ตอนที่ 7 งานอันตรายของพี่ชาย
หานซีหนิงนั่งอ่านนิยายบนระเบียงหน้าเรือน
สักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของพี่ชายดังใกล้เข้ามาเธอรีบเงยหน้าแล้วส่งยิ้มให้เขาทว่าภาพที่เห็นกลับเป็พี่ชายที่เดินลากขาาเ็กลับมา
หานซีหนิงทิ้งหนังสือแล้วรีบวิ่งไปประคองเขาหานเซ่ออี้แสดงสีหน้าไม่พอใจขณะเดินขึ้นบันไดเรือนแต่กลับไม่ได้หยุดการกระทำของน้องสาวปล่อยให้นางที่ตัวเตี้ยกว่าถ่วงแขนเขาไว้เช่นนั้น
อยากถามเหลือเกินว่า…นี้เรียกประคองของเ้าแล้วหรือ?
เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะเก้าอี้ริมระเบียงเป็เก้าอี้ตัวเดียวกันกับที่หานซีหนิงพึ่งนั่งเมื่อครู่ จากนั้นเลื่อนมือไปหยิบกาน้ำร้อนเทน้ำใส่ถ้วยอีกใบ ก่อนจะยกขึ้นดื่มอย่างกระหาย
เมื่อรู้สึกถึงมือเล็กที่พยายามจะเลิกขากางเกงของเขาเด็กหนุ่มก็หลุบตามองหานซีหนิง นางนั่งยองๆ บนพื้นพยายามจะพับขากางเกงเขาขึ้นให้ได้
เขามองด้วยสายตาประหนึ่งจะบอกว่า...มันยากเ้าก็ยังจะดึงอีก
หานเซ่ออี้ยกเท้าหนีจากนั้นก็ชี้ให้หานซีหนิงนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พูดว่า"ข้าไม่เจ็บมาก"
"..."
เอ่ยไปแล้วหานเซ่ออี้ก็ชะงักนึกอยากกัดลิ้นตัวเอง ขณะเดียวกันหานซีหนิงก็รู้สึกอึ้งไม่น้อย
เกือบเดือนมานี้กล่าวได้ว่าพี่ชายของเธอมีท่าทีอ่อนลงอยู่ไม่น้อย ยิ่ง่หลังเธอไม่ได้สร้างปัญหาให้เขาเขาก็ไม่ได้มายุ่มย่ามอะไรกับเธอมากนัก หรือจะพูดให้ตรงคือต่างคนต่างอยู่ทั้งเขายังไม่ชอบสนทนากับเธอสักเท่าไร
แต่เมื่อครู่นี้เขาพูด
เขาพูดเพราะอยากปลอบใจเธอไม่ให้เป็ห่วงใช่หรือไม่?
หานซีหนิงแย้มยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม
หานเซ่ออี้เห็นรอยยิ้มที่ดูน่ารักขึ้นทุกวันของหานซีหนิงเด็กหนุ่มก็พลันรู้สึกอับอาย แค่นเสียงฮึขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจจากนั้นก็เดินลากขาเจ็บกลับเข้าห้อง
หานซีหนิงไม่ได้ว่าอะไรเห็นพี่ชายยังเดินได้ก็คงจะไม่เจ็บมากนัก จึงหันเข้าห้องครัวแทนเตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็น
หานซีหนิงชอบกินก็จริงแต่อาหารที่เธอทำได้กลับมีไม่มากแต่ละอย่างล้วนเป็ของทำง่ายที่ใช้วัตถุดิบปรุงไม่ยุ่งยากซับซ้อนทำเสร็จแล้วเธอก็ยกออกมาวางบนโต๊ะกลางห้องโถง เรียกพี่ชายออกมากิน
ระหว่างนั้นเธอยังเห็นพี่ชายเดินขากะเผลกจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานตอนที่เธอเดินผ่านลำธารเห็นสมุนไพรที่โลกก่อนเคยใช้ประคบบรรเทาอาการบวมช้ำและกล้ามเนื้ออักเสบดังนั้นหลังกินข้าวเสร็จแล้ว หานซีหนิงจึงวิ่งออกไปเก็บสมุนไพรซึ่งเคยเห็นผ่านตาต้นนั้น
ท้องฟ้าด้านนอกมืดสลัวเธอใช้เวลามองหาไม่นานก็เจอ
จากนั้นก็เดินเข้าห้องครัวต้มน้ำและบดต้นสมุนไพรจนแหลกละเอียด ตัดผ้าสีขาวที่ไม่ได้ใช้แล้วออกเป็ชิ้นยาวๆเพื่อใช้พันข้อเท้าที่าเ็
โดยแบ่งสมุนไพรส่วนหนึ่งผสมน้ำอุ่นแล้ววางผ้าสีขาวที่ตัดเป็เส้นชุบไว้กับน้ำสมุนไพรเสร็จจากนั้นก็ตากผ้าหน้าเตาไฟจนแห้ง ตักเนื้อสมุนไพรยุ่ยๆ ที่เหลือใส่ถ้วยใบเล็กวางลงบนถาดพร้อมกับผ้าที่ตากแห้งแล้วสุดท้ายก็ยกถาดที่มีถ้วยสมุนไพรและผ้าพันแผลเดินไปเคาะประตูห้องพี่ชาย
รอไม่นานเด็กหนุ่มก็เปิดประตูออก...
หานเซ่ออี้เห็นของในมือน้องสาวก็ชะงักไปชั่วขณะภายในใจเกิดความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมา มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยแววตาก็ดูอบอุ่นขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทว่าในห้องของเขานั้นมืดหานซีหนิงย่อมมองไม่เห็น
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นหมายจะลูบศีรษะหานซีหนิงทว่ากลับยกค้างไม่ขยับ ครั้นรู้ตัวว่าตนเองใจอ่อนให้ตัวปัญหาเช่นนางแล้วแววตาก็พลันเ็ายิ่งกว่าเดิม
ถึงอย่างนั้นหานเซ่ออี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของนางแต่อย่างใดรับถาดในมือนางมา จากนั้นก็หมุนกายกลับเข้าห้อง ปิดประตูลงดาลอย่างแ่า
หานซีหนิงไหวไหล่ท่าทางพี่ชายเช่นนี้ เธอเห็นมาจนชินแล้ว จะโลกก่อนหรือโลกนี้นิสัยก็ยังหมาเช่นเดิม
หานซีหนิงนอนไม่หลับ
เธอพลิกตัวไปมาอยู่บนฟูกที่นอนจากนั้นก็จ้องมองแสงดวงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง
ไม่รู้เพราะเหตุใดคืนนี้ถึงนอนไม่หลับเธอพลิกตัวหันหลังให้หน้าต่างอีกครั้ง ราวกับมีเื่ว้าวุ่นในใจให้คิด
จริงๆแล้วหานซีหนิงสงสัยมาั้แ่ต้น หานเซ่ออี้มักจะออกจากเรือนแต่เช้าจากนั้นก็กลับมาค่ำมืด หากไม่กลับมาพร้อมกับเนื้อปลาเนื้อสัตว์ในมือก็กลับมาพร้อมกับอาการเหนื่อยล้า
หลายวันก่อนยังพอว่าแต่คืนนี้กลับลากขาเจ็บกลับมา สีหน้าก็ดูอารมณ์ไม่ดี
หรือพระเอกคนนี้จะถูกเด็กหนุ่มในหมู่บ้านกลั่นแกล้ง? ในบทความวิเคราะห์นิยายกำลังภายในหลายเื่ก็มักจะกล่าวถึงเนื้อหานิยายเช่นนี้อยู่เหมือนกัน
ยิ่งคิดสมองน้อยๆของเธอยิ่งเลอะเลือน สุดท้ายก็เคลิ้มหลับไป
รุ่งเช้ามาเยือนดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ อาบสวนผักและดอกไม้บนลานกว้าง ช่างเป็ภาพที่น่าชื่นชมได้ไม่รู้เบื่อ
เด็กหญิงเห็นว่าวันนี้อากาศดีจึงนำกับข้าวทั้งหมดออกมาวางที่โต๊ะริมระเบียงด้านนอกเรือนลมเย็นยามเช้าให้ความรู้สึกสดชื่น หานซีหนิงจึงพลอยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปด้วย
"ท่านพี่ออกมากินข้าวได้แล้วเ้าค่ะ" หานซีหนิงะโเสียงดังด้วยรอยยิ้มเสียงเล็กใสของเธอดังทั่วเรือน
หานเซ่ออี้ได้ยินเช่นนั้นก็เปิดประตูห้องออกมามองผ่านประตูห้องโถงที่เปิดกว้างไว้ หานซีหนิงกำลังนั่งแกว่งขาเท้าคางมองอาหารบนโต๊ะอย่างอารมณ์ดีไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงได้รู้สึกว่าภาพนี้ช่างน่ามองและชวนอบอุ่นใจยิ่ง
นางเริ่มทำตัวเหมือนน้องสาวของเขามากขึ้นทุกวันแล้ว
แม้จะคิดเช่นนั้นหานเซ่ออี้ก็ยังมีใบหน้านิ่งขรึมและเ็า เดินเข้าไปในครัวแล้วเทน้ำร้อนที่ต้มค้างไว้ในเตาผสมน้ำในอ่างให้อุ่น จากนั้นล้างหน้าและบ้วนปากขัดฟันด้วยกิ่งไม้ ใช้ผ้าเช็ดหน้าจนแห้ง เดินออกไปกินข้าวด้วยกันกับน้องสาว
วันนี้หานซีหนิงทำกับข้าวต่างจากเมื่อวานเธอได้ข้าวสารมาจากลุงฉีหนึ่งถ้วยเล็ก จึงทำโจ๊กง่ายๆใส่เห็ดหอมที่ตากแห้งไว้ครั้งก่อน ยังมีผักป่าหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปด้วยสีสันจึงไม่ดูจืดชืด หอมและน่ากินมาก
หานเซ่ออี้ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันนานแล้วที่เขาไม่ได้กินโจ๊ก เด็กหนุ่มจึงกินจนหมดชาม
เมื่อเขาวางชามโจ๊กลงก็เห็นหานซีหนิงยื่นกล้วยสุกสองลูกมาให้ ยังมีพุทราอีกหนึ่งกำ
"ท่านพี่เอามันใส่ไว้ในอกเสื้อระหว่างวันเผื่อหิวก็เอาออกมากินได้ตลอด" เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
นับวันสีผิวเหลืองซีดของหานซีหนิงยิ่งเปลี่ยนเป็ขาวผ่องเสียดายที่ร่างกายเธอยังผอมแห้ง มิเช่นนั้นคงฉายความงามกว่าที่เห็นอยู่นี้
เด็กหนุ่มหลุบตาลงหยิบไปแค่กล้วยหนึ่งลูก จากนั้นก็กล่าวว่า "เ้าเก็บไว้กินเองเถอะ"
หานซีหนิงไม่ได้นึกเสียใจที่พี่ชายปฏิเสธแต่กลับเปล่งเสียงเอ่ยอย่างกระตือรือร้น "ขอบคุณท่านพี่!"
จากนั้นก็กัดกินพุทราป่าอย่างเอร็ดอร่อย
ทุกอากัปกิริยาของน้องสาวตกอยู่ในสายตาเด็กหนุ่มตลอดเขาเห็นเช่นนั้นก็เกือบจะหลุดยิ้ม ช่างเป็เด็กตะกละไม่เปลี่ยน
ความสุขของเ้าคือการกินสินะ
จู่ๆ หานเซ่ออี้ก็เอ่ยถาม "เ้าเรียนตำราพันอักษรกับลุงฉีเป็อย่างไรบ้าง"
เมื่อคืนก็รู้สึกว่าแปลกแล้วเช้านี้เขายังเป็ฝ่ายเริ่มพูดก่อนหานซีหนิงไม่กล้ายิ้มกว้างเพราะกลัวจะทำให้พี่ชายรู้สึกเคอะเขินเธอไม่ยากทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพี่น้องให้พังลงั้แ่เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่กี่วัน
ดังนั้นเมื่อได้ยินเขาเอ่ยถามถึงการเรียนหานซีหนิงก็ะโลงจากระเบียงหน้าเรือนหยิบกิ่งไม้บนพื้นแล้วเริ่มขีดเขียนเป็ตัวอักษรที่หางตามองเห็นเงาพี่ชายเดินลงจากเรือน ก่อนมาหยุดยืนอยู่ข้างกายเธอ
หานซีหนิงชี้ให้เขาดู"ท่านพี่ดู นี่คือชื่อของท่าน ส่วนนี้คือเชื่อของข้า"
ดวงตาเธอเป็ประกายราวกับกำลังรอคำชมจากเขา ทว่าสายตาเด็กหนุ่มแสดงออกชัดประหนึ่งว่า...เรียนตั้งครึ่งเดือนเ้าเขียนได้แค่นี้?
ช่างน่าน้อยใจนัก...
หานซีหนิงทิ้งกิ่งไม้ฉับพลันดวงหน้าเล็กแลดูบึ้งตึง ก็ไม่ใช่ภาษาจีนหรอกที่เขียนได้แค่นี้ ภาษาไทยต่างหากที่เธอเห็นชื่อเขาในหนังสือนิยายให้หลับตาเธอก็ยังเขียนได้ โผล่ขึ้นมาตัวใหญ่เชียวละ 'หานเซ่ออี้' เขียนแบบนี้!
มุมปากเด็กหนุ่มกระตุกเบาๆเขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนเอ่ยว่า "วันนี้เ้าก็อยู่ที่เรือนสักวันไม่ต้องลงไปหาลุงฉีที่หมู่บ้าน"
เขาไม่ได้บอกเหตุผล สายตาเหลือบเห็นรองเท้าผ้าที่ทั้งขาดและเก่าของนางภายในจึงเกิดรู้สึกใจอ่อน เขาทำงานเดือนนี้ก็เก็บเงินได้ครบสามเหรียญทองแดงแล้วแต่คงต้องเจียดเงินส่วนหนึ่งมาซื้อรองเท้าให้นางใหม่
โดยให้เหตุผลว่า 'ทำเช่นนี้นางจะได้ไม่ต้องไปขโมยรองเท้าผู้อื่นสวม'
หานเซ่ออี้ไม่มองหานซีหนิงอีกเอ่ยย้ำว่า "อย่าออกจากเขตอาคมเป็อันขาดไม่ว่าของกินจะยั่วยวนเพียงใดก็ห้ามออกไป"
หานซีหนิงมองตามแผ่นหลังพี่ชายที่เดินจากไปแล้วไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาถึงได้ห้ามเธอเช่นนั้น
เ้าเห็นข้าเป็คนเห็นแก่กินขนาดนั้นรึ?หานซีหนิงย่นจมูกอย่างไม่พอใจ
หมู่บ้านเชียงหยุนวันนี้ค่อนข้างแปลกไปจากทุกวัน
ปกติที่เคยมีชาวบ้านเดินกันไปมาก้มหน้าก้มตาทำงานในไร่ของตน แต่กลับแลดูบางตาลงอย่างเห็นได้ชัดเจน
แม้กระทั่งเด็กน้อยที่เคยวิ่งเล่นก็ไม่เห็นแม้แต่คนเดียว
ชายผู้หนึ่งเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ลอยขึ้นสูงจากนั้นก็พลันทิ้งจอบเสียบลงในไร่ ะโบอกภรรยาว่า "เอ้อสี่ข้าต้องรีบไปแล้ว เย็นๆ จึงจะกลับ!"
เขาวิ่งไปยังทิศป่าอสูรเขตเจ็ด...
หานซีหนิงไม่ได้เชื่อฟังคำพี่ชายเธอเดินตามหานเซ่ออี้มาห่างๆ ตลอดทางเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านทยอยกันมุ่งหน้าไปทางป่าอสูร ที่แห่งนั้นมีทั้งเด็กชายและเด็กหญิงหลากหลายอายุต่ำสุดคือแปดขวบ สตรีวัยผู้ใหญ่ที่ค่อนข้างแข็งแรงก็มียืนออกันอยู่หน้าประตูทางเข้าป่าอสูร
ยามนั้นมีชายสวมอาภรณ์รัดกุมแบบทหารเฝ้าประตูคอยเอ่ยแบ่งกลุ่มแยกเด็กและผู้ใหญ่ออกจากกันชัดเจน
พวกเขาเ่าั้ดูเชื่อฟังชายผู้นั้นมากก่อนที่ทุกคนจะทยอยเดินเข้าไปในประตูใหญ่ั์ตรงเข้าไปในป่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของกำแพง
สีหน้าทุกคนไม่ได้ดูเหมือนถูกบังคับพี่ชายของเธอก็รวมอยู่ในกลุ่มเ่าั้ด้วย
หานซีหนิงเดินปะปนไปกับคนเ่าั้เธอตัวเล็ก ทั้งยังตัดผมสั้น พวกเขาจึงมองไม่ออกว่าเป็ชายหรือหญิง
เมื่อเข้ามาข้างในได้แล้วมีหลายกลุ่มที่แยกตัวออกไป หานซีหนิงเลือกที่จะตามกลุ่มของพี่ชายเข้าไปในป่าจากนั้นก็แยกตัวออกไป หลบที่ข้างโขดหินใหญ่
ไม่นานนักเธอเห็นพวกเขาช่วยกันดึงรถลากออกมาเริ่มลำเลียงสัตว์อสูรที่ถูกล่ามโซ่เข้าไปในกรงขัง
บางตัวก็เดินตามอย่างเชื่อฟังบางตัวคลุ้มคลั่งดุร้าย
หานซีหนิงอุทานเสียงเบายกมือปิดปาก เป็ครั้งแรกที่เห็นสัตว์อสูรตัวเป็ๆทุกตัวล้วนมีละอองหมอกหลากหลายสี วนรอบตัวแตกต่างกันไป มันจึงดูพิเศษต่างจากสัตว์ปกติ
ทันใดนั้นก็เกิดการต่อสู้ขึ้น!
หานซีหนิงยกมือปิดปากอีกครั้งเมื่อเห็นซาลาแมนเดอร์ั์สามตาตัวหนึ่งเขมือบคนเข้าไปในปากมันสะบัดหัวไปมาจนร่างนั้นถูกเหวี่ยงกระจุยกระจาย
ความโกลาหลเกิดขึ้นฉับพลัน
"ดึงโซ่ไว้!"คนนับสิบยังคงจับมันเข้ากรงขังทั้งที่ยังมีชีวิตต่อให้แลกด้วยคนจำนวนมากเพื่อให้มันเขมือบก็ฆ่ามันไม่ได้ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะผิดต่อคำสั่งที่เบื้องบนสั่งมา
โดยปกติสัตว์อสูรเหล่านี้จะถูกจับล่ามโซ่โดยผู้คุมที่มีพลังยุทธ์ระดับจิติญญาขั้นหนึ่งขึ้นไปจากนั้นก็ปล่อยหน้าที่ลำเลียงเป็ของแรงงานเหล่านี้ ยิ่งงานเสี่ยงอันตรายค่าตอบแทนก็ยิ่งมาก ดังนั้นแรงงานเหล่านี้แม้ไม่มีพลังยุทธ์ก็เลือกที่จะทำงานนี้
ที่จริงแล้วหมู่บ้านก็มีกฎทุกครัวเรือนต้องส่งแรงงานชายมาเพื่อทำงาน หากไม่มีก็ต้องเป็สตรีซึ่งมีค่าตอบแทนให้ตามชนิดของงาน นี่คือกฎบังคับ ส่วนคนที่เหลือหาก้าทำงานแลกเงินจะเป็คนแก่หรือสตรีขี้โรคก็ล้วนสามารถใช้แรงงานได้ทั้งนั้น
ป่าอสูรเขตเจ็ดคำสั่งสูงสุดนั้นก็มาจากนายท่านตระกูลเจียง คนในหมู่บ้านไม่ใช่ทาสก็จริงเพราะทุกครั้งที่ทำงานล้วนมีค่าตอบแทนให้ แต่หากพวกเขาไม่ยินยอม ออกจากหมู่บ้านไปโลกภายนอกนั้นโหดร้ายยิ่งกว่า
ดังนั้นถึงได้เกิดระบบเงินขาวเงินดำเพื่อใช้กันในหมู่ชนชั้นแรงงานได้รับสิทธิ์การคุ้มครองจากตระกูลเจียง ครอบครัวมีที่นาทำไร่ มีกินมีใช้ไม่อดอยากมีชีวิตเช่นนี้ดีกว่าโลกภายนอกตั้งเยอะเพราะใช่ว่าทุกคนที่จะสามารถฝึกพลังยุทธ์ได้อย่างราบรื่นส่วนใหญ่แล้วสายเืของพวกเขาจัดอยู่ในกลุ่มไร้ประโยชน์มีลูกมีหลานก็ยังสืบทอดสายเืไร้ประโยชน์...
หานซีหนิงทรุดนั่งไม่อาจมองภาพโหดร้ายนั้นได้อีก
ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบชายหน้าตาดุดันผู้หนึ่งมองสบลงมาเขาคือคนที่ยืนแบ่งกลุ่มชาวบ้านที่หน้าประตูป่าอสูรคนนั้นคนที่เธอเห็นชาวบ้านเชื่อฟังเขา และตามเขาเข้ามาด้านหลังกำแพงแห่งนี้
ใบหน้าของชายผู้นี้ถมึงทึงจนน่ากลัวราวกับจะเขมือบศีรษะเธอเหมือนอสูรสามตาตัวนั้น ก้าวเข้ามาแล้วก็หิ้วคอเสื้อของเธอก่อนจะพาตัวออกไป
หานซีหนิงสั่นเทาไปทั้งร่างเผลอทำรองเท้าข้างหนึ่งตกไว้
"ปะ…ปล่อยข้า"