด พอทำความสะอาดเสร็จ เวินจื่อชีก็เจียวน้ำมันหมูเสร็จพอดี บรรจุจนเต็มไหดินเผาหนึ่งใบเลยทีเดียว!
เมื่อเห็นน้ำมันเต็มไหดินเผานี้ เวินจื่อซ่างและคนอื่น ๆ ต่างก็ดีใจเป็อย่างยิ่ง
น้ำมันเหล่านี้ พี่น้องพวกเขาคงกินได้อีกนานเลยทีเดียว!
่วันที่ผ่านมา อาหารที่พวกเขากินไม่มีความมันเลย ต่อไปนี้ไม่ต้องกังวลเื่นี้แล้ว!
"ถงเป่า ทางนี้เสร็จแล้ว เ้ารีบมาเร็ว"
เวินจื่อชีร้องเรียกเวินจื่อถง นางจึงรีบอุ้มหน่อไม้ที่ลอกเปลือกแล้ววิ่งเข้ามา
เวินจื่อชีมองดูเวินจื่อถงที่อุ้มหน่อไม้กองโต แล้วถามด้วยความสงสัยว่า
"ของอร่อยที่เ้าว่าคือเ้านี่หรือ? แต่ว่าของสิ่งนี้..." ไม่มีใครกินเลยนะ...
เวินจื่อถงรู้ความคิดของเวินจื่อชี แต่นางไม่ได้โกรธ เพียงแต่ยิ้มแล้วกล่าวว่า
"เอาเถอะ ๆ ! พี่เจ็ด ถงเป่าน่ะเก่งมากเลยนะเ้าคะ! เดี๋ยวพอท่านได้กิน ท่านจะไม่พูดแบบนี้แน่นอน!"
เมื่อเวินจื่อชีได้ยินดังนั้น ก็เออออตามเวินจื่อถงอย่างขำ ๆ ว่า "ใช่ ๆ ๆ น้องสาวพูดถูกต้องที่สุด! หากมีใครบอกว่าน้องสาวไม่ถูก คนผู้นั้นแหละที่ผิดแน่นอน!"
ท่าทางจริงจังของเวินจื่อชี ทำให้เวินจื่อถงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา มุมมองของพี่เจ็ดช่างน่ารักเหลือเกิน!
จากนั้น เวินจื่อถงก็ให้เวินจื่อชีช่วยหั่นหน่อไม้ ส่วนหนึ่งหั่นเป็แว่น อีกส่วนหนึ่งหั่นเป็เส้น แล้ววางแยกกันไว้
ในขณะที่เวินจื่อชีหั่นหน่อไม้ เวินจื่อถงก็แอบนำผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กมาวางรองบนเตา พลิกกระทะขึ้น แล้วขูดเอาคราบเขม่าที่ติดอยู่บนกระทะมารวบรวมไว้ในผ้าแล้วห่อให้เรียบร้อย
ผงคราบเขม่าก้นหม้อเหล่านี้มีประโยชน์มหาศาล หรือที่เรียกว่า ไบ๋เฉ่าซวง สามารถห้ามเื แก้ท้องเสีย ลดการอักเสบและฆ่าเชื้อโรค เป็ยาสมุนไพรจีนที่ใช้ดีมากและพบเห็นได้ทั่วไป
นางได้ตรวจดูอาการาเ็ของเด็กหนุ่มคนนั้นแล้ว ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับเขาพอดี
เพียงแต่เมื่อครู่พี่เจ็ดอยู่ในห้องครัวตลอด นางจึงไม่มีโอกาส ตอนนี้ถึงมีโอกาสแอบทำได้เล็กน้อย
เวินจื่อถงยัดผ้าที่ห่อผงคราบเขม่าก้นหม้อไว้ในอก แอบชำเลืองมองเวินจื่อชี เห็นว่าเขาไม่สังเกตเห็นและยังคงตั้งใจหั่นหน่อไม้ นางจึงเริ่มต้มน้ำ
หน่อไม้ที่กินแล้วมีรสขมเป็เพราะไม่ได้ลวกน้ำ คิดว่าคนในยุคนี้คงยังไม่ค้นพบว่าหน่อไม้ต้องลวกน้ำก่อน จึงทำให้เหลือหน่อไม้ทิ้งไว้ให้พวกเขามากมายขนาดนี้!
เวินจื่อถงลวกหน่อไม้ในน้ำหลายรอบ จนมั่นใจว่าไม่มีรสขมแล้ว จึงนำกากหมูส่วนหนึ่งที่เตรียมไว้ใส่ลงในกระทะ ผัดรวมกับหน่อไม้
กลิ่นหอมสะอาดของหน่อไม้ผสมผสานกับกลิ่นหอมของเนื้อหมู ลอยฟุ้งไปทั่วบ้านทันที
ทุกคนที่ได้กลิ่นต่างก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจ และมองเข้าไปในห้องครัวด้วยความอยากรู้
เวินจื่อชีที่ยืนดูวิธีการทำของเวินจื่อถงอยู่ข้าง ๆ เริ่มมีท่าทางกระสับกระส่ายอยากลอง
เมื่อเวินจื่อถงเห็นดังนั้น จึงคีบหน่อไม้ชิ้นหนึ่งส่งให้เวินจื่อชีแล้วกล่าวว่า "พี่เจ็ด ท่านอยากลองชิมดูไหมเ้าคะ?"
เวินจื่อชีเห็นดังนั้น พลันลังเลเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร อ้าปากงับหน่อไม้ชิ้นนั้นเข้าปากทันที
เดิมทีเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องฝืนกลืนของไม่อร่อยลงไป แต่พอหน่อไม้เข้าปาก กลับอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ
กลิ่นหอมของเนื้อและรสชาติอันเป็เอกลักษณ์ของหน่อไม้ ทำให้เวินจื่อชีถึงกับเบิกตากว้าง
รสชาติที่มหัศจรรย์และโดดเด่นเช่นนี้ ทำให้เวินจื่อชีรู้สึกมีความสุขจนแทบจะบินได้!
เขารีบเคี้ยวแล้วกลืนลงไป พร้อมกับชมว่า "อร่อย! อร่อยจริง ๆ เลย! ถงเป่า เ้าเก่งมาก!"
เมื่อเวินจื่อถงได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย และพูดด้วยน้ำเสียงเด็กน้อยอย่างภาคภูมิใจว่า "แน่นอนอยู่แล้ว! ถงเป่าเก่งที่สุดเลยเ้าค่ะ!"
เวินจื่อถงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วมองไปที่เวินจื่อชี พร้อมกับเสริมอีกประโยคว่า "อื้อ พี่เจ็ดก็เก่งมากเหมือนกันเ้าค่ะ! พี่เจ็ดต้องทำอาหารทุกวัน พี่เจ็ดลำบากมากเลย!"
เวินจื่อชีซาบซึ้งกับคำพูดที่อบอุ่นของน้องสาวจนใจสั่น ในวินาทีนี้เขารู้สึกว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อน้องสาวได้เลย! ต่อให้น้องสาวอยากได้ดวงดาว เขาก็จะสร้างบันไดปีนขึ้นไปเก็บมาให้ได้
"ถงเป่ายังเด็ก ต่อไปหากอยากกินอะไร บอกพี่เจ็ดได้เลยนะ พี่เจ็ดจะทำให้เอง!"
ทุกครั้งที่เห็นถงเป่ายืนบนม้านั่งตัวเล็ก ๆ เพื่อให้เอื้อมถึงเตา เวินจื่อชีก็รู้สึกปวดใจ
ที่น้องสาวต้องทำอาหารเอง คงเป็เพราะเขาทำไม่อร่อยแน่นอน! ขอเพียงเขาฝึกฝนให้มากขึ้น น้องสาวจะได้ไม่ต้องลำบากเช่นนี้!
เวินจื่อถงไม่รู้เลยว่าในตอนนี้เวินจื่อชีได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในใจ ซึ่งเป็การปูทางสู่การเป็เทพเ้าแห่งการทำอาหารในอนาคต
เพราะเวินจื่อชีสงสารเวินจื่อถง จึงไม่ให้นางลงมือทำต่อ เพียงแต่คว่ำชามหน่อไม้ไว้ แล้วไปทำอาหารอย่างอื่นแทน
เวินจื่อถงไม่ได้ปฏิเสธ และใช้โอกาสนี้วิ่งไปยังห้องที่เด็กหนุ่มคนนั้นพักอยู่
ขณะนี้เด็กหนุ่มนอนอยู่บนเตียงในสภาพร่อแร่ ดูจากาแของเขาแล้วก็รุนแรงมากจริง ๆ แม้แต่น้ำวิเศษของนางก็ดูเหมือนจะทำได้เพียงประทังอาการาเ็ไว้ชั่วคราวเท่านั้น
เวินจื่อถงเดินเข้าไปจับชีพจรของเด็กหนุ่มอีกครั้ง จากนั้นจึงปลดเสื้อผ้าของเขาออกเพื่อเตรียมตรวจดูาแบนร่างกาย
ทันทีที่มือแตะโดนปกเสื้อของเด็กหนุ่ม มือที่เย็นเฉียบข้างหนึ่งก็คว้าข้อมือของนางไว้แน่น
วินาทีต่อมา ดวงตาสีน้ำเงินเข้มราวกับท้องทะเลลึกจ้องมองตรงมาที่นาง ด้วยท่าทางระแวดระวังและป้องกันตัว เหมือนกับหมาป่าโดดเดี่ยวในทุ่งหิมะไม่มีผิด!
"เ้าจะทำอะไร?"
เสียงของเด็กหนุ่มยังมีความเยาว์วัย แต่ในตอนนี้กลับแหบพร่าเพราะอาการาเ็
"เจ็บนะ!" เวินจื่อถงอดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมาเบา ๆ น้ำเสียงเด็กน้อยสั่นเครือ ดูน่าสงสารยิ่งนัก
ทว่าเด็กหนุ่มกลับไม่หวั่นไหว ดวงตาทั้งสองข้างยังคงจ้องมองนางเขม็ง เหมือนว่าวินาทีถัดไปจะกัดคอของนางให้ขาดเสียอย่างนั้น
เวินจื่อถงขมวดคิ้ว บีบจมูกอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจแล้วกล่าวว่า
"ข้าลำบากพาเ้ากลับมานะ ข้าเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเ้า เ้าพูดกับผู้มีพระคุณแบบนี้หรือ? ถุย! อยู่เฉย ๆ เลย! ข้าจะทายาให้!"
หลังจากคำพูดของเวินจื่อถงจบลง เด็กหนุ่มดูเหมือนจะสงบลงบ้างและไม่ได้ลงมืออีก เวินจื่อถงจึงฮึดฮัด บ่นพึมพำพลางปลดเสื้อผ้าของเด็กหนุ่ม และนำผงคราบเขม่าก้นหม้อทาลงบนาแตามร่างกายของเขา
เมื่อเด็กหนุ่มเห็นดังนั้น สีหน้าก็มืดมนลงทันที เขาหรี่ตาลง และมือข้างหนึ่งได้ชักมีดสั้นออกมาจากเอวแล้ว