เล่มที่1 บทที่16 จบการทดสอบ
ทันใดนั้นร่างของจั่วเฉินที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นก็ทะยานขึ้นสู่เบื้องบนเขารวบรวมพลังปราณสายหนึ่งไว้ที่มือทั้งสองข้าง นิ้วทั้งสิบขยับไหว แล้วจึงฟาดออกไปเบื้องหน้าอย่างรุนแรง
มือทั้งสองของจั่วเฉินกลายเป็กรงเล็บในเสี้ยววินาทีสำคัญ ก็คว้าหมับเข้าที่แขนขวาของเซียวพั่วรื่อ จากนั้นเขาก็ะเิพละกำลังอันรุนแรงออกมาก่อนจะเหวี่ยงร่างของเซียวพั่วรื่อกระเด็นออกไปหลายสิบเมตร
“การต่อสู้จบลงแล้วจริงๆ” จั่วเฉินคืนคำพูดให้เซียวพั่วรื่อแล้วก้าวเท้าเดินออกไปแม้ร่างกายจะโงนเงนอยู่บ้างแต่ก็ยังยืนอยู่ได้
ตรงกันข้าม ทั่วร่างของเซียวพั่วรื่อนั้นโชกไปด้วยเืที่ไหลออกมาจากแขนข้างขวาเขาหมดแรงจะลุกขึ้นยืน ได้แต่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นด้วยสีหน้าเ็ป
สายตาเซียวพั่วรื่อเลื่อนลอย เมื่อครู่ยังหลงดีใจอยู่แท้ๆคิดไม่ถึงว่าการต่อสู้จะกลับตาลปัตรในพริบตา
“เป็ไปได้อย่างไรเ้าไม่ถูกตราพยัคฆ์ขาวจำกัดไว้หรือ” เซียวพั่วรื่อกัดฟันถาม
ทั้งที่เห็นชัดว่าเมื่อครู่จั่วเฉินหมดแรงที่จะต่อสู้แล้วแท้ๆทว่าเพียงพริบตา เขากลับะเิพลังออกมาได้ ซึ่งนั่นเป็สิ่งที่เซียวพั่วรื่อคาดไม่ถึงและเพราะเขาชะล่าใจเกินไป จึงได้ถูกการโจมตีของจั่วเฉินกระชากเอาแขนขวาไป
“แปลกมากหรือ แต่ข้าคงไม่จำเป็ต้องบอกเ้าหรอกว่าเพราะอะไร”จั่วเฉินเอ่ยพลางมองเซียวพั่วรื่ออย่างยั่วเย้า แววตาเปล่งประกาย ทว่ากลับแฝงไปด้วยไอสังหาร
เ้าเซียวพั่วรื่อผู้นี้น่าตายนัก! สมคบคิดกับไป๋เฮ่อ
คนผู้นี้คงจะหมายตาเขาไว้ั้แ่เข้ามาในสนามทดสอบการต่อสู้สองครั้งที่ผ่านมา หากไม่ใช่เพราะมีความสามารถซุกซ่อนอยู่บ้าง จั่วเฉินคงจะตายไปแล้วจริงๆ หลังจากผ่านการต่อสู้ในวันนี้ไป แม้รอดจากการทดสอบไปได้ ทว่าเขาคงจะแตกหักกับเซียวพั่วรื่อแน่แล้วอีกฝ่ายคงไม่ยอมง่ายๆ
ในเมื่อเป็เช่นนี้ เก็บไว้ก็เป็ปัญหา เหมือนกับการมีมีดลอยอยู่เหนือหัวตลอดเวลาเช่นนั้นไม่สู้จัดการทิ้งเลยเสียดีกว่า
ทว่าชั่วขณะที่จั่วเฉินเกิดจิตสังหาร เขาก็รับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง
จั่วเฉินแหงนหน้าขึ้นไปบนฟ้าจ้องมองไปที่จุดหนึ่ง เพียงครู่เดียว ความประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นที่ส่วนลึกของดวงตา
“ข้าไว้ชีวิตสุนัขของเ้าก็ได้ถ้าอยากมีชีวิตต่อ ก็จงมอบทุกอย่างที่เ้าหาได้ออกมา อ้อ ขอบคุณที่เ้าช่วยเก็บผลึกอสูรวัวมารอินทนิลของข้าไว้ให้หลายวันด้วย”จั่วเฉินมีทีท่าเปลี่ยนไป เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ครั้งก่อนเพราะจั่วเฉินาเ็สาหัสจึงถูกเซียวพั่วรื่อโจมตี แม้จะหนีรอดไปได้แต่ก็สะบักสะบอมอยู่มาก กระทั่งผลึกอสูรขั้นสองที่ได้มาอย่างยากลำบากก็ถูกเซียวพั่วรื่อชิงไปทว่าวันนี้ เขาจะทวงมันคืน
...
หนึ่งเค่อให้หลัง จั่วเฉินก็หมุนตัวจากไปการต่อสู้นี้ทำให้ร่างกายาเ็ อีกทั้งยังสูญเสียพลังไปมาก ต้องใช้เวลาฝึกฝนอีกสักระยะจึงจะฟื้นพลังกลับมาได้
ทว่าเซียวพั่วรื่อนั้นมีสภาพอนาถยิ่งกว่า เขาถูกจั่วเฉินกระชากแขนจนขาดนอกจากความเ็ปรุนแรงแล้ว หากพลาดไปแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะกลายเป็คนพิการไปแล้ว
“เกือบไปแล้ว!”
คิดไม่ถึงว่าเซียวพั่วรื่อจะรู้เคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินด้วยเกือบเรือล่มในหนองน้ำ[1]
...
เมื่อออกห่างจากเซียวพั่วรื่อมาพอสมควร จั่วเฉินจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมา
เสี้ยววินาทีสุดท้ายที่ตราพยัคฆ์แทรกซึมเข้าร่างเขาก็แทบจะหมดแรงต้านทาน ทว่าใน่เวลาสำคัญนั้นเอง หินหยกภายในร่างกลับสาดพลังออกมาจนสลายพลังจากตราพยัคฆ์ไปจั่วเฉินจึงสามารถพลิกสถานการณ์ขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ครั้งนี้นับว่าจั่วเฉินเป็ฝ่ายได้ประโยชน์ ทรัพยากรที่ได้มาจากเซียวพั่วรื่อดีกว่าของคนอื่นๆ อยู่มาก เ้านั่นสามารถรับมือสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองได้โดยลำพัง แถมยังไม่รู้ว่าไปแย่งชิงของผู้อื่นมาอีกเท่าไรแต่เมื่อรวมกันแลว ก็น่าจะแลกค่าผลงานได้สักห้าพันแต้มเลยทีเดียว
“ถือว่าเ้าโชคดีก็แล้วกัน แต่หากยังกล้ามีเื่กับข้าอีกล่ะก็รับประกันได้เลยว่าเ้าจะไม่ได้มีชีวิตรอดกลับไปอีกแน่” จั่วเฉินเอ่ยเสียงเบาพลางเหลือบมองไปยังท้องฟ้าทางตอนใต้ครู่หนึ่ง
แม้การทดสอบนี้จะเป็เื่ของเหล่าศิษย์ใหม่ทว่าทางสำนักมีหรือจะนิ่งดูดาย เมื่อครู่จั่วเฉินรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกคนจับตามอง เพียงคิดดูก็จะรู้ ว่าพวกบุคคลระดับสูงของสำนักจะต้องสังเกตถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แน่
ไม่รู้ว่าเซียวพั่วรื่อมีเบื้องลึกเื้ัอย่างไรจึงไม่เห็นกฎของสำนักอยู่ในสายตา ทว่าจั่วเฉินทำเช่นนั้นไม่ได้ เขาเพิ่งมาถึงที่นี่ทั้งยังมีสถานะเป็แค่ผู้ติดตาม จึงยังไม่นับว่าเป็คนของตำหนักนภาปราณยุทธ หากถูกล่วงรู้ว่าตนสังหารเซียวพั่วรื่อล่ะก็ ผลที่ตามมาคงไม่ใช่สิ่งที่เขาในตอนนี้จะรับไหว
...
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ภายในสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ในตำหนักนภาปราณยุทธ ชายสองคนกำลังมองหน้ากัน ต่างคนต่างก็เห็นความประหลาดใจในดวงตาของอีกฝ่าย
“เ้าหนุ่มนี่รับรู้ได้ว่าพวกเรากำลังมองอยู่อย่างนั้นหรือ”คนผู้หนึ่งเอ่ยถาม
“ถือว่ายังรู้จักประมานตนอยู่ที่ไม่ได้สังหารเซียวพั่วรื่อไม่อย่างนั้น...”
“เหอะ ด้วยสถานะผู้ติดตาม หากกล้าสังหารศิษย์ตัวจริงของตำหนักนภาปราณยุทธ ผลที่ตามมาแม้แต่ข้าก็ยังไม่กล้าคิดเลย”
...
การทดสอบล่วงเลยเข้าสู่่สุดท้ายแล้วศิษย์นับพันมีทั้งดีใจและเศร้าใจ บางคนได้กำไรเป็กอบเป็กำ ในขณะที่บางคนก็โชคร้ายเป็เพราะไม่พอใจในสิ่งที่ตนได้มา จึงหมายจะไปปล้นชิงของผู้อื่นแต่เพราะความสามารถไม่ถึงจึงล้มเหลว แถมยังสูญเสียของที่มีไปหมดอีก
เมื่อครบสิบวัน พื้นดินในสนามการทดสอบก็สั่นไหวจากนั้นค่ายกลอักขระยันต์ที่ปกคลุมอยู่ก็เริ่มทำงาน
“ยินดีด้วยพวกเ้าเสร็จสิ้นการทดสอบแล้ว”
เสียงที่ทรงพลังดังขึ้น ทุกคนต่างก็หันมองตามเสียงนั้นไปก่อนจะเห็นผู้คุมกฎเซี่ยโหวอู๋ปรากฏตัวขึ้น โดยที่ด้านหลัง ยังมีบรรดาผู้าุโระดับสูงและพวกผู้คุมหอยืนเรียงกันอยู่ด้วย
“ชีวิตคนเราผ่านไปพร้อมกับการพัฒนาทุกครั้งที่ผ่านการทดสอบก็จะพัฒนาขึ้น นี่เป็ส่วนหนึ่งของเส้นทางการฝึกฝนของพวกเ้า”เซี่ยโหวอู๋ว่าต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะกล่าวจบ
“หลังจากนี้ทุกคนสามารถนำทรัพยากรที่ได้มามาแลกเป็ค่าผลงาน”
เหล่าศิษย์โห่ร้องด้วยความยินดีพร้อมกับพากันเดินไปข้างหน้าตามเหล่าบุคคลชั้นสูงของสำนักไปที่ใจกลางลานของตำหนัก
ภายในลานกว้างนั้นมีโต๊ะตั้งอยู่ตัวหนึ่งบนโต๊ะมีแผ่นป้ายที่สลักขึ้นจากผลึกใสวางอยู่เป็กองพะเนิน นี่คือแผ่นป้ายแสดงสถานะของศิษย์ตำหนักนภาปราณยุทธ ทุกแผ่นล้วนสลักขึ้นจากผลึกโปร่งใส ผ่านการหลอมด้วยเตาอักขระยันต์จึงมีพลังของอักขระยันต์แฝงอยู่ ไม่เพียงสามารถแสดงสถานะ แต่ยังใช้สำหรับสะสมค่าผลงานได้ด้วย
ไม่นานจั่วเฉินก็ได้แผ่นป้ายของตัวเองมาแผ่นป้ายนี้มีลักษณะโปร่งใส มีชื่อของเขาสลักเอาไว้ เมื่อกระทบกับแสงก็ส่องแสงเปล่งประกายออกมาทว่าจั่วเฉินกลับไม่ได้ตื่นเต้นกับมันเท่าไรนัก
ในที่สุดทุกอย่างก็มั่นคง หลังจากนี้เขาจะสามารถฝึกฝนที่ตำหนักนภาปราณยุทธได้แล้ว แม้ว่าด้วยสถานะผู้ติดตามจะทำให้ได้รับทรัพยากรน้อยกว่าคนอื่นทว่าจั่วเฉินก็ไม่ใส่ใจในเื่นี้
หากมีฝีมือก็ไม่ต้องสนใจสวัสดิการเล็กน้อยที่ทางสำนักให้เลยสักนิดหากเขา้าอะไร ก็สามารถทำภารกิจของสำนักแทนได้ หลังจากได้ค่าผลงานมาแล้ว ก็ค่อยนำไปแลกยาลูกกลอนตำรา และเคล็ดวิชาปราณโบราณต่างๆ
เมื่อศิษย์ทุกคนได้แผ่นป้ายมาเรียบร้อย จากนี้ก็ถึงเวลาแลกค่าผลงาน
บริเวณหน้าแท่นแลกเปลี่ยนมีของชิ้นหนึ่งตั้งอยู่มันถูกผู้าุโผู้หนึ่งควบคุมเอาไว้ ตอนที่ทุกคนเข้าไปแลกทรัพยากร สิ่งนั้นจะคำนวณค่าผลงานออกมาให้จากนั้นเมื่อนำป้ายแสดงสถานะขึ้นไปวาง มันจะบันทึกค่าผลงานที่ได้เข้าไป
บรรดาศิษย์ใหม่ทยอยเข้าไปแลกค่าผลงานบางคนแลกได้นับพันแต้ม จึงมีความยินดีฉายชัดบนใบหน้า ทว่าบางคนก็มีสีหน้าเศร้าสร้อยเพราะทรัพยากรที่ได้มาสามารถแลกได้เพียงร้อยสองร้อยแต้มเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอเพราะค่าผลงานแค่นี้ไม่สามารถแลกของล้ำค่าอะไรในตำหนักได้เลย
กระทั่งศิษย์ผู้หนึ่งปรากฏตัว คล้ายกับทำลายภาพเหตุการณ์เหล่านี้ไปทรัพยากรที่คนผู้นั้นนำออกมาทำเอาคนที่เหลืออดที่จะอุทานออกมาด้วยความอิจฉาไม่ได้
เบื้องหน้าของศิษย์ใหม่ที่ชื่อหลิวหยวน มีผลึกอสูรขั้นหนึ่งวางอยู่อย่างน้อยห้าสิบก้อนและผลึกอสูรขั้นสองอีกห้าก้อน นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพรและแร่หินต่างๆ อีกมากมาย สุดท้ายก็แลกค่าผลงานไปได้แปดพันกว่าแต้ม
แปดพันแต้ม! นั่นเป็จำนวนที่น่าเหลือเชื่อมากหลิวหยวนคนเดียวสามารถได้รับค่าผลงานเทียบเท่าจำนวนของเจ็ดถึงแปดคนรวมกันหากนำค่าผลงานแปดพันแต้มนี้ไปที่หอสมบัติ คงสามารถแลกเคล็ดวิชาปราณโบราณระดับดินขั้นต่ำได้เลย
“ลำพังของแค่นี้ก็แลกค่าผลงานได้แปดพันแต้มเชียวหรือเช่นนั้นข้าก็คงได้สักหมื่นแต้มกระมัง” ขณะที่คนอื่นกำลังอิจฉาหลิวหยวนอยู่นั้นจั่วเฉินกลับเดาะลิ้นพลางหรี่ตาคำนวณ
“หลิวหยวนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย”
“ข้าพยายามอยู่สิบวัน สุดท้ายได้ค่าผลงานไม่เท่าผลึกอสูรขั้นสองเพียงก้อนเดียวหลิวหยวนผู้นี้ ลำพังแค่ผลึกอสูรขั้นสองก็มีมากถึงห้าก้อน น่าอัดอั้นเสียงจริง” ศิษย์ไม่น้อยแอบกระซิบกระซาบกัน
เดิมทีคิดว่าหลิวหยวนจะเป็คนที่ได้ค่าผลงานมากที่สุดในการทดสอบครั้งนี้คิดไม่ถึงว่าจะยังมีคนไม่ธรรมดายิ่งกว่า นับว่าศิษย์ใหม่ชุดนี้เป็ดั่งแหล่งรวมัเร้นพยัคฆ์หมอบ[2] ท้ายที่สุด ก็มีตัวประหลาดที่แลกค่าผลงานได้หนึ่งหมื่นหกพันแต้มปรากฏออกมา
คนผู้นี้ชื่อว่าเย่เชียนตี้ ที่น่ากลัวก็คือทรัพยากรที่เขานำออกมาล้วนเรียบง่ายมีเพียงผลึกอสูรขั้นสองเท่านั้น คนไม่น้อยได้แต่ครุ่นคิดว่าหากสนามทดสอบนี้มีสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสามด้วยล่ะก็คนผู้นี้คงจะเอาผลึกอสูรขั้นสามกลับมาแทนกระมัง
“ช่างเป็ตัวประหลาดแท้ วิปริตไปแล้ว” ศิษย์หลายคนจับจ้องไปที่เย่เชียนตี้และเอ่ยออกมาเสียงเบา
นอกจากเย่เชียนตี้ยังมีบุคคลไม่ธรรมดาอีกหลายคนปรากฏตัวขึ้น ซึ่งคนเ่าั้เปรียบเสมือนบุคคลระดับแนวหน้าในบรรดาศิษย์ใหม่แม้จะเทียบเย่เชียนตี้ไม่ได้ ทว่าก็ล้วนแต่แลกค่าผลงานได้นับหมื่นกันทั้งนั้น
ลองคิดดูก็จะรู้ ในเมื่อมีสิทธิมาที่ตำหนักนภาปราณยุทธ ย่อมเป็บุคคลระดับแนวหน้าในหมู่คนรุ่นเดียวกันของสถานที่ที่จากมาอยู่แล้ว พวกเขาต่างก็มีพร์และพลังที่สามารถหยิ่งผยองได้
ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่กลับต้องเก็บงำความยโสเ่าั้เอาไว้เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน เทียบกับยอดอัจฉริยะที่แท้จริงแล้วพร์ของพวกเขาจึงไม่ถือว่าโดดเด่นอะไรเลย เมื่ออยู่ต่อหน้าเย่เชียนตี้ก็ไม่มีใครรู้สึกมั่นใจอีก สายตาของศิษย์อีกมากมายจึงหม่นแสงลง
----------
[1] เรือล่มในหนองน้ำ หมายถึงเกิดเื่ผิดปกติเหนือความคาดหมาย
[2] ัเร้นพยัคฆ์หมอบ หมายถึงมีคนเก่งๆ อยู่มากมาย